ชีวิตที่ยังมีเงินไม่พอใช้ อย่างไรก็จำเป็นต้องหาเงินเพิ่ม แต่เมื่อมีเงินมากประมาณหนึ่งแล้ว จ่ายค่ารักษาพยาบาลไหว เงินเหลือเก็บออม เมื่อนั้นแหละที่เงินจะไม่ช่วยให้มีความสุข นี่คือหลักความจริงของคนมีเงินมากและคนมีเงินน้อยอาจจะมองข้ามไป จนกว่าจะได้เจอกับตัวเองถึงจะเข้าใจ แน่นอนว่าการดิ้นรนสร้างตัวมันก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่เราต้องไม่ลืมสิ่งสำคัญที่ต้องรักษาเอาไว้ระหว่างทางของชีวิตด้วย Morgan Housel ได้รวบรวมประเด็นทางการเงินที่คนมีเงินน้อยมองข้าม กว่าจะเข้าใจก็ตอนที่มีเงินมาก แต่ก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพื่อไม่ให้สายเกินไป เราจะต้องเข้าใจกับดักทางการเงินที่มีต่อชีวิตของเราด้วย แปลโดยจักรพงษ์ เมษพันธุ์ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ปัญหาการเงินมากมายเกิดขึ้นจากการที่คนเราใช้จ่ายหรือออมเงินใน แบบที่พวกเขาคิดว่าควรจะทํา แต่กลับไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนเอง พวกเขามักมองหาคําตอบแบบสูตรสําเร็จ มาแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว มันเหมือนกับการใช้ชีวิตด้วยการบังคับตัวเองให้เป็นในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็น 2.หากคุณได้ความเคารพและความชื่นชมจากตัวตนที่คุณเป็นมากกว่าสิ่งที่คุณมี ความต้องการที่จะใช้เงินไปกับของฟุ่มเฟือยก็จะลดลงทันที 3.คุณอาจรู้สึกว่า แหม มันไม่ดีหรอกหรือที่จะมีเงินมากพอ สําหรับบ้านที่สวยมาก ๆ ได้เล่นกอล์ฟ ได้จัดปาร์ตี้ดี ๆ ได้ใส่เสื้อผ้า สวย ๆ ได้เดินทางไปทุกที่ที่ต้องการ? คําตอบคือ หากคุณไม่มีสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นจะมีความหมายต่อคุณอย่างมาก แต่เมื่อคุณมีมันแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับไม่มีความหมายอะไรเลย 4.วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่ง สามารถซื้ออะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อคุณมาถึงวัยเดียวกับผมคุณจะวัดความสําเร็จในชีวิตได้จากจํานวนของผู้คนที่คุณอยากให้เขารักคุณ และเขารักคุณจริง ๆ มากเพียงใด”..นั่นคือบททดสอบขั้นสูงสุดของการใช้ชีวิตของคุณ ปัญหาของความรัก คือ คุณไม่สามารถซื้อมันได้ คุณสามารถซื้อเซ็กส์ได้ซื้อ ดินเนอร์เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณได้ ซื้อแผ่นพับที่โฆษณาว่าคุณวิเศษแค่ไหนได้ แต่หนทางเดียวที่จะได้ความรักมา คือ การทําตัวให้เป็นที่รัก มันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดมากหากคุณมีเงินเยอะ และคิดว่าคุณจะสามารถเซ็นเช็คแล้ว พูดว่า “ผมจะซื้อความรักมูลค่าล้านดอลลาร์” มันไม่ได้ผลลัพธ์แบบที่คุณต้องการหรอก” 5.เงินที่คุณเก็บไว้และยังไม่ได้ใช้ คือการนําไปซื้อบางอย่างที่จับต้องไม่ได้แต่มีค่าเหลือเกิน นั่นคือ เสรีภาพ ความเป็นอิสระ และการมีสิทธิ์เลือกใช้เวลาตามความต้องการของตัวเอง เงินออมทุกบาทเปรียบเสมือนตั๋วแลกซื้ออนาคต (ในขณะที่หนี้สินที่คุณมี ก็คือชิ้นส่วนของอนาคตที่คุณยอมยกให้คนอื่นมาควบคุม) 6.เราจะยังเชื่อเรื่องการออมเพื่อลูกแบบนี้อยู่ไหมในอีก 30 ปีข้างหน้า เมื่อลูกๆของเราตั้งตัวได้และพึ่งพาตัวเองได้แล้ว? ก็คงจะไม่ เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่จะเสียดายที่สุดคงเป็นทริปที่ไม่ได้ไป ประสบการณ์ที่ไม่ได้คว้าไว้ ทรงจําที่ไม่ได้สร้างมันขึ้นมา โดยไม่คิดว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพราะพฤติกรรมทุกอย่างล้วนมีเหตุผลรองรับหากเรามีข้อมูลที่มากพอ แต่เรื่องนี้ได้ตอกย้ำความจริงที่สําคัญประการหนึ่งซึ่งใช้ได้กับทุกคน นั่นคือ..คําแนะนําที่ดีไม่ใช่แค่การบอกว่า “จงใช้ชีวิตเพื่อวันนี้” หรือ “จง ประหยัดเพื่ออนาคต” เพราะคําแนะนําที่ดีมีเพียงหนึ่งเดียว คือ “จงลดความเสียดายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้น้อยที่สุด” 7.หนี้ทางสังคม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวิธีการใช้จ่ายเงินของคุณ ส่งผล ต่อสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณในแบบที่คุณไม่ต้องการ มันเปรียบได้กับหนี้ในรูปแบบที่ซ่อนเร้น ซึ่งนั่นทําให้มันมีความอันตรายเป็นพิเศษ บางครั้งมันมาในรูปแบบของความริษยาที่คนอื่นมีต่อคุณ บางครั้งมันคือการที่จู่ๆ คุณก็รู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองเหนือกว่ากลุ่มคนที่เคยมีความสุขและได้ใช้เวลาร่วมกัน 8.“แรงเฉื่อยแห่งความมัธยัสถ์ (Frugality inertia)” มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนิสัยการออมที่ดีมาตลอดชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่วงของการใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผลได้...สิ่งที่หลายคนต้องการจากเงินจริง ๆ คือ “ความสามารถในการหยุดคิดถึงเรื่องเงิน” คือการออมเงินให้มากพอจนถึงจุดที่เราสามารถหยุดกังวลกับมัน แล้วเอาสมองไปโฟกัสกับสิ่งอื่นแทน แต่เป้าหมายสูงสุดนั้นอาจพังทลายลงได้ เมื่อความสัมพันธ์ของคุณกับการออมเงินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยที่ฝังรากลึก การเลิกจดจ่อกับเงินกลายเป็นเรื่องที่ยากสําหรับคุณ เพราะการจดจ่อนั้นได้กลายเป็นส่วนสําคัญ ของตัวตนคุณไปเสียแล้ว คุณเอาความสําเร็จของชีวิตไปผูกไว้กับตัวเลข ในบัญชีที่ต้องพุ่งสูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น จนคุณไม่สามารถใช้เงินที่ออมไว้ได้ แม้จะใช้ในทางที่สมเหตุสมผลก็ตาม 9.หากคุณสร้างระบบการออม และใช้ชีวิตต่ำกว่าระดับฐานะได้ตั้งแต่อายุน้อย ยินดีด้วย นั่นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ถ้าคุณไม่สามารถสลัดตัวเองออกจากระบบนั้นได้ และยังคงยินดีร่าที่จะยึดติดกับระเบียบการออมอย่างเคร่งครัดจนเข้าสู่วัยเกษียณ... สิ่งนั้นคืออะไร? มันยังเรียกว่าเป็นผู้ชนะอยู่หรือเปล่า? คนที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการหยุดคิดถึงเรื่องเงินกลับต้องมาติดหล่มเสียเอง การปฏิเสธที่จะยอมรับว่าคุณบรรลุเป้าหมายแล้วอาจส่งผลเสียได้พอ ๆ กับการที่คุณไม่เคยไปถึงเป้าหมายนั้นเลยตั้งแต่ต้น 10.“ในครอบครัวที่มีปัญหามากมาย มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ลูกมักจะขอบคุณพ่อแม่สําหรับสิ่งที่ต้องใช้เงินซื้อ เช่น ขอบคุณที่ส่งเรียนมหาวิทยาลัย ขอบคุณที่หาเลี้ยงครอบครัว หรือขอบคุณที่ซื้อรถให้ “ในครอบครัวที่ดีที่สุด ครอบครัวที่มีรู้จักซึ่งมีความสัมพันธ์ แน่นแฟ้นและมั่นคง” เขากล่าวว่า “ลูก ๆ มักจะพูดเหมือนกันทุกครั้ง” “ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวหนู/ผม 11.หากคุณสับสนว่าชีวิตที่ดีกว่าคืออะไร การทึกทักเอาว่าชีวิตที่มีเงินมากกว่าเดิมคือคำตอบนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่นั่นอาจเป็นการกลบเกลื่อนปัญหาที่ลึกซึ้งกว่า เพราะเงินเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายจนกลายเป็นเป้าหมายที่ดูเหมือนจะบรรลุได้ชัดเจน และการวิ่งไล่ตามเงินจึงกลายเป็นทางที่สะดวกที่สุดสำหรับคนที่ยังค้นไม่พบว่าอะไรคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของพวกเขาจริงๆ นับเป็นหนังสือที่อ่านสนุกและถูกจริตครีเอเตอร์ที่สุดสำหรับงานเขียนของ Morgan Housel เพราะมันใกล้ตัวกว่า เป็นส่วนผสมของจิตวิทยาการใช้ชีวิตและการเงินส่วนบุคคล ขณะที่ Psychology of Money เน้นงานวิจัยและสถิติการเงินค่อนข้างมาก ไม่ได้รู้สึกเป็นจิตวิทยาเท่าไหร่ แต่สำหรับเล่มนี้เชื่อว่าน่าจะถูกจริตใครหลายคนแน่นอน ไม่ว่าคนนั้นจะมีอาชีพหรืออยู่ในสถานะใดอยู่ก็ตาม เพื่อเงินคือเรื่องที่แฝงอยู่ในการตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้และยอมรับไม่ได้ การที่อ่านหนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเปิดโลกทัศน์จิตวิทยาทางการใช้เงินมากขึ้น เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ทำไงมีเงินใช้ตลอดชีวิต รีวิวหนังสือ DARKSIDE ตลาดหุ้นไทย รีวิวหนังสือ PASSIVE INCOME เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !