ทริคทำเพจด้านสิ่งแวดล้อม บนเฟซบุ๊ก ให้ได้รับความนิยม+ทำเงิน เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล การที่ผู้เขียนมีข้อมูลอยู่ในมือและนำมาวิเคราะห์ดูแล้วนั้น จริงๆ คนก็ยังอยากมาสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ โดยตอนนี้บางคนอาจอยู่ในจุดที่ว่าไม่รู้จะเริ่มยังไง ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เขียนก็เคยเป็นค่ะ แต่พอศึกษาเรียนรู้มาเรื่อย พร้อมกับนำมาจับกับเรื่องที่ตัวเองสนใจและมีความรู้ ทำให้พบว่าจริงๆ แล้วเพจด้านสิ่งแวดล้อมคือจุดที่ผู้เขียนสามารถนำมาสร้างตัวตนได้ ซึ่งการทำเพจด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโตในระยะยาวนั้น ไม่ใช่แค่การโพสต์ความรู้หรือเล่าปัญหาไปวันๆ ค่ะ แต่ต้องมองคอนเทนต์ทั้งหมดให้เป็นระบบเดียวกัน ที่ค่อยๆ พาคนจากแค่การรับรู้ ไปสู่ความเข้าใจ และสุดท้ายคือการลงมือเปลี่ยนพฤติกรรมจริง เมื่อทุกโพสต์เชื่อมโยงกัน มีทิศทาง และมีตัวช่วยอย่างสินค้าดิจิทัลเข้ามาเสริม เพจจะไม่ใช่แค่แหล่งข้อมูล แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนเริ่มต้นและไปต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม หากใครมองออกแล้วว่าเราก็มีความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ นี่คือแนวทางค่ะ 1. ทำคอนเทนต์ที่ให้ความหวัง การทำเพจด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้รับความนิยมนั้น คอนเทนต์ที่ให้ความหวัง คือ การเล่าเรื่องที่ไม่หยุดอยู่แค่การชี้ปัญหาค่ะ แต่เราต้องพาคนมาเห็นเพจไปเห็นว่าโลกยังมีทางออก และการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นจริง โดยเริ่มจากการเล่าปัญหาให้เข้าใจง่ายและใกล้ตัวก่อน เพื่อสร้างการรับรู้และอารมณ์ร่วม จากนั้นต้องรีบพาออกจากความสิ้นหวังด้วยข้อมูลเชิงบวก เช่น ตัวอย่างพื้นที่ที่แก้ปัญหาได้แล้ว เทคโนโลยีใหม่ แนวคิดหมุนเวียน หรือพฤติกรรมเล็กๆ ที่ได้ผลจริง เพื่อให้ผู้ติดตามเพจรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทางตัน แต่เป็นสิ่งที่กำลังค่อยๆ ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือการเขียนให้คนรู้สึกว่าเขามีบทบาทไม่ใช่แค่ผู้รับรู้ โดยในช่วงถัดจากการเล่าปัญหา ควรเปลี่ยนโทนเป็นการชวน มองเห็นความเป็นไปได้ และเชื่อมโยงมาที่ตัวผู้ติดตามทันที เช่น การเสนอวิธีเริ่มต้นง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน หรือทำให้เห็นว่าการกระทำเล็กๆ ของแต่ละคนเมื่อรวมกัน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง คอนเทนต์ลักษณะนี้จะช่วยเปลี่ยนจากความรู้สึกหนักใจให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้คนอยากติดตาม แชร์ และลงมือทำต่อค่ะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของเพจสายสิ่งแวดล้อมในระยะยาวนะคะ 2. ใช้ภาษาคนธรรมดาทั่วไป การใช้ภาษาคนธรรมดา คือ การเขียน พูด และโพสต์ให้เหมือนเวลาคุยกับคนทั่วไป ใช้คำง่ายๆ ที่คนใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ ไม่ต้องเป็นทางการหรือวิชาการเกินไป จุดสำคัญคืออ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ต้องแปลในหัว เช่น จากคำยากๆ ก็เปลี่ยนให้เป็นคำที่ใกล้ตัวมากขึ้น หรืออธิบายให้เห็นภาพแบบง่ายๆ จะช่วยให้คนรู้สึกว่าเนื้อหาไม่ไกลตัว และกล้าอ่านต่อ ฟังต่อมากขึ้น โดยเฉพาะคอนเทนต์สิ่งแวดล้อม ถ้ายิ่งทำให้เข้าใจง่าย คนจะยิ่งเปิดใจค่ะ อีกอย่างคือโทนต้องเหมือนการชวนคุย ไม่ใช่สั่งสอน ใช้คำแบบนุ่มๆ เช่น “ลองเริ่มจาก…”, “จริงๆ แค่นี้ก็ช่วยได้แล้ว” และเขียนเป็นประโยคสั้นๆ อ่านลื่น ไม่ยาวซับซ้อนเกินไป อาจมีตัวอย่างใกล้ตัวประกอบ เช่น เรื่องในบ้าน การซื้อของ หรือพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คนรู้สึกว่าเขาก็ทำได้เหมือนกัน ที่สำคัญคือไม่ต้องทำให้ดูยิ่งใหญ่หรือสมบูรณ์แบบเกินไป แค่สื่อให้เห็นว่าเริ่มจากจุดเล็กๆ ก็มีความหมาย แบบนี้คนอ่าน คนฟังคนดู จะไม่รู้สึกกดดัน แต่จะรู้สึกว่า “เออ มันง่ายกว่าที่คิด” และอยากลองทำตามมากขึ้นค่ะ 3. จับเรื่องใกล้ตัวมาขยี้ประเด็นให้ลึก แต่เข้าใจง่าย การจับเรื่องใกล้ตัวมาขยี้ให้ลึก แต่ยังเข้าใจง่าย คือ การหยิบเรื่องที่คนเจอทุกวันมาเล่าให้เห็นมุมที่เขาอาจไม่เคยคิดมาก่อน เช่น เรื่องทิ้งขยะ ซื้อของกิน หรือใช้ถุงพลาสติก แล้วค่อยๆ ขยายให้เห็นว่าเรื่องเล็กๆ พวกนี้จริงๆ แล้วเชื่อมไปถึงปัญหาใหญ่ยังไง แต่ไม่ต้องใช้คำยากหรือข้อมูลซับซ้อน แค่เล่าให้เห็นภาพ เช่น จาก “ทิ้งข้าวเหลือ” ก็พาไปให้เห็นว่าอาหารที่ถูกทิ้งคือทรัพยากรที่เสียไปทั้งน้ำ พลังงาน และแรงงาน แบบนี้คนจะรู้สึกว่าเรื่องธรรมดามันมีความหมายมากกว่าที่คิด วิธีทำคือเริ่มจากสิ่งที่คนคุ้นเคยก่อน แล้วค่อยขยี้ลงไปทีละชั้น แต่ยังใช้ภาษาง่ายๆ และตัวอย่างใกล้ตัวช่วยอธิบาย เช่น ตั้งคำถามชวนคิดว่า “เคยไหม…” หรือ “จริง ๆ แล้ว…” เพื่อดึงให้คนหยุดคิดตาม จากนั้นค่อยเฉลยหรือเล่าให้เห็นภาพลึกขึ้นในคลิป ในโพสต์ แต่ไม่ต้องยาวหรือวิชาการเกินไป ปิดท้ายด้วยการโยงกลับมาที่สิ่งที่เขาทำได้จริงในชีวิตประจำวัน แบบนี้คอนเทนต์จะทั้งอิน เข้าใจง่าย และทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องเล็กๆ ของเขามันสำคัญขึ้นมาจริงๆ 4. ต้องสินค้าดิจิทัลด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าอยากให้เพจด้านสิ่งแวดล้อมเติบโตได้ดี การมีสินค้าดิจิทัลควบคู่ไปด้วยเป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญมากค่ะ เพราะมันเปลี่ยนจากแค่คนอ่าน มาเป็นคนที่ลงมือทำจริงและยังช่วยสร้างรายได้ให้เพจไปต่อได้ยาวๆ ด้วย โดยสินค้าดิจิทัลในที่นี้ไม่ต้องซับซ้อนก็ได้ อาจเป็นไฟล์ที่ช่วยให้คนใช้ชีวิตรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น เช่น เช็กลิสต์ลดขยะในบ้าน แพลนจัดการอาหารในสัปดาห์ คู่มือเริ่มต้นแยกขยะ หรือไกด์เล็กๆ ที่รวมวิธีทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย จุดสำคัญคือมันต้องเอาไปใช้ได้ทันที และแก้ปัญหาที่คนเจอจริงในชีวิตประจำวัน วิธีคิดคอนเทนต์ให้เชื่อมกับสินค้าดิจิทัล คือ ให้คอนเทนต์ทำหน้าที่เปิดมุมมอง + กระตุ้นความรู้สึก แล้วให้สินค้าดิจิทัลเป็นตัวช่วยพาไปลงมือทำ เช่น โพสต์เล่าเรื่องปัญหาขยะอาหารให้คนรู้สึกอิน แล้วต่อด้วยการบอกว่าใครอยากเริ่มลดจริงๆ สามารถใช้ตัวช่วยอย่างแพลนจัดการอาหารที่เราทำไว้ แบบนี้จะไม่ดูขายของตรงๆ แต่เป็นการเสนอทางออกให้คนที่อยากเริ่มอยู่แล้ว ยิ่งถ้าคอนเทนต์ของเราเน้นความเข้าใจง่ายและใกล้ตัว สินค้าดิจิทัลก็ยิ่งขายได้ง่าย เพราะคนรู้สึกว่าฉันทำตามสิ่งนี้ได้จริงและพร้อมจะจ่ายเพื่อให้เริ่มได้ง่ายขึ้นค่ะ 5. ใช้คอนเทนต์เป็นระบบนิเวศข้อมูล การใช้คอนเทนต์เป็นระบบนิเวศข้อมูล คือ การทำให้ทุกโพสต์ในเพจไม่ใช่แค่โพสต์เดี่ยวๆ ค่ะ แต่เชื่อมโยงกันเป็นภาพใหญ่เดียวกัน คนที่เข้ามาอ่านโพสต์และเห็นโพสต์หนึ่ง ควรรู้สึกว่า “ยังมีอะไรให้ดูต่อ” และค่อยๆ ถูกพาให้เข้าใจลึกขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องง่ายไปเรื่องที่ลึกขึ้น เช่น เริ่มจากโพสต์เล่าเรื่องใกล้ตัว → ต่อด้วยโพสต์อธิบายให้เข้าใจมากขึ้น → แล้วเชื่อมไปสู่โพสต์ที่มีวิธีลงมือทำจริง แบบนี้เพจจะไม่ใช่แค่ให้ความรู้กระจายๆ แต่เป็นเหมือนเส้นทางที่พาคนเรียนรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริงค่ะ พอวางแบบนี้สินค้าดิจิทัลจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไม่ใช่ของแยก เช่น คอนเทนต์ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจและความอยากเปลี่ยน ส่วนสินค้าดิจิทัลเป็นตัวช่วยให้ลงมือทำได้ง่ายขึ้น คนที่อ่านและดูหลายโพสต์จะเริ่มรู้สึกว่าอยากทำจริงแล้ว แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ตรงนี้แหละคือจุดที่สินค้าของเราจะไปตอบโจทย์พอดี และไม่ดูเป็นการขายมากเกินไป เพราะมันต่อเนื่องมาจากสิ่งที่เขาเพิ่งเรียนรู้มา ทั้งหมดนี้จะทำให้เพจเรามีทั้งคุณค่าและทิศทางชัดเจน ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูล แต่พาคนไปถึงการเปลี่ยนแปลงได้จริงค่ะ และทั้งหมดนั้นคือแนวทางค่ะ ซึ่งจะบอกว่าผู้เขียนไม่ตันเรื่องเนื้อหาค่ะ บางช่วงนิ่งเงียบไปเพราะพักรบเฉยๆ เนื่องจากไปทำอย่างอื่นและไม่ว่าง ตอนนี้ดูแลเพจเองที่ไม่ได้ตั้งโพสต์ไว้อัตโนมัติค่ะ เพราะชอบแบบเรียลไทม์มากกว่า ภายใน 2 เดือนจริงจังยอด 7 ล้านวิว เริ่มมีคนสนใจอีบุ๊ก แนบลิงค์นายหน้าช้อปปี้ในคลิปตอนนี้ได้ค่าขนมทุกวันค่ะ นั่นคือทางบวก ทำเพจต้องมีไหวพริบมากค่ะ เพราะมีคอมเมนต์ทำให้สมองทำงานหนักก็มี ตอนแรกผู้เขียนทำคลิปไปเอาสูตรคนทั่วไปมาทำ เขาบอกว่าสั้น 7-10 วินาทีไว้ดีสุด แต่พอมาทำจริง สั้นๆ กลับมีคนบอกว่า ผมอยากฟังที่ยาวกว่านี้มีไหม ผมรู้สึกว่าอารมณ์ค้าง ในขณะที่เรายังต้องยึดหลักทางจิตวิทยาค่ะ คนจะฟังยาวๆ บางทีไม่ได้จำอะไรได้หมดแน่นอน ที่ตอนหลังมาเลยไม่เกิน 30 วินาที เพื่อให้เปิดการมองเห็น แต่ก็ยังมีคนบอกว่าสั้นอีก คือ มันถูกบังคับด้วยเวลาและเนื้อหา พอพูดช่วงท้ายไปค้าง เช่น คำว่า “จากนั้นเราก็จะต้อง…” กลายเป็นประโยคไปทำให้สมองทำงานหนัก เพราะเขาจะคิดถึงเราตลอดเวลา แล้วจะต้องทำอะไร? ทำให้เขาต้องกลับมาดูเพจใหม่ ต้องรู้ให้ได้ว่าต้องทำอะไร ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคน แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้บางครั้งค่ะ แต่บางคนก็เข้าใจ เขาจะมองว่าเขาต้องมาดูเพจเรื่อยๆ เพื่อต่อจิ๊กซอว์ด้านความรู้สิ่งแวดล้อมค่ะ บางคลิปทำขำๆ ถ่ายง่ายๆ ลองเอไอ แต่ดันเป็นคลิปที่ถูกดัน แล้วสื่อในคลิปกับเนื้อหาไม่ตรงกัน แบบนี้ก็ต้องมาตั้งป้อมคอยตอบคำถาม และจัดการสถานการณ์จากคอมเมนต์จากคนชอบความสมบูรณ์แบบ 100% อีกค่ะ สื่อภาพใกล้เคียงไม่ตรงเนื้อหาก็มีคนคอยจับผิด เราก็ต้องมาอธิบาย แบบนี้ให้ปักหมุดคำตอบไว้เลยนะคะ และต้องตั้งการ์ดกับคอมเมนต์โจมตีตลอดเวลา อันนี้สำคัญมาก ต้องนิ่งสยบความเคลื่อนไหวตลอดเวลาค่ะ ในขณะที่ก็ต้องคิดคอนเทนต์ออกใหม่ คำถามก็ต้องตอบ โฆษณาหนังสือก็ต้องทำค่ะ สินค้าใหม่ก็ต้องคิด คิดประเด็นต่อยอดใหม่ก็ต้องคิดอีก เพราะคนในเพจมาจากพื้นฐานประสบการณ์ที่ต่างกันมาก ง่ายเราแต่อีก 1000 คนไม่ง่าย นี่คือความท้าทายค่ะ หลากหลายมากค่ะ บางคนถามมาแล้วเราไม่ได้อยู่จุดนั้น เราก็ต้องคิดวิเคราะห์อีกว่าที่เขากำลังเจออยู่ปัญหาประมาณไหนแน่ โดยล่าสุดมีคนถามเรื่องถังย่อยเศษอาหารฝังดิน มีแค่ข้อมูลในคอมเมนต์ว่า “ดินเหนียว น้ำขัง ไม่ย่อย ทำไงคะ” แบบนี้ต้องคิดวิเคราะห์เลยค่ะ ปกติผู้เขียนจะไม่ตอบคำถามในลักษณะนี้ทันทีทันใด เพราะไม่ง่าย ไม่ใช่ไม่รู้วิธีการค่ะ แต่ต้องวิเคราะห์ก่อนตอบ ซึ่งจากคำถามก็ทำคลิปตอบแนวทางแก้ไป เจ้าของคอมเมนต์เพิ่งมาบอกเมื่อวานว่า แก้ได้แล้ว ปลื้มมาก ทำตามเทคนิคในเพจของผู้เขียน ดูเหมือนเป็นภาระแต่จริงๆ เพจช่วยผลักดันให้เราเรียนรู้มากค่ะ ต้องอ่านและเรียนรู้อะไรตลอดเลยค่ะ ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความเหนื่อยที่แก้ไขไม่ได้ค่ะ หมายความว่าสมมติเราอยู่เฉยๆ ไม่ทำเพจเลย เพราะกลัวว่าคนจะคิดยังไงกับเรา กลัวความผิดพลาด กลัวคำวิจารณ์ ในสถานการณ์นั้นก็ยังมีความเหนื่อยเกิดขึ้นอยู่ดีค่ะ เพราะโดยธรรมชาติคนเราจะอยากก้าวหน้า อยากจะแสดงออกสิ่งที่เราทำได้ดี ขณะที่ก็มีความกลัวความคิดของคนอื่นต่อผลงานของเรา ถ้าเราไม่ทำเพจเราจะเหนื่อยกับตัวเองค่ะ ทำให้ในตอนนี้คนจำนวนมากยังเจอปัญหาว่า อยากทำออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง นั่นคือความจริง ก็อยากเชิญชวนให้ทุกคนที่มีความรู้และประสบการณ์ ออกมาทำเพจด้านสิ่งแวดล้อมกันค่ะ การทำเพจถ้ามองว่ามีสิ่งที่ต้องมาจัดการ จริงๆ ทุกอย่างในชีวิตเราก็มีอะไรให้เราต้องทำอยู่แล้วค่ะ จะทำงานประจำ จะทำเพจเอง จะทำเกษตร จะอะไรก็ตามแต่ ทุกอย่างมีสิ่งที่ต้องทำในตัวเองหมด ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำไปทิศทางไหนลองไปดูเพจของผู้เขียนก่อนก็ได้ค่ะ เฟชบุ๊กเพจชื่อว่า สิ่งแวดล้อมดี by Pchalisa อย่างน้อยเพจเราก็คือมรดกทางความรู้ที่ยังอยู่ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้เรียนรู้นะคะ ถึงแม้ว่าตอนแรกเราจะยังคิดไม่ออกว่าจะหาอะไรมาขายก็ตาม #เพจสิ่งแวดล้อม #สิ่งแวดล้อม #ธุรกิจความรู้ #ทรัพย์สินดิจิทัล #หารายได้ออนไลน์ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปกและภาพประกอบเนื้อหา โดยเพจ สิ่งแวดล้อมดี by Pchalisa จาก Facebook ออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 10 ข้อคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เริ่มได้จากตัวเรา! 9 แนวทางสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสุขอนามัย ทำไงดี 9 แนวทางใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบในสิ่งแวดล้อม เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !