ฝนเปลี่ยนโลก! เตือนน้ำท่วมซ้ำซากฉุดเศรษฐกิจ

น้ำท่วมในวันนี้ อาจไม่ใช่ภัยพิบัติที่เราจะคาดการณ์ได้จากสถิติในอดีตอีกต่อไป เพราะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รูปแบบของฝนก็เปลี่ยนตาม และสิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้รับมือกับน้ำในปัจจุบัน อาจไม่สามารถรองรับความรุนแรงของฝนที่เกิดขึ้นจริงได้อีกแล้ว
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม ระบุว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โจทย์เรื่องน้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น บรรยากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น และเมื่อเกิดเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็อาจทำให้ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้อย่างรุนแรง
ขณะที่ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ยังคงอ้างอิงข้อมูลสถิติในอดีตย้อนหลัง 30–40 ปี ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการออกแบบเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในปัจจุบัน
ตัวอย่างที่สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ คือกรณีหาดใหญ่ที่มีรายงานปริมาณฝนสะสมสูงถึง 370 มิลลิเมตร ภายใน 6 ชั่วโมง และเหตุการณ์ฝนตกหนักในประเทศจีนที่มีปริมาณสูงถึง 500 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง หรือญี่ปุ่นที่เผชิญฝนตกหนักตอ่เนื่องยาวนานสุดในรอบ 140 ปีจนเกินขีดความสามารถในการรับมือ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การวางแผนรับมือภัยพิบัติจำเป็นต้องปรับให้ทันกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อาศัยค่าเฉลี่ยในอดีตเพียงอย่างเดียว เพราะหากประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงเกินกว่าที่ระบบจะรองรับได้และผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม แต่กำลังขยายไปถึงหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม สะท้อนว่า ภัยพิบัติด้านน้ำส่งผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เพราะยังเชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการตัดสินใจลงทุนในระยะยาวโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์จริงรุนแรงเกินกว่าที่ประเมินไว้ มาตรการป้องกันที่เตรียมไว้ก็อาจไม่เพียงพอ พร้อมยกตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเดิมประเมินปริมาณฝนสูงสุดในรอบ 50 ปีไว้ที่ 120 มิลลิเมตร และเตรียมรับมือไว้ที่ระดับ 200 มิลลิเมตร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ปริมาณฝนกลับสูงถึง 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในระดับ 20–80 เซนติเมตร เป็นเวลานานเกือบ 10 วันผลกระทบจึงไม่ได้มีเพียงต้นทุนในการฟื้นฟูพื้นที่ แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นในการขายพื้นที่อุตสาหกรรม และการตัดสินใจของนักลงทุนที่ต้องประเมินความเสี่ยงใหม่
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มเผชิญโจทย์ที่แตกต่างจากเดิม ผู้ซื้อบ้านบางส่วนเลือกชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อรอดูสถานการณ์น้ำหลังสิ้นสุดฤดูฝน ส่วนอาคารพาณิชย์ในพื้นที่เสี่ยงบางแห่งเริ่มทบทวนแผนก่อสร้าง โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นใต้ดินที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อความเสี่ยงด้านน้ำเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจซื้อและลงทุน ปัญหานี้จึงอาจลุกลามจากความเสียหายเฉพาะพื้นที่ ไปสู่การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังต้องแบกรับต้นทุนการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งการจัดการเดินทาง การดูแลพนักงาน และการจัดหาที่พักชั่วคราวเพื่อให้การดำเนินงานเดินหน้าต่อได้ในช่วงเกิดภัยพิบัติบางบริษัทถึงขั้นต้องจ่ายค่าโรงแรมใกล้สำนักงาน เพื่อรองรับพนักงานกว่า 300 คน ให้สามารถเดินทางมาทำงานได้ในช่วงที่การสัญจรได้รับผลกระทบ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงวันที่น้ำมา แต่ยังทิ้งต้นทุนเอาไว้กับธุรกิจและประชาชน แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปแล้วก็ตามอีกปัญหาหนึ่งคือ วิธีรับมือแบบเฉพาะหน้า เช่น การนำกระสอบทรายมาวางกั้นน้ำ หากจัดการไม่เหมาะสม ทรายที่หลุดออกจากกระสอบอาจเข้าไปอุดตันทางระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพลดลง
ศูนย์กันก่อนท่วมจึงเตือนว่า หากประเทศไทยยังแก้ปัญหาแบบเดิม คือเร่งแก้ไขเฉพาะหน้าเมื่อเกิดน้ำท่วม และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ถอดบทเรียนอย่างจริงจัง ความเสี่ยงก็จะวนกลับมาเกิดซ้ำโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ต่ำ และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย หากต้องแบกรับความเสียหายจากภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้น ก็อาจยิ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะหากพื้นที่อุตสาหกรรม เมือง และโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยก็อาจสูญเสียความน่าดึงดูดในการลงทุน และเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” มากขึ้นแต่ทางออกในระยะยาว ไม่ใช่การสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว
ศูนย์กันก่อนท่วมเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมอง “น้ำเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” หรือ Water Economy จากเดิมที่มองน้ำเป็นปัญหาที่ต้องรีบระบายทิ้ง เปลี่ยนเป็นการบริหารจัดการเพื่อกักเก็บ ชะลอ และกระจายน้ำ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในช่วงน้ำมากและช่วงขาดแคลน
ข้อมูลที่ศูนย์ฯ นำเสนอระบุว่า ประเทศไทยมีน้ำฝนที่ตกลงมา แต่สามารถบริหารจัดการเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงเพียงประมาณ 10% เท่านั้น แนวคิดสำคัญคือ การไม่ปล่อยให้น้ำที่สามารถกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ได้ไหลลงทะเลไปทั้งหมด แต่ต้องออกแบบระบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทั้งพื้นที่เมือง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเริ่มแสดงความพร้อมที่จะนำความเสี่ยงด้านน้ำมาพิจารณาในการออกแบบอาคารและวางแผนการดำเนินงาน รวมถึงการเปิดพื้นที่อาคารสูงเพื่อเป็นศูนย์พักพิงในช่วงเกิดภัยพิบัติ หากมีการวางแผนด้านความปลอดภัยและการประสานงานอย่างเหมาะสม
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้น้ำลดเร็วที่สุด แต่คือทำอย่างไรให้เมืองและเศรษฐกิจสามารถอยู่ร่วมกับความเสี่ยงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืนเพราะในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป การใช้ข้อมูลเดิมโดยไม่ปรับวิธีคิด อาจทำให้เราตามหลังภัยพิบัติอยู่เสมอ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหาย ปกป้องความเชื่อมั่นของนักลงทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว