กุฎีจีน เมื่อเมืองใหม่มาเยือนย่านเก่า

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ริมเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีบางช่วงเริ่มปรากฏ “ผิวเมือง” แบบใหม่ ทางเดินริมน้ำตั้งแต่ใต้สะพานพระปกเกล้าฯ ไปจนถึงหน้าวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารถูกปรับปรุงให้เดินง่ายขึ้น อิฐบล็อกสีอ่อนเรียบเนียนมาแทนทางเท้าเดิมที่เคยแตกร้าวจนผู้สูงอายุหลายคนต้องค่อย ๆ ประคองก้าว ลานเล็กริมแม่น้ำมีม้านั่งหันหน้าเข้าหากระแสน้ำ เป็นพื้นที่พักสายตาของคนที่แวะมาเดินชมวิวก่อนกลับบ้าน
ภาพนี้ทำให้รู้สึกว่าริมน้ำถูก “เปิด” ให้คนเมืองมากขึ้น ยิ่งในเวลาพระอาทิตย์ตก เมื่อผู้คนจากนอกพื้นที่ทยอยเดินเข้ามาถ่ายรูปและแชร์ลงมือถือ ความคึกคักก็แผ่ถึงหน้าชุมชนอย่างรวดเร็ว
แต่หากเลี้ยวเข้าตรอกหลังโบสถ์ซางตาครู้ส ไม่กี่ก้าวจากทางเดินใหม่ จังหวะอีกแบบกลับทำงานอยู่เงียบ ๆ บ้านไม้เก่าแก่หลายหลังยังคงตั้งรับลมจากแม่น้ำ พัดลมเพดานหมุนช้า ๆ ในห้องรับแขก ผู้สูงอายุนั่งหน้าบ้านอยู่ตามลำพังเป็นบางเวลา เพราะลูกหลานออกไปทำงานตั้งแต่เช้าและไม่ได้กลับมาค้างคืนเสมอไป
สองจังหวะนี้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน และทำให้กุฎีจีนเป็นมากกว่าย่านท่องเที่ยวเชิงศรัทธา มันคือชุมชนที่ต้องเจรจากับเมืองร่วมสมัยทุกวัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงทางเดินริมน้ำสวยขึ้นหรือไม่ แต่คือเมืองกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการอยู่รอดของชุมชนแบบไหน และชุมชนจะอยู่ต่อโดยไม่ถูกบีบให้เหลือแค่ “ภาพจำ” ได้อย่างไร
รากเหง้าก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ และชื่อที่ไม่ได้หมายถึง “จีน” อย่างเดียว
เรื่องเล่าของกุฎีจีนย้อนกลับไปไกลกว่ากรุงรัตนโกสินทร์ กลุ่มชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยเฉพาะช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วยเป้าหมายเกี่ยวกับการค้าและศาสนา ต่อมาเมื่ออยุธยาล่มสลาย ชาวโปรตุเกส–สยามบางส่วนเข้าร่วมการกอบกู้เอกราชในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะได้รับพระราชทานที่ดินตั้งถิ่นฐานริมเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี และชุมชนดำรงต่อเนื่องยาวนานมาจนปัจจุบัน
คำว่า “กุฎีจีน” เองก็เป็นหลักฐานของความซ้อนทับ ชื่อไม่ได้หมายถึงชาวจีนเพียงอย่างเดียว หากโยงกับคำว่า “กุฏิ” ที่หมายถึงที่พำนักของพระสงฆ์จีนฮกเกี้ยน ซึ่งในอดีตมีทั้งวัดและศาลเจ้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่เดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสต์ซางตาครู้ส วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร และมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) จนความหนาแน่นของศาสนสถานกลายเป็นคุณสมบัติเด่นที่สุดของย่าน
การอยู่ใกล้กันของศาสนสถานสำคัญทำให้ “ความต่าง” ไม่ได้อยู่ในฐานะกำแพง แต่มักอยู่ในฐานะเพื่อนบ้านที่เดินถึงกันได้ในไม่กี่นาที และเมื่อความต่างอยู่ใกล้กันมานานพอ มันจะพัฒนาเป็นระบบความคุ้นเคยที่มีรายละเอียดของตัวเอง
อยู่ร่วมกันไม่ใช่ภาพสวย แต่เป็นระบบความคุ้นเคยในชีวิตจริง
สิ่งที่ทำให้กุฎีจีนถูกจดจำในฐานะย่าน “สามศาสนา สี่ความเชื่อ” ไม่ใช่เพียงจำนวนศาสนา แต่คือการประคองความสัมพันธ์ระหว่างกันในระดับชุมชน
ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือการไปร่วมงานกันข้ามศาสนา เมื่อวัดพุทธมีงาน ผู้นำศาสนาคริสต์และอิสลามได้รับเชิญเข้าร่วมพิธี เช่นเดียวกับเมื่อโบสถ์มีงานฉลองสำคัญ พระสงฆ์และอิหม่ามก็ได้รับเชิญในฐานะคนใกล้บ้าน ไม่ใช่คนแปลกหน้า อิหม่ามรอมฎอน ท้วมสากล แห่งมัสยิดบางหลวง เคยย้ำอยู่หลายครั้งว่าการอยู่ร่วมกันตั้งอยู่บนความเข้าใจ เพราะทุกคนเห็นกันเป็นพี่น้องชาวไทยด้วยกัน
ความเรียบง่ายของประโยคนี้สำคัญ เพราะมันไม่ใช่คำขวัญทางการท่องเที่ยว แต่เป็นผลจากความสัมพันธ์ที่ก่อตัวผ่านการแลกเปลี่ยนอาหาร งานบุญ งานประเพณี และการใช้พื้นที่ร่วมกันมาหลายชั่วคน
อย่างไรก็ตาม ความงดงามแบบนี้ไม่ได้เป็นทั้งหมดของกุฎีจีน เพราะแรงกดดันใหม่ไม่ได้มาจากความต่างทางศาสนา หากมาจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากร กล่าวอีกแบบคือ ชุมชนไม่ได้ถูกทดสอบจากความเชื่อที่ต่างกัน แต่ถูกทดสอบจากเงื่อนไขใหม่ของ “การอยู่ในเมือง”
ผังเมืองและโครงการริมเจ้าพระยา เมื่อริมแม่น้ำกลายเป็นสนามแข่งขันของเมือง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ริมเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งถูกมองเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการพัฒนาเมือง โครงการถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเริ่มศึกษาตั้งแต่ปี 2558 กำหนดช่วงนำร่อง 14 กิโลเมตร ระหว่างสะพานพระราม 7–สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และมีแผนแม่บทตลอดแนว 57 กิโลเมตร โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและโครงข่ายการสัญจรที่เชื่อมการเดิน ปั่น เรือ และราง
รายละเอียดสำคัญที่ทำให้ชุมชนริมน้ำจำนวนมากตึงเครียด คือการออกแบบช่วงแรกที่ระบุความกว้างถึง 19.5 เมตร และการประเมินว่ามีชุมชนได้รับผลกระทบหลายแห่ง ซึ่งรวมกุฎีจีนอยู่ในเส้นทางด้วย ข้อกังวลหลักจากชาวชุมชนและภาคประชาสังคมอยู่ที่ความเสี่ยงต่อที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตริมน้ำ รวมถึงเสียงวิจารณ์ว่าแนวคิดการออกแบบมักตั้งต้นจากมุมมอง “พื้นที่สีเขียวริมน้ำของคนเมือง” มากกว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ริมน้ำมาก่อน
ขนานไปกับโครงการระดับโครงสร้าง ยังมีโครงการฟื้นฟูย่านเก่าอย่าง “กรุงเทพฯ 250” ที่สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานครทำร่วมกับศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) โดยเลือกย่านกุฎีจีน–คลองสานเป็นพื้นที่นำร่อง เหตุผลที่ถูกอธิบายไว้คือเป็นย่านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่บนฐานความหลากหลาย มีทุนทางสังคมสูง กำลังเผชิญแรงเปลี่ยนแปลงจากระบบขนส่งมวลชน อสังหาริมทรัพย์ริมน้ำ และการท่องเที่ยว และเป็นทำเลยุทธศาสตร์ตรงข้ามกรุงรัตนโกสินทร์
แนวคิดของงานพัฒนาเมืองจำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยภาพที่ดีขึ้น เดินสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น เป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้น แต่ในทางเศรษฐกิจ เมืองใหม่มักมาพร้อมแรงดูดทุน และแรงดูดทุนมักแปลเป็นราคาที่ดิน ค่าเช่า และต้นทุนชีวิตที่ค่อย ๆ สูงขึ้น นั่นคือจุดที่คำว่า “พัฒนา” เริ่มมีสองหน้าในชีวิตจริงของคนในย่านนี้
คลองสานเปลี่ยนหน้า ราคาที่ดินพุ่ง และการทำให้ย่านเก่ากลายเป็นย่านผู้ดีโดยรัฐเป็นตัวนำ
พื้นที่ติดกับกุฎีจีนอย่างคลองสานเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดหลังการมาของรถไฟฟ้า บทวิเคราะห์ทางวิชาการหลายชิ้นชี้ว่าราคาที่ดินบางจุดขยับขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาไม่นาน และเมื่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดเดิม ร้านเดิม และรูปแบบการค้าขายเดิมก็ยืนอยู่ยากขึ้น
ในพื้นที่ใกล้เคียง โครงการขนาดใหญ่อย่างไอคอนสยามและล้ง 1919 เปลี่ยนภาพริมน้ำไปมาก คอนโดมิเนียมหรู โรงแรมบูติก และธุรกิจบริการรูปแบบใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดในตัวเอง แต่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เมืองเติบโตเพื่อใคร และใครเป็นคนจ่ายต้นทุนของการเติบโตนั้น
ผศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ นักวิชาการจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยใช้คำว่า “State-Led Gentrification” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์การทำให้ย่านเก่ากลายเป็นย่านผู้ดีโดยรัฐเป็นตัวนำ โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า ทางเดินริมน้ำ โครงการสาธารณะ ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นที่ดึงทุนเอกชนเข้ามาตามมา ผลลัพธ์ที่พบได้คือราคาที่ดินเพิ่ม ค่าเช่าขยับ และคนดั้งเดิมที่มีฐานะไม่สูงถูกบีบให้ต้องย้ายออกหรือค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจของย่าน
สำหรับกุฎีจีน ภาพยังไม่แตกหักชัดเจน ส่วนหนึ่งเพราะที่ดินจำนวนมากอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของวัดและสถาบันศาสนา ทำให้การซื้อขายหรือให้เช่ากับคนนอกทำได้ไม่ง่าย ข้อจำกัดนี้เป็นเหมือนเกราะชั้นหนึ่ง แต่เกราะไม่ได้ทำให้ปลอดแรงสั่นสะเทือนทั้งหมด เพราะเมื่อพื้นที่รอบข้างเปลี่ยน ค่าครองชีพ ระบบนิเวศร้านค้า และแรงดึงดูดของการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามอยู่ดี
และที่สำคัญคือ gentrification ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการ “ไล่” ชุมชนออกตรง ๆ บางครั้งมันทำงานผ่านการ “บีบ” ให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้นทีละน้อย จนคนตัวเล็กเป็นฝ่ายเหนื่อยก่อนเสมอ
เมืองที่แก่ลง ในตรอกเดียวกับความทรงจำ
แรงกดดันอีกด้านที่เห็นชัดในชีวิตประจำวันของกุฎีจีนคือโครงสร้างประชากรที่แก่ลง ในระดับประเทศ ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2565 และตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีถัดมา ขณะที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านชุมชนเก่า มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม
หากวางตัวเลขเหล่านี้ลงบนภาพจริงของกุฎีจีน ความหมายจะชัดขึ้น ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียง “คนอยู่บ้าน” หากเป็นกำลังหลักของกิจกรรมศาสนา เป็นผู้รักษาวิธีทำอาหาร เป็นผู้ดูแลพื้นที่ และเป็นคนที่ทำให้ชุมชนยังเดินต่อได้ในรายละเอียดเล็ก ๆ ตั้งแต่การจัดพิธี การต้อนรับแขก ไปจนถึงการเปิดบ้านให้คนมองเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์
งานวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุในชุมชนพหุวัฒนธรรมรอบศาสนสถานย่านกุฎีจีน ระบุปัญหาเชิงกายภาพที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ เช่น ทางเท้าแคบ พื้นผิวขรุขระ สิ่งกีดขวาง บ้านเรือนจำนวนมากเป็นครึ่งตึกครึ่งไม้อายุมาก และการสัญจรที่ยังต้องพึ่งการเดินเท้าเป็นหลัก พร้อมเสนอแนวคิด “เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ” ของ WHO เช่นการทำทางเท้าให้เรียบ เพิ่มพื้นที่นั่งพัก และเพิ่มพื้นที่สีเขียว
เมื่อมองจากมุมนี้ ทางเดินริมน้ำที่เพิ่งทำใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องท่องเที่ยว แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยตรง เมืองใหม่จึงไม่ได้กระทบแค่ราคาที่ดินและภาพลักษณ์ย่าน แต่มากถึงระดับจังหวะชีวิต การเดินทาง การพัก และความปลอดภัยของคนที่ยังอยู่จริงในชุมชน
คนเล่าเรื่อง กับคำถามว่าใครจะเล่าต่อ
นาวินี พงศ์ไทย เจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้ชุมชนถูกอ่านได้มากกว่าฉากท่องเที่ยว เธอเป็นทายาทครอบครัวทหารโปรตุเกสที่ร่วมรบกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน และนามสกุลของเธออยู่ในกลุ่ม 16 นามสกุลที่สืบเชื้อสายจากชาวโปรตุเกส
ความทรงจำของนาวินีผูกกับแม่น้ำและคลองในพื้นที่ เธอเคยว่ายน้ำในคลองกุฎีจีนตั้งแต่เด็ก รอน้ำท่วมเพื่อจะได้พายเรือ และเคยเด็ดชมพู่ริมคลองกิน เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มสีสัน หากเป็นหลักฐานว่าพื้นที่ศรัทธาแห่งนี้คือพื้นที่ชีวิตจริง มีฤดูกาล น้ำขึ้นน้ำลง และความเปลี่ยนแปลงที่คนหนึ่งคนเห็นมาตลอดชีวิต
แต่ความทรงจำยิ่งละเอียด คำถามยิ่งชัดว่าใครจะเล่าต่อ เมื่อคนรุ่นนี้ค่อย ๆ หายไป คนรุ่นใหม่จำนวนมากออกไปตั้งหลักนอกชุมชน แม้จะกลับมาในเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะงานฉลองวัดและงานใหญ่ของศาสนสถานในเดือนกันยายน แต่การกลับมาเยี่ยมกับการอยู่ต่อไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ชุมชนที่ยังมีชีวิตต้องมีคนอยู่จริง ไม่ใช่แค่คนกลับมาชั่วคราว และการมีคนอยู่จริงในยุคเมืองใหม่ มักถูกกำหนดด้วยงาน รายได้ ค่าเดินทาง และต้นทุนชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากขึ้นทุกปี
ขนมฝรั่งกุฎีจีน ประวัติศาสตร์ที่กินได้ และความเสี่ยงของการขาดคนทำ
หากต้องเลือกสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ที่สุดของกุฎีจีน “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” มักถูกยกเป็นอันดับแรก ขนมชนิดนี้มีอายุยาวนานกว่าสองศตวรรษ ต้นทางเกี่ยวโยงกับสูตรที่ชาวโปรตุเกสนำมาเผยแพร่ในสยาม วัตถุดิบหลักมีเพียงแป้งสาลี ไข่เป็ด และน้ำตาลทราย ตีให้ขึ้นฟูโดยไม่ใช้ผงฟูหรือยีสต์ จากนั้นเทลงพิมพ์ โรยหน้าด้วยลูกเกด ลูกพลับอบแห้ง ฟักเชื่อม และน้ำตาลทราย ซึ่งโยงเข้ากับคติความเป็นสิริมงคลแบบจีน ก่อนอบด้วยเตาถ่านแบบโบราณ
การวางของหวานจีนบนตัวแป้งที่มีรากจากโปรตุเกสทำให้ขนมชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดของคำว่า “ผสมผสาน” โดยไม่ต้องใช้ศัพท์วิชาการ
ปัจจุบันร้านขนมฝรั่งกุฎีจีนเหลืออยู่ไม่มาก หนึ่งในนั้นคือ “ร้านหลานแม่เป้า” ที่สืบทอดหลายรุ่น เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันเล่าว่าผู้ก่อตั้งรุ่นแรกเป็นชาวโปรตุเกสแท้ ๆ และเริ่มทำขนมมานานหลายชั่วคน ในอดีตมีทั้งคนมารับหน้าบ้าน และบางครั้งพายเรือขายลัดเลาะไปตามคลอง
การยืนยันใช้เตาถ่านไม่ใช่แค่ความคลาสสิก แต่มาพร้อมต้นทุนแรงงาน ความร้อน และกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญจึงถ่ายทอดยาก งานวิจัยเกี่ยวกับการสืบทอดขนมฝรั่งกุฎีจีนชี้ว่าการถ่ายทอดยังคงจำกัดอยู่ภายในตระกูล ทำให้การขยายคนทำไม่ง่าย
เมื่อร้านลดลง คนทำลดลง สิ่งที่หายไปไม่ใช่ของหวานหนึ่งอย่าง แต่คือหลักฐานทางวัฒนธรรมที่ยืนยันว่าความหลากหลายเคยทำงานอยู่ในครัวเรือนจริง และนี่คืออีกด้านของการพัฒนาเมือง เพราะต่อให้ทางเดินริมน้ำสวยขึ้น แต่หากคนทำต่อไม่ไหว เมืองก็อาจได้เพียงฉาก แต่เสียเนื้อในไปทีละน้อย
เทศกาลและพิธีกรรม จุดนัดพบที่ยังดึงคนกลับบ้าน
ในชุมชนที่คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งออกไปตั้งหลักข้างนอก สิ่งที่ยังทำหน้าที่เป็นระบบยึดโยงคือเทศกาลและพิธีกรรม งานฉลองโบสถ์ซางตาครู้สในเดือนกันยายนซึ่งตรงกับวันฉลองไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานจำนวนมากกลับมารวมตัว บ้านเรือนที่เงียบในวันธรรมดากลับมีคนเดินเข้าออกมากขึ้น บริเวณศาสนสถานกลายเป็นพื้นที่พบปะของคนหลายรุ่น
ยังมีรายละเอียดเชิงวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่หายาก เช่น ระฆังการีย็อง 16 ใบในหอระฆังของโบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งมีคนบรรเลงได้เพียงไม่กี่คน แต่เช่นเดียวกับหลายอย่างในชุมชน คำว่า “ยังทำได้” มักมาพร้อมคำถามว่า “จะทำได้นานแค่ไหน” เพราะจำนวนคนที่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมลดลงเมื่อจำนวนคนที่อยู่จริงลดลง
เทศกาลอาจดึงคนกลับมาได้เป็นฤดูกาล แต่มันไม่สามารถทดแทนการมีคนอยู่ประจำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการสืบทอดวัฒนธรรม
สายตาคนนอกและแพลตฟอร์มดิจิทัล เมื่ออัลกอริทึมเริ่มกำหนดเศรษฐกิจในตรอกเดียวกัน
กุฎีจีนไม่อยู่นอกโลกดิจิทัล ภาพทางเดินริมน้ำ วิวแม่น้ำยามเย็น และมุมถ่ายรูปกับโบสถ์ซางตาครู้ส ถูกเผยแพร่ผ่าน TikTok, Instagram, YouTube และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างเข้มข้น ทำให้ย่านที่เคยเป็นพื้นที่ท้องถิ่นกลายเป็นโลเคชันที่คนทั้งเมืองรู้จักผ่านหน้าจอ
ในด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเพิ่มการมองเห็นและสร้างโอกาสรายได้ คลิปเดินเที่ยวชุมชน ชิมขนมฝรั่ง หรือเข้าชมพิพิธภัณฑ์หลายคลิปมียอดรับชมหลักแสนถึงหลักล้าน ช่วยขยายฐานผู้มาเยือน
แต่อีกด้านหนึ่ง แพลตฟอร์มเปลี่ยนสมดุลภายในชุมชนอย่างเงียบ ๆ ร้านที่ถูกจัดอันดับหรือถูกรีวิวมากย่อมมีโอกาสได้ลูกค้ามากกว่า ร้านที่ไม่อยู่ในเรดาร์อัลกอริทึมอาจถูกมองข้าม ครัวเรือนผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีอาจอยู่ “นอกแสงไฟ” ของการท่องเที่ยวไปโดยปริยาย
ความเหลื่อมล้ำจึงไม่จำเป็นต้องมาในรูปของรายได้อย่างเดียว แต่มาในรูปของการถูกมองเห็น และในยุคนี้ การไม่ถูกมองเห็นหมายถึงโอกาสที่ลดลงอย่างเป็นระบบ
อัตลักษณ์ที่ถูกเรียกซ้ำ จนชุมชนต้องถามตัวเองว่าอยู่หรือแสดง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “สี่ความเชื่อ” กลายเป็นวลีประจำย่านกุฎีจีน ปรากฏบนแผ่นพับท่องเที่ยว คลิปวิดีโอสั้น ป้ายประชาสัมพันธ์ และคำบรรยายของไกด์ท้องถิ่น วลีนี้ไม่เกินจริง เพราะพื้นที่แห่งนี้มีพุทธ คริสต์ อิสลาม และความเชื่อจีนอยู่ร่วมกันจริง
แต่เมื่อคำเดียวกันถูกเรียกซ้ำในบริบทการตลาดและการท่องเที่ยว ความหมายของมันค่อย ๆ เปลี่ยนจากคำอธิบายความเป็นจริง ไปเป็นเครื่องหมายทางภาพลักษณ์ คำถามที่เริ่มดังขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในย่านพหุวัฒนธรรมทั่วเมืองจึงไม่ใช่ว่าความหลากหลายมีอยู่หรือไม่ แต่คืออัตลักษณ์นั้นกำลังถูกใช้เพื่อใคร
ในชีวิตประจำวันของกุฎีจีน ความหลากหลายไม่ได้ทำงานแบบฉากโชว์ หากทำงานแบบเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยมาหลายชั่วคน เพื่อนบ้านทักทายกันหน้าบ้าน ส่งขนมให้กันในวันสำคัญ เด็กต่างศาสนาเล่นด้วยกันโดยไม่ตั้งคำถาม ผู้สูงอายุพูดถึงกันด้วยความเคารพโดยไม่ต้องประกาศว่าใครสวดบทไหน
แต่เมื่อชุมชนถูกวางในเส้นทางท่องเที่ยว ความจริงที่เคยเรียบง่ายต้องถูกเล่าใหม่ให้เข้าใจในเวลาสั้น ๆ ความซับซ้อนที่ค่อย ๆ ก่อตัวผ่านประวัติศาสตร์หลายศตวรรษถูกย่อเหลือประโยคสั้น ๆ เพื่อให้จำง่ายและขายได้ คำว่า “สี่ความเชื่อ” จึงเริ่มทำหน้าที่เหมือนป้ายชื่อที่ต้องติดไว้หน้าบ้าน ทั้งที่ภายในบ้าน ความสัมพันธ์ไม่ได้ดำเนินไปในรูปแบบคำขวัญ
ภาพที่เห็นชัดคือในวันธรรมดา ตรอกเล็ก ๆ หลังโบสถ์เงียบสงบ ผู้สูงอายุนั่งคุยกันหน้าบ้านโดยไม่มีนักท่องเที่ยวผ่านเข้าออก แต่ในวันหยุดหรือช่วงเทศกาล พื้นที่เดียวกันอาจกลายเป็นเส้นทางถ่ายรูป ผู้มาเยือนตั้งกล้องเก็บภาพศาสนสถานที่ตั้งใกล้กัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้ง หากเป็นความรู้สึกสองชั้นที่ดำรงอยู่พร้อมกัน ชุมชนยังใช้ชีวิตตามปกติ ขณะเดียวกันก็ถูกมองผ่านเลนส์ของการเป็น “ตัวแทนความกลมกลืน”
เมื่ออัตลักษณ์กลายเป็นจุดขาย ชุมชนจึงต้องเล่าเรื่องนี้ซ้ำให้คนนอก นักท่องเที่ยว สื่อ และหน่วยงานฟังอยู่เสมอ การเล่าซ้ำทำให้ภาพคมชัดขึ้นในสายตาคนนอก แต่บางครั้งกลับทำให้รายละเอียดภายในบางลง เส้นแบ่งระหว่างการใช้ชีวิตจริงกับการตอบสนองสายตาคนนอกเริ่มพร่าเลือน
กุฎีจีนกับแรงบีบที่มองไม่เห็น
แม้กุฎีจีนจะมีกลไกป้องกันสำคัญจากข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเกี่ยวโยงกับสถาบันศาสนา ทำให้คนนอกเข้ามาซื้อที่สร้างโครงการใหญ่ในใจกลางชุมชนได้ยาก แต่แรงบีบไม่ได้เกิดจากการซื้อขายที่ดินเท่านั้น
มันเกิดจากการเปลี่ยนบรรยากาศรอบชุมชน เมื่อพื้นที่ใกล้เคียงกลายเป็นย่านท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ ร้านค้าหน้าตาใหม่เข้ามาแทนของเดิม ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้น และระบบนิเวศเดิมที่หล่อเลี้ยงชุมชนค่อย ๆ ถูกแทนที่ คนดั้งเดิมบางส่วนจึงไม่จำเป็นต้องถูกไล่ออกอย่างเป็นทางการ แต่ถูกบีบด้วยต้นทุนชีวิตและความเปลี่ยนแปลงรอบด้านทีละน้อย
และแรงบีบนี้มักไปถึงคนกลุ่มเดียวกันซ้ำ ๆ คนที่รายได้ไม่สูง คนที่เดินทางลำบาก คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีน้อย หรือคนที่แก่ลงทุกปี
ท้ายที่สุด ทางเดินริมน้ำที่สวยขึ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุจริง และอาจทำให้คนเมืองได้พื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นจริง แต่คำถามสำคัญยังอยู่ที่เดิม เมืองจะเดินเร็วไปแค่ไหน และจะชะลอพอที่จะรอจังหวะของชุมชนหรือไม่
เพราะกุฎีจีนไม่ได้ต้องการเพียงให้คนมาเยือน หากต้องการเงื่อนไขที่ทำให้คนที่อยู่มาก่อนยังอยู่ต่อได้ โดยไม่ต้องเลือกว่าระหว่าง “อยู่จริง” กับ “แสดงให้คนดู” อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในวันที่เมืองใหม่มาเยือนย่านเก่า สิ่งที่ชุมชนต้องเจรจาอาจไม่ใช่แค่อิฐบล็อกบนทางเดิน แต่คือสิทธิที่จะเป็นชุมชนที่มีชีวิตอยู่จริงในเมืองที่เปลี่ยนไปทุกวัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
