เคยไหม… ฟังภาษาอังกฤษออกแทบทุกคำ แต่พอถึงเวลาที่ต้องพูดจริง ๆ กลับเงียบไปดื้อ ๆ ในหัวคิดประโยคได้ แต่ปากไม่กล้าพูดออกมา กลัวพูดผิด กลัวสำเนียงไม่ดี กลัวโดนมองแปลก ๆ หรือกลัวว่าจะพูดไม่เป๊ะแล้วเสียหน้าเอาง่าย ๆ ในความจริงแล้ว คนไทยจำนวนมากไม่ได้ “พูดภาษาอังกฤษไม่ได้” แต่แค่ไม่มั่นใจที่จะพูด เพราะตัวเรา โดยเฉพาะชาวเจนวายจะถูกสอนในระบบที่ต้องจำ ทั้งให้ท่องศัพท์ ทั้งนั่งท่องยันแกรมมาร์ และคิดว่าต้องเก่งก่อน ถึงจะมีสิทธิ์อ้าปากพูดภาษาอังกฤษได้ พอพูดผิดนิดเดียวก็รู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ภาษาไม่ได้มีไว้สอบ แต่มีไว้สื่อสาร และข่าวดีคือ… การพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องของความเก่งเลย มันคือเรื่องของ ความกล้า และ การฝึกให้ถูกวิธี ต่อให้ยังไม่คล่อง ไม่เป๊ะ ไม่สำเนียงฝรั่ง คุณก็สามารถฝึกให้พูดได้อย่างมั่นใจขึ้นทีละนิดได้ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 7 ทริคพูดภาษาอังกฤษ ที่ช่วยให้คุณกล้าพูดมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ตัวเองเก่งก่อน 💬 ก่อนจะเริ่มฝึก.. ปรับ Mindset เรื่องการพูดภาษาอังกฤษก่อน ก่อนจะไปถึงทริคต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย คือ ทัศนคติในการพูดภาษาอังกฤษ เพราะต่อให้มีเทคนิคดีแค่ไหน ถ้าในใจเรายังกลัว ยังคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ สุดท้ายก็จะไม่กล้าพูดอยู่ดี ลองมาปรับมุมมองเรื่องภาษาอังกฤษใหม่ ด้วย 3 เรื่องนี้ก่อนนะคะ ซึ่งมีดังนี้ 1. ภาษาอังกฤษคือ “เครื่องมือสื่อสาร” ไม่ใช่ข้อสอบ หลายคนติดภาพว่าการพูดภาษาอังกฤษต้องถูกต้องทุกอย่าง ทั้งแกรมมาร์ โครงสร้างประโยค และคำศัพท์ แต่ในชีวิตจริง ภาษาอังกฤษไม่ได้มีไว้ให้ใครมาตรวจคะแนนเรา มันมีไว้เพื่อ สื่อสารให้เข้าใจกัน ถ้าคู่สนทนาฟังรู้เรื่อง รู้ว่าเราต้องการสื่ออะไร นั่นถือว่า “ใช้ภาษาได้” แล้ว ก็แทบไม่จำเป็นต้องพูดสวย ไม่ต้องพูดเหมือนเจ้าของภาษา แค่สื่อสารได้ก็เพียงพอแล้ว 2. พูดผิด ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว แต่คือการฝึก! ความผิดพลาดไม่ใช่ศัตรูของการเรียนภาษา แต่คือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ คนที่พูดเก่งทุกวันนี้ ล้วนเคยพูดผิด พูดติดขัด และพูดไม่มั่นใจมาก่อนทั้งนั้น ในทุกครั้งที่พูดผิด คือการได้รู้ว่าควรแก้ตรงไหน และทุกครั้งที่กล้าพูด คือการพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น เพราะฉะนั้นอย่าดุหรือกดดันตัวเองมากเกินไป แค่ให้โอกาสตัวเองได้ฝึกก็พอ ทุกอย่างจะลื่นไหลไปเองค่ะ 3. คนต่างชาติฟัง “ความเข้าใจ” มากกว่า “สำเนียง” อีกหนึ่งความกลัวใหญ่ของคนไทยคือเรื่องสำเนียง แต่ความจริงคือ คนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าเราจะพูดสำเนียงแบบไหน ขอแค่ฟังเข้าใจและสื่อสารกันรู้เรื่องสำเนียงไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ได้บอกระดับความเก่ง บางครั้งสำเนียงที่ไม่เป๊ะด้วยซ้ำ ทำให้การสื่อสารดูมีเสน่ห์และเป็นกันเองมากขึ้น ทั้งหมดนี้ถ้าคุณรอให้ตัวเองเก่งก่อน ค่อยเริ่มพูด คุณอาจจะไม่ได้เริ่มพูดเลยสักที การพูดภาษาอังกฤษเริ่มจาก ความกล้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ และเมื่อ Mindset พร้อมแล้ว ทริคต่อไปจะช่วยให้คุณพูดได้อย่างมั่นใจขึ้นจริง ๆ ✨ 7 ทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษแบบมั่นใจสุดๆ! เมื่อเราเริ่มมองภาษาอังกฤษเป็นเรื่องของการสื่อสาร ไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ ขั้นตอนต่อไปก็คือการ “ลงมือฝึกจริง” เพราะความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ ไม่ได้เกิดจากการอ่านหรือท่องจำอย่างเดียว แต่เกิดจากการค่อย ๆ ฝึกใช้มันในชีวิตประจำวัน ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ไม่ต้องคล่องเหมือนเจ้าของภาษา และไม่ต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน แค่เริ่มฝึกจากวิธีที่ถูกจุด ความมั่นใจก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ทีละนิด ทริคที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ ไม่ได้ซับซ้อน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ และไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เป็นวิธีฝึกที่คนทั่วไปสามารถทำได้จริง แม้จะยังพูดไม่คล่อง หรือยังรู้สึกเขินทุกครั้งที่ต้องพูดภาษาอังกฤษ ลองเลือกฝึกทีละข้อ ทำตามจังหวะของตัวเอง แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกได้ว่า การพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และต่อไปนี้คือ 7 ทริคพูดภาษาอังกฤษ ที่จะช่วยให้คุณกล้าพูดและมั่นใจขึ้น แม้ยังไม่คล่องก็ตาม ทริคที่ 1: เริ่มจาก “พูดให้ได้” ไม่ใช่ “พูดให้เป๊ะ” หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งที่พอรู้ศัพท์อยู่บ้าง คือการ คิดในหัวนานเกินไป ก่อนจะพูด เรามักจะพยายามเรียบเรียงประโยคให้สมบูรณ์ คิดว่า tense นี้ถูกไหม โครงสร้างโอเคหรือเปล่า ใช้คำนี้ดีไหม แต่สุดท้ายยังไม่ทันได้พูดจริง ประโยคในหัวก็หายไปแล้ว ความกล้าก็หายตามไปด้วย ความจริงคือ… การสื่อสารไม่ได้ต้องการความเป๊ะ 100% มันต้องการแค่ “พูดออกมาแล้วอีกฝ่ายเข้าใจ” เท่านั้น วิธีฝึกก็ง่าย ๆ เลย คือพูดสั้น ๆ พูดในรูปแบบประโยคง่าย ๆ ให้สื่อสารได้ก่อน ถ้าคุณเพิ่งเริ่มฝึก หรือยังไม่มั่นใจ ลองลดความคาดหวังกับตัวเองลงนิดหนึ่ง ไม่ต้องคิดประโยคยาว ไม่ต้องครบทุก tense เริ่มจากประโยคสั้น ๆ ที่สื่อความหมายได้ก็พอ ขอแค่อีกฝ่ายฟังแล้วเข้าใจว่าคุณกำลังจะสื่ออะไร ตัวอย่างเช่น “I go work now” แค่นี้ คนฟังก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะไปทำงาน ไม่จำเป็นต้องหยุดคิดให้เป็น “I am going to work now” ถ้ามันทำให้คุณลังเลและไม่กล้าพูดออกมา เมื่อคุณพูดบ่อยขึ้น ปากจะเริ่มชิน ประโยคจะยาวขึ้นเอง แกรมมาร์และโครงสร้างที่ถูกต้อง จะค่อย ๆ ตามมาโดยธรรมชาติจากการใช้งานจริง ให้จำไว้ว่า เป้าหมายแรกไม่ใช่การพูดให้สวย แต่คือการพูดให้ได้ แค่กล้าพูดออกมา นั่นก็ถือว่าคุณก้าวไปอีกขั้นแล้ว ทริคที่ 2: ฝึกพูดกับตัวเองให้เป็นนิสัย ถ้าคุณยังไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับคนอื่น อย่าเพิ่งกดดันตัวเองเกินไป เพราะจริง ๆ แล้ว การฝึกพูดภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคุยกับใครเลย คุณสามารถเริ่มจาก “ตัวเอง” ได้ก่อน การที่พูดกับตัวเองคือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด พูดผิดก็ไม่มีใครว่า นึกคำไม่ออกก็หยุดได้ ไม่มีใครเร่ง เป็นวิธีฝึกที่ช่วยลดความเขิน และค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษ วิธีฝึกง่าย ๆเลย คือคุยกับตัวเองเหมือนเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ลองเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่สุด นั่นคือชีวิตประจำวันของเราเอง ไม่ต้องเตรียมบท ไม่ต้องคิดประโยคสวย ๆ แค่พูดออกมาตามที่คิด คุณอาจจะเริ่มจากการ พูดหน้ากระจก เพื่อให้ชินกับการขยับปากและได้ยินเสียงตัวเอง หรือพูดเบา ๆ คนเดียว ระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ ใช้เวลาแค่วันละ 5–10 นาที ก็เพียงพอแล้ว ตัวอย่างการฝึกที่ทำได้ทุกวัน ให้ลองตั้งคำถามง่าย ๆ กับตัวเอง แล้วตอบเป็นภาษาอังกฤษ วันนี้ทำอะไรบ้าง “Today I work at home.” รู้สึกยังไง “I feel a bit tired but happy.” พรุ่งนี้จะทำอะไร “Tomorrow I want to rest.” ไม่จำเป็นต้องพูดถูกทุกคำ ไม่ต้องประโยคยาว แค่พูดให้สื่อความหมายได้ก็ถือว่าใช้ภาษาแล้ว การฝึกพูดกับตัวเองทุกวัน จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอถึงวันที่ต้องพูดกับคนอื่นจริง ๆ ความกลัวจะลดลง และความมั่นใจจะเพิ่มขึ้นเอง จำไว้ว่าทุกคนที่พูดเก่งในวันนี้ ก็เคยเริ่มจากการพูดกับตัวเองมาก่อนทั้งนั้น ทริคที่ 3: เลียนแบบเสียง (Shadowing) แทนการท่องศัพท์ หลายคนเข้าใจว่าถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง ต้องเริ่มจากการจำศัพท์ให้ได้เยอะ ๆ ก่อน แต่ความจริงแล้ว คนที่พูดได้คล่อง มักไม่ได้เริ่มจากการท่องศัพท์ พวกเขาเริ่มจากการ ฟังบ่อย ๆ จนปากชินกับเสียงภาษาอังกฤษ เพราะการพูดเก่ง ไม่ได้เกิดจากการรู้ศัพท์ทุกคำ แต่เกิดจากการที่สมองและปากของเรา “คุ้นเคยกับจังหวะและน้ำเสียงของภาษา” วิธีฝึกง่าย ๆเลย คือการฟังแล้วพูดตามทันที (Shadowing) การฝึกแบบนี้เป็นการฟังประโยคภาษาอังกฤษ แล้วพูดตามทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด ไม่ต้องรอให้เข้าใจทุกคำ ไม่ต้องแปลในหัว แค่เลียนแบบเสียงให้ใกล้เคียงที่สุด โดยคุณสามารถเริ่มจาก คลิปสั้น ๆ บน YouTube Podcast ความยาวไม่กี่นาที หรือซีรีส์ / หนังที่มีบทสนทนาธรรมชาติ ในการฝึก จะฟัง 1 ประโยค แล้วพูดตามทันที พูดให้จังหวะใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาให้มากที่สุด สำคัญมากคือ อย่าแปลในหัว และอย่าอ่านซับภาษาไทย ถ้าดูหนังหรือซีรีส์ แนะนำให้ฟังโดยไม่เปิดซับก่อนหนึ่งรอบ แล้วค่อยเปิดซับภาษาอังกฤษในรอบถัดไป เพื่อดูว่าเสียงที่ได้ยินตรงกับคำไหนบ้าง วิธีนี้จะช่วยฝึกให้หูฟังภาษาอังกฤษได้ไวขึ้น และไม่ติดการแปลแบบอัตโนมัติ ผลลัพธ์ที่คุณจะเริ่มรู้สึกได้ เมื่อฝึกแบบนี้ต่อเนื่อง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สำเนียงจะดีขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม การพูดจะลื่นขึ้น ประโยคออกมาเร็วขึ้น ไม่ต้องคิดคำทีละคำเหมือนเดิม หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่า “พูดออกมาได้เอง” แบบไม่รู้ตัว เพราะปากและหูของคุณเริ่มทำงานร่วมกันเป็นธรรมชาติ จำไว้ว่าภาษาไม่ใช่สิ่งที่ต้องท่องจำอย่างเดียว แต่มันคือเสียง จังหวะ และความคุ้นเคย ยิ่งฟังและพูดตามมากเท่าไร การพูดภาษาอังกฤษก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น ทริคที่ 4: ฝึกจากสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ภาษาอังกฤษที่เราใช้จริงในชีวิตประจำวัน มักเป็นประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่ประโยคยาวหรือซับซ้อนอย่างในตำราเรียน พอเราเริ่มจับจุดนี้ได้ การฝึกภาษาอังกฤษจะง่ายขึ้นเยอะ เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์เยอะ ไม่ต้องพูดเก่งทุกเรื่อง แค่พูดให้ตรงสถานการณ์ และสื่อสารได้ ก็เพียงพอแล้ว ในส่วนสถานการณ์รอบตัว ที่ใช้ฝึกภาษาอังกฤษได้ทันทีนั้น ให้ ลองมองรอบ ๆ ตัว จะพบว่ามีหลายสถานการณ์ที่เราสามารถฝึกภาษาอังกฤษได้ทุกวัน เช่น สั่งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ หรือเดลิเวอรี ซื้อของ / ช้อปปิ้ง เลือกไซซ์ สี หรือถามราคา การเดินทาง ถามทาง ขึ้นรถ เดินทางท่องเที่ยว แชทกับชาวต่างชาติ ทั้งในแอป โซเชียล หรือแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนภาษา และถ้าพูดถึงวิธีฝึกที่ได้ผลที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการ พูดคุยกับชาวต่างชาติจริง ๆ การมีเพื่อนต่างชาติ หรือได้คุยกับเจ้าของภาษา จะช่วยให้เราได้ฝึกทั้งภาษา จังหวะ การพูด และสำเนียงไปพร้อมกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิด เพราะการคุยจริง คือครูที่ดีที่สุด วิธีฝึกง่าย ๆเลย คือเตรียมประโยคสั้น ๆ แล้วพูดซ้ำให้คล่อง แทนที่จะพยายามจำทุกอย่าง ลองเลือกแค่ประโยคที่ใช้บ่อยในแต่ละสถานการณ์ เขียนไว้หรือท่องในใจ แล้วฝึกพูดซ้ำ ๆ จนรู้สึกคุ้น เช่น สั่งอาหาร : ประโยคเดิมใช้ได้ทุกครั้ง ซื้อของ : ถามไซซ์ สี ราคา แชท : ประโยคทักทายหรือคุยเรื่องทั่วไป เมื่อพูดซ้ำบ่อย ๆ ประโยคเหล่านี้จะออกมาเองโดยไม่ต้องคิด ความมั่นใจก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การฝึกจากสถานการณ์จริง จะทำให้คุณรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา ที่ใช้งานได้จริงและสนุกกว่าที่คิดค่ะ ทริคที่ 5: ฝึกพูดทุกวัน แม้วันละนิดเดียว หลายคนคิดว่าการฝึกภาษาอังกฤษต้องใช้เวลานาน ๆ ต้องนั่งเรียนเป็นชั่วโมงถึงจะเห็นผล แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ระยะเวลา แต่คือความสม่ำเสมอ การฝึกวันละเล็กละน้อย แต่ทำต่อเนื่องทุกวัน ให้ผลดีกว่าการฝึกหนัก ๆ ครั้งเดียว แล้วเว้นไปยาว ๆ เพราะสมองและปากของเราต้องการความคุ้นเคย ไม่ใช่ความเร่งรีบ ต่อให้ฝึกน้อย แต่ฝึกทุกวัน ดีกว่าไม่ฝึกอะไรเลย คุณก็สามารถพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างเยอะ แค่แบ่งเวลาให้ภาษาอังกฤษวันละนิด ก็เพียงพอแล้ว ตัวอย่าง Routine ง่าย ๆ ที่ทำได้จริง ใช้เวลาแค่ วันละ 10 นาที พูดแค่ 3 ประโยคต่อวัน ก็ถือว่าได้ฝึกแล้ว ดีกว่าฝึกหนัก ๆ อาทิตย์ละครั้ง แต่ไม่ต่อเนื่อง เช่น ตอนเช้า พูดกับตัวเองระหว่างเตรียมตัว ตอนเย็น เล่าเรื่องที่เจอมาในวันนั้นเป็นภาษาอังกฤษสั้น ๆ ก่อนนอน ลองพูดประโยคง่าย ๆ เกี่ยวกับพรุ่งนี้ ไม่ต้องสมบูรณ์ ไม่ต้องเป๊ะ แค่ได้พูดทุกวัน สมองจะเริ่มคุ้น ปากจะเริ่มไว และความมั่นใจจะค่อย ๆ สร้างขึ้นแบบไม่รู้ตัว จำไว้ว่า การพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ต้องรีบเก่ง แค่ไม่หยุดฝึก วันละนิด… แต่ทุกวัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ทริคที่ 6: ใช้เทคโนโลยีช่วยฝึกพูด สำหรับใครที่ยังรู้สึกเขิน ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับคนจริง ๆ เทคโนโลยีอาจเป็นตัวช่วยที่ดีมากกว่าที่คิด ปัจจุบันมี แอปฝึกพูดภาษาอังกฤษที่ใช้ AI ให้เราได้ฝึกพูดโต้ตอบเหมือนคุยกับคนจริง แต่ข้อดีคือ ไม่มีใครมานั่งตัดสิน ไม่มีสายตา ไม่มีคำว่า “พูดผิดแล้วดูแปลก” วิธีนี้เหมาะมากกับคนที่ ยังไม่มั่นใจ กลัวพูดผิด อยากฝึกก่อนออกไปพูดกับคนจริง แอปฝึกพูดที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีหลายแอปที่ช่วยฝึกการพูดได้ดี เช่น แอปที่เน้นฝึก ออกเสียงและสำเนียง ด้วย AI แอปที่ให้ พูดโต้ตอบเป็นบทสนทนา เหมือนสถานการณ์จริง แอปที่ฝึกจากประโยคสั้น ๆ ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างที่หลายคนใช้กัน เช่น แอปฝึกออกเสียงอย่าง ELSA Speak, แอปฝึกบทสนทนาอย่าง Speak หรือแอปพื้นฐานอย่าง Duolingo ที่ช่วยให้คุ้นกับการพูดมากขึ้น เลือกใช้ตามสไตล์ที่คุณรู้สึกสบาย ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกแอป ในส่วนข้อดีของการฝึกพูดด้วยเทคโนโลยีนี้มีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ ฝึกได้ทุกที่ จะอยู่บ้าน ระหว่างเดินทาง หรือก่อนนอน ก็หยิบมือถือมาฝึกได้ พูดผิดได้โดยไม่อายใคร ผิดกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีใครหัวเราะหรือมองแปลก เมื่อคุณเริ่มคุ้นกับการพูดจากแอป ความกลัวจะค่อย ๆ ลดลง และความมั่นใจจะเพิ่มขึ้น พอถึงวันที่ต้องพูดกับคนจริง คุณจะรู้สึกว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เทคโนโลยีอาจไม่แทนคนจริงได้ทั้งหมด แต่เป็นก้าวแรกที่ดีมาก สำหรับการเริ่มพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ทริคที่ 7: วิธีรับมือเวลาพูดติดขัดหรือพูดผิด สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เพราะพูดไม่ได้ แต่เป็นเพราะ กลัวช่วงเวลาที่พูดติดขัดหรือพูดผิด กลัวว่าจะเงียบไป กลัวนึกคำไม่ออก กลัวอีกฝ่ายจะรอ แล้วเราจะดูไม่เก่ง แต่ความจริงคือ… ช่วงเวลานี้เกิดขึ้นกับทุกคน แม้แต่คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งแล้วก็ตาม ต่อให้พูดผิด สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ ไม่ต้องตกใจ และไม่ต้องหยุดพูดทันที การพูดผิดไม่ได้แปลว่าการสนทนาพัง ส่วนใหญ่คนฟังเข้าใจเจตนาของเรา และพร้อมจะฟังต่อ ถ้ารู้ตัวว่าพูดผิด แก้ประโยคใหม่แบบสั้น ๆ ก็ได้ หรือพูดต่อไปเลย ไม่จำเป็นต้องขอโทษทุกครั้ง การยอมรับความผิดพลาดอย่างสบาย ๆ จะทำให้การสนทนาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการพยายามพูดให้สมบูรณ์แบบ และประโยคเอาตัวรอด ที่ควรมีติดตัวไว้ เวลานึกคำพูดหรือประโยคบางอย่างไม่ออก หรืออยากขอเวลาคิด ลองใช้ประโยคเหล่านี้ได้เลย “Let me think for a second.” (ขอคิดแป๊บนึงนะ) “I’m not sure, but…” (ไม่แน่ใจนะ แต่…) “How can I say this…” (จะอธิบายยังไงดี) “What I want to say is…” (สิ่งที่อยากจะพูดคือ…) ประโยคพวกนี้ช่วยถ่วงเวลา และทำให้บทสนทนาไม่สะดุด ที่สำคัญคือ ทำให้คุณไม่ต้องเงียบหรือหยุดพูดเพราะความกลัว การที่จะปลดล็อกความกลัว แล้วปล่อยให้ตัวเองพูดต่อ จำไว้ว่าการพูดภาษาอังกฤษ ไม่ใช่การแสดงที่ต้องเพอร์เฟกต์ มันคือการสื่อสารระหว่างคนสองคน ถ้าคุณกล้าพูดต่อ แม้จะติดขัดบ้าง นั่นแปลว่าคุณกำลังฝึก และกำลังพัฒนาอยู่จริง ๆ บางครั้ง ความมั่นใจไม่ได้มาจากการพูดถูกทุกคำ แต่มาจากการไม่หยุดพูด แม้ในวันที่ยังไม่มั่นใจ สรุป... การพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องของการรอให้ตัวเองพร้อมที่สุด และไม่จำเป็นต้องเก่งก่อน ถึงจะเริ่มพูดได้ หลายคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีในวันนี้ ก็เคยพูดติดขัด พูดผิด และไม่มั่นใจมาก่อนเหมือนกัน ทุกคนล้วนเริ่มจากจุดเดียวกัน คือการพูดแบบยังไม่คล่อง สิ่งที่ต่างกันไม่ใช่ความเก่ง แต่คือใคร กล้าเริ่มก่อน และไม่หยุดฝึก ต่อให้วันนี้คุณยังพูดได้แค่ประโยคสั้น ๆ ยังคิดช้า ยังต้องนึกคำ แค่นั้นก็ถือว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้าแล้ว อย่ารอให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ แค่เริ่มพูดในแบบที่เป็นคุณ ความมั่นใจจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามการฝึก และอย่าลืมว่า “วันที่คุณกล้าพูด คือวันที่ภาษาอังกฤษเริ่มทำงานกับคุณจริง ๆ” 💬✨ ที่มาข้อมูลและภาพประกอบ : ผู้เขียนเป็นเจ้าของเองทั้งหมด เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !