รีเซต

"โรงงานจีน" แห่ย้ายฐานเข้าไทย ? หนีตาย "สงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์" ยอดลงทุนพุ่งสูงสุดประวัติการณ์

"โรงงานจีน" แห่ย้ายฐานเข้าไทย ? หนีตาย "สงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์" ยอดลงทุนพุ่งสูงสุดประวัติการณ์
TNN ช่อง16
4 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
16

ทั่วโลกเร่ง "ย้ายฐานผลิต" รับมือกับสงครามการค้า และภูมิรัฐศาสตร์  โอกาสทองของ "ประเทศไทย"   


 “China for China” หมายถึง การคงฐานการผลิตในประเทศจีนไว้เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศจีนโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันบริษัทเหล่านี้ก็ไม่หยุดอยู่แค่ในจีน แต่ได้ขยับตัว โดยขยายหรือย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งออกจากจีนไปยังประเทศอื่นด้วยเช่นกัน เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก 


แนวโน้มดังกล่าวนี้เป็นโอกาสทองสำหรับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนรอบใหม่แนวโน้มการลงทุนโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่า นี่คือ เปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แรงกดดันโลก ที่วันนี้เจอกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ดังนั้นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จำนวนมาก จึงต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการลงทุน


ข้อมูลจากทางบีโอไอ โดย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า เทรนด์ของ China for China  จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ สำหรับการลงทุนในประเทศไทยปีนี้ ปี 2569 ที่จะทำให้ยอดการลงทุนเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะวันนี้โลกได้เกิดกระแสการโยกย้ายฐานการผลิต จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา


ทิศทางดังกล่าวยืนยันชัดเจนได้ว่าเกิดขึ้นจริง จากยอดของบีโอไอล่าสุดในปีที่ผ่านมา ปี 2568 ที่มีการเติบโตพุ่งทะลุสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67% นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 


เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด อยู่ที่ 746,198 ล้านบาท  ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับโลก


อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าเงินลงทุน 277,645 ล้านบาท โดยเฉพาะการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB 


อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มีมูลค่าเงินลงทุน 84,085 ล้านบาท  ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ของค่ายญี่ปุ่น การผลิตรถจักรยานยนต์ การผลิตยางล้อรถยนต์ ยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่าง ๆ


ขณะที่อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร มีมูลค่าเงินลงทุน 75,683 ล้านบาท  โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีมูลค่าเงินลงทุน 58,396 ล้านบาท  ครอบคลุมการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล การผลิตผงคาร์บอนดำสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ



การลงทุนจากต่างประเทศในไทยหรือ FDI ก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น เป็นแชมป์อันดับต้นๆ ที่ทุ่มเงินเข้าสู่บ้านเรา 


บีโอไอรายงานว่า ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนพุ่ง 66% มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 


1.สิงคโปร์  547,316 ล้านบาท 457 โครงการ 

2.ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ 

3.จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ 

4.ญี่ปุ่น 119,098 ล้านบาท 311 โครงการ 

5.สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ 

6.สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ 

7. ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ 

8.เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ 

9.ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ

10.สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท 10 โครงการ 


ทั้งนี้การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ China for China และการกระจายฐานการผลิตสู่ประเทศที่สาม


ในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท 



สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากบีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ


นายนฤตม์ กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานในไทย  ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี


สำหรับปี 2569 แนวโน้มการลงทุนยังคงเติบโตต่อเนื่องจากแรงขับเคลื่อน 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การโยกย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ China for China และการขยายสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เทรนด์การลงทุนสีเขียว การขยายการใช้ระบบอัตโนมัติรองรับสังคมผู้สูงวัย และความพร้อมของประเทศไทยด้านนโยบายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ


เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว บีโอไอได้กำหนด 5 ภารกิจสำคัญในปี 2569 ได้แก่ การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ การพัฒนาบุคลากรไทยทักษะสูง การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน และการอำนวยความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งได้คัดเลือกโครงการนำร่องแล้ว 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านบาท

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง