Tom Hougaard เป็นนักเทรดหุ้นเดิมพันวงเงินสูง (High Stake Day Trader) เขาสังเกตเสมอว่าทุกบริษัทหลักทรัพย์มีลูกค้าเทรดแล้วขาดทุน 80% ขึ้นไปทุกบริษัท ไม่ว่าจะมีการให้เครื่องมือหรือข้อมูลมากมายแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบขึ้นมาได้เลย เขามองว่ามันมีจุดอ่อนที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดและอารมณ์เสียที่ขาดทุนมันชักนำให้ทวงเงินคืนกับการเทรดครั้งหน้า ซึ่งมันยิ่งทำให้แย่ลงไปอีก และนี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้ BEST LOSER WINS ผู้แพ้ที่ดีที่สุดคือผู้ชนะ แปลโดยศรุต ลีละวงศ์พานิช ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.เมื่อเวลาผ่านไป เทรดเดอร์ที่แพ้มักจะทําพฤติกรรมเดิมซ้ำ นั่นคือ การไม่เชื่อใจแนวโน้มหลักของตลาด และเลือกเปิดสถานะสวนทางแนวโน้ม นั้น เขาทําเช่นนี้เพราะในเชิงอารมณ์ มันให้ความรู้สึกว่าเขากําลังซื้อของถูกหรือกําลังขายของแพง นั่นคือความรู้สึกที่ให้ความพึงพอใจ คล้ายกับการซื้อกระดาษชําระในราคาลด 50% จากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน แต่ตลาดการเงินไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ต มันไม่มีคําว่า “ถูก” หรือ “แพง” มีเพียงราคาตลาดที่เราเห็นอยู่เท่านั้น 2.เทรดเดอร์ที่ชนะจะไม่ได้ยึดติดกับอารมณ์หรือมีแนวคิด เรื่อง “ถูก” หรือ “แพง” เขาโฟกัสกับปัจจุบันหรือช่วงเวลานี้ เมื่อตอนนี้ตลาดกำลังมีแนวโน้ม เขาก็จะเชื่อมั่นในแนวโน้มนั้น และสามารถเข้าร่วมเทรดได้อย่างไม่รู้สึกขัดแย้งกับภายในของตนเอง 3.เทรดเดอร์หน้าใหม่และอาจรวมถึง เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์แล้ว ไม่ว่าจะกําไรหรือขาดทุนก็ตาม ต่างก็เชื่อว่าการเทรดที่ประสบความสําเร็จคือเรื่องของการดูกราฟล้วนๆ ความเชื่อนี้เป็นผลเสียต่อพอร์ตของพวกเขา แต่เป็นเพราะไม่เคยมีใคร บอกพวกเขา ไม่มีใครคิดจะบอก หรือรู้มากพอจะบอกได้ว่าจริงๆ แล้ว การทุ่มเทเวลาไปที่กราฟทั้งหมดนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาด 4.ในทางจิตวิทยา ความขัดแย้งทางความคิดคือความรู้สึกไม่สบายทางจิตใจ หรือเกิดความเครียดในใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคนนั้นมีความเชื่อหรือความคิด ที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในหัวพร้อมกัน ความไม่สบายใจนี้เกิดจากสถานการณ์ที่ความเชื่อของคนๆ นั้นขัดแย้งกับหลักฐานใหม่ที่สวนทางกับความเชื่อนั้น เมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ขัดแย้ง กับความเชื่อ อุดมคติ หรือค่านิยม ผู้คนจะพยายามหาวิธีคลี่คลายความขัดแย้งนั้น เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายใจนี้ลง 5.วิธีที่ดีที่สุดสําหรับจิตใจเชิงเหตุผลในการคลายความไม่สบายใจจากการถือสถานะที่กําไร คือการปิดสถานะนั้น ส่วนวิธีที่ดีที่สุดในการคลายความไม่สบายใจ จากการถือสถานะที่ขาดทุน ก็คือการปล่อยให้การขาดทุนนั้นดําเนินต่อไป 6.Patternicity มันคือพฤติกรรมที่เน้นการมองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือ แนวโน้มที่จะรับรู้ว่ามีรูปแบบหรือความเชื่อมโยงที่มีความหมายระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย โดยทั่วไปพฤติกรรม patternicity มักไม่มีพิษภัยอะไร เป็นเพียงความ เพลิดเพลินเล็กๆ แต่ในบางกรณีก็สามารถถูกนําไปใช้เพื่อสนับสนุนความเชื่อ ที่แทบไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ทฤษฎีสมคบคิด ม สมองของเรามีแนวโน้มจะเลือกหาเฉพาะข้อมูลที่ยืนยันอคติ และความเชื่อเดิมที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ การจะทําการวิเคราะห์กราฟอย่างเป็นกลางโดยสมบูรณ์จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย 7.คุณต้องอดทนกับตัวเองให้ความรู้ที่มีได้ตกตะกอนและเติบโตในตัวคุณ ถ้าคุณเทรดด้วยขนาดเล็กในตอนนี้ แต่หวังจะเทรดขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต เส้นทางนั้นก็อาจจะไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างที่คิด 8.คุณต้องอดทนกับจังหวะเข้าเทรด คุณต้องอดทนกับตัวเอง เมื่อคุณเริ่มนําสองคุณสมบัตินี้เข้ามาใช้ได้จริง เรื่องอื่นๆจะค่อยๆคลี่คลายในเวลาของมัน คุณจะสามารถขยายขนาดการเทรดในจังหวะที่จิตใจคุณไม่รู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว 9.บทบาทของกราฟคือ การให้ภาพสะท้อนความคิดของผู้เล่นคนอื่นในตลาด มันช่วยให้ผมกำหนดเกณฑ์การเข้าออกจากสถานะได้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง มากกว่าคนที่เทรดด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกล่อลวงด้วยความสุ่มของกราฟ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทักษะการอ่านกราฟของคุณก็จะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่กำหนดเงินในบัญชีเทรดของคุณ 10.ตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติของมนุษย์ มีทัศนคติที่ย้อนแย้งต่อการเปลี่ยนแปลง เราโหยหามัน เพราะถ้าชีวิตไม่มีอะไรเปลี่ยน มันก็จะน่าเบื่อและซ้ำซาก แต่หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันหรือความกระตือรือร้นจากภายในคนเราก็มีแนวโน้มที่จะต่อต้านมัน 11.ถ้าคุณรีบปิดสถานะที่ได้กำไร โดยใช้ข้ออ้างว่า “ขายทำกำไร ยังไงก็ไม่ขาดทุน คุณก็กำลังตอบสนองต่อเสียงในหัวที่เตือนคุณให้หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในอนาคตและถ้าคุณอยู่ในช่วงที่เทรดชนะต่อเนื่อง แล้วเริ่มลดขนาดการเทรดลง แสดงว่าคุณก๋าลังคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะต้องเจ็บปวด หากกำไรที่ได้มาต้องหายไป คุณกำลังใช้เหตุผลมาอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ 12.จะเห็นว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะลดขนาดสถานะลง ตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เพราะพวกเขากลัวว่าช่วงที่เทรดชนะติดต่อกันจะจบลงในไม่ช้า ในมุมกลับกัน หลายคนอาจเพิ่มขนาดตอนที่เทรดได้ไม่ดีและกำลังขาดทุนติดต่อกัน เพื่อพยายามเอาเงินที่เสียไปกลับคืนมา 13.มีอยู่สองวิธีที่คุณสามารถใช้เพิ่มขนาดในสถานะที่มีกําไร วิธีแรกคือใช้หลักการ เพิ่มขนาดเท่ากันทุกไม้ (same-size principle) ซึ่งก็คือการเพิ่มสถานะ ด้วยขนาดเท่าเดิมทุกครั้ง เช่น คุณเริ่มต้นซื้อที่ 10 สัญญา เมื่อราคาขยับ ขึ้นคุณก็ซื้อเพิ่มอีก 10 สัญญา และทําแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยง ดังนั้นคุณอาจใช้วิธีที่สองแทน คือเริ่มต้นสถานะ ด้วยขนาดที่ใหญ่ที่สุด และเวลาเพิ่มขนาด ก็ค่อยๆ ลดจํานวนที่เพิ่มต่อไม้ลง เช่น เริ่มสถานะด้วย 10 สัญญา แต่ไม้ถัดไปคุณอาจจะซื้อเพิ่มแค่ 5 สัญญา 14.คุณจะควบคุมความเสี่ยงเวลาเพิ่มขนาดในสถานะที่มีกำไรอย่างไร? ไม่ว่าคุณจะเพิ่มขนาดในสถานะที่กำไรหรือขาดทุน คุณต้องใช้จุดตัดขาดทุนเสมอ บางคนที่ได้ยินคำตอบนี้จะพูดว่า “แต่ถ้าโดนตัดขาดทุนจากไม้ที่เพิ่งซื้อเติมไป ก็จะเสียกำไรจากสถานะเดิมที่ต้นทุนต่ำกว่าไปด้วยสิ”ใช่ นั่นเป็นความจริง แต่จะไม่ดีกว่าหรือ ถ้าคุณถูกตัดขาดทุนจากสถานะที่มีกำไรช่วยรองรับความเสียหาย แทนที่จะไปเพิ่มขนาดในสถานะที่ขาดทุนอยู่ แล้วต้องรับผลกระทบจากการขาดทุนเต็มๆ ? 15.คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าจุดสูงสุดหรือต่ำสุดอยู่ตรงไหน? แต่ไม่มีระบบเทรดไหนเลยที่มีอัตราความสําเร็จที่น่าพอใจ ในการทำนายจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของตลาด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงบอกว่า คุณควรซื้อเมื่อราคาแข็งแกร่ง และควรขายเมื่อราคาดูอ่อนแอ ซื้อในราคาสูงแล้วไปขายในราคาที่สูงกว่า ขายชอร์ตในราคาต่ำแล้วซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า แล้วเราจะพลาดจุดกลับตัวที่แม่นยำไหม? แน่นอนว่าจะพลาดจุดกลับตัวพวกนั้น แต่คนที่พยายามจับจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของตลาด สุดท้ายก็จะหมดตัว เนื้อหาในเล่มสะท้อนถึงความผิดพลาดที่ตัวนักลงทุนได้กะเก็งไปแล้วว่าตลาดต้องขึ้นหรือลง หากอีโก้ของนักลงทุนหนักแน่นพอๆกับ Indicators มันก็จะเสียหายเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาด ทางที่ดีควรเทรดตามตลาด ถ้าขึ้นก็ซื้อ แล้วค่อยขายตอนที่มันขึ้นไปอีก ถ้าลงก็เริ่มเปิดสถานะชอร์ต ทุกอย่างแค่ล้อไปตามตลาด เราไม่มีทางรู้อนาคต แต่การมองกราฟนั้น อย่าให้อคติบิดเบือนเราอย่างที่ไม่น่าให้อภัย เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 และ 2 โดย ผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ THE LITTLE BOOK OF MARKET WIZARDS รีวิวหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท (One up on Wall street) รีวิวหนังสือ วิถีเต๋า วิถีบัฟเฟตต์ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !