คนที่ต้องขับรถไปทำงาน และเดินทางเป็นประจำ คำว่า "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ ยิ่งช่วงไหนที่มีวิกฤตการเมืองโลกปะทุ จนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง เราก็มักจะได้ยินชื่อนี้บ่อยเป็นพิเศษในข่าวเช้า จากประสบการณ์ที่ติดตามและสัมผัสผลกระทบโดยตรง มองว่ากองทุนนี้เปรียบเหมือน "เบาะรองรับกระแทก" ทางเศรษฐกิจที่ทำงานได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามใหญ่ในใจของคนจ่ายเงินเติมน้ำมันทุกคน ตัวช่วยพยุงค่าครองชีพ สวมบทฮีโร่ช่วงวิกฤต ยอมรับตามตรงว่าในวันที่ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งกระฉูด ถ้าไม่มีกลไกอุ้มราคาของกองทุนฯ เราคงได้เห็นน้ำมันดีเซลทะลุ 40-50 บาท/ลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดปรับตัวสูงขึ้นทันที กลไกนี้จึงช่วยซับแรงกระแทกไม่ให้ผู้บริโภคช็อกกับราคาที่เปลี่ยนแบบฉับพลัน ภาระแฝงของคนเติมเบนซิน ในมุมมองของคนใช้รถยนต์เบนซินหรือแก๊สโซฮอล์ ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือเราต้องจ่ายเงินส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตราที่สูงกว่า เพื่อนำเงินก้อนนั้นไปชดเชย และอุ้มราคาน้ำมันดีเซลหรือ LPG รู้สึกเหมือนเรากำลังช่วยอุ้มภาระให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ค่าครองชีพของเราเองก็หนักหนาไม่แพ้กัน ภาวะติดหนี้เรื้อรัง จากการติดตามสถานะทางการเงินของกองทุนฯ ในช่วงหลายปีมานี้ จะเห็นตัวเลขติดลบระดับแสนล้านบาท ซึ่งน่ากังวลมาก เพราะสุดท้ายแล้ว เงินที่นำมาชำระหนี้คืนก็หนีไม่พ้นเงินชดเชยที่เก็บเพิ่มจากหัวจ่ายที่เราเติมกันอยู่ทุกวัน กลายเป็นวงจรที่แก้ไม่ตก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ยังคงมีความจำเป็นในฐานะเครื่องมือสร้างความเสถียรภาพ แต่รัฐบาลควรปรับโครงสร้างการเก็บเงินให้มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น ไม่ควรอุ้มราคาแบบหักดิบเป็นระยะเวลานานเกินไปจนกองทุนฯ ตัวแดงวิกฤต ควรปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนความจริงตามกลไกตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อให้คนไทยไม่ได้ต้องฝากชีวิตไว้กับความผันผวนของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ภาพประกอบบทความ : ภาพปก โดย A.I. / ภาพประกอบ1 / ภาพประกอบ2 / ภาพประกอบ3 / ภาพประกอบ4 / ภาพประกอบ5 เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !