อ.ธรณ์ กางสถิติพายุปี 69 ผลพวงซูเปอร์เอลนีโญ “ก็อตซิลล่าตัวรอง” เพิ่มขึ้นเท่าตัว

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ เปรียบเทียบสถิติพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกปี 2568 กับปี 2569 โดยใช้ข้อมูลของ Wikipedia
จากลานีญาสู่ซูเปอร์เอลนีโญ จำนวนพายุที่เพิ่มขึ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่าในปี 2568 โลกอยู่ในภาวะลานีญาอ่อน ๆ สลับกับเป็นกลาง อุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในระดับเกณฑ์เฉลี่ย มีติดลบนิดๆ ส่วนในปี 2569 ช่วงต้นปีเป็นกลาง พอเข้าช่วงกลางปีกลายเป็นเอลนีโญ และ ทวีความแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญจนถึงตอนนี้
เมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้น เกิดพายุได้ง่าย
เรามาดูว่าจริงไหม? คำตอบคือจริง และยังไม่จบ โดยปี 2568 มีพายุ 27 ลูก ขณะที่ปี 2569 มีพายุถึง 31 ลูก ที่สำคัญคือฤดูไต้ฝุ่นปี 2568 จบที่ต้นเดือนธันวาคม แต่ปี 2569 นี้นับถึงแค่ปลายเดือนตุลาคมเท่านั้น ต่อจากนี้จึงยังมีโอกาสที่พายุจะเกิดในแปซิฟิกได้อีก 1-2 เดือน ตัวเลขคงไม่หยุดที่ 31 ลูกแน่นอน
ความรุนแรงพายุ "ก็อตซิลล่าตัวรองท็อปจะมีจำนวนมากขึ้น"
สำหรับความรุนแรงของพายุ ในปี 2568 ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่าพายุ Ragasa แรงสุด 205 กม./ชม. ส่วนปีนี้แรงสุดคือพายุจำปี 215 กม./ชม. ถือว่าใกล้เคียงกัน เมื่อลองดูจำนวนไต้ฝุ่นก็ใกล้เคียงกัน คือ 13 ลูกในปี 2568 กับ 14 ลูกในปี 2569
ทว่า ความแรงของไต้ฝุ่นไม่เท่ากัน ปี 2568 มีระดับ Very Strong แค่ 5 ลูก แต่ปี 2569 มีถึง 11 ลูก หมายถึงพายุแรงสุดใกล้เคียงกัน แต่พายุระดับรองลงมา ปี 2569 มีมากกว่าเยอะ
เรื่องนี้เป็นไปตามทฤษฎีโลกร้อน ความแรงของพายุระดับสุด ๆ จะไม่เพิ่มขึ้น ที่เพิ่มคือจำนวนพายุแรง อาจตรงข้ามกับความเข้าใจทั่วไปว่าพายุจะแรงขึ้นเรื่อยๆ จนล้างโลก แต่แท้ที่จริง “ก็อตซิลล่าตัวท็อปไม่ได้อัปสกิล ทว่าก็อตตัวรองท็อปจะมีจำนวนมากขึ้น” ซึ่งถ้าดูในภาพ จะเห็นเส้นทางพายุสีเหลืองสีแดงในปี 2569 เยอะกว่าปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด
เส้นทางพายุและผลกระทบต่อประเทศไทย
สำหรับเส้นทางพายุ ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่าเหมือนกับที่เคยให้ข้อมูลอยู่ เสมอว่า ปีนี้ยังไม่มีพายุเข้าไทยเลย เทียบกับปี 2568 เรามีพายุ 7 ลูกที่ส่งอิทธิพลมาถึงบ้านเรา ดูจากภาพจะเห็นชัด ภาพบนมีเพียบ ไต้ฝุ่นหลายลูกพุ่งชนเวียดนาม แต่ภาพล่างปีนี้ไม่มีพายุ
“ไม่มีพายุก็ดีสิ คิดแค่นี้ไม่ได้เพราะพายุพาฝนมาเติมให้ภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ไม่มีพายุ ต้นทุนน้ำต่ำ เจอแล้งนานๆ ก็เหนื่อย” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
สรุปแล้วซูเปอร์เอลนีโญและน้ำทะเลร้อน ส่งผลกับพายุชัดเจน ที่สำคัญคือยังไม่จบ เน้นอีกทีว่าฤดูไต้ฝุ่นปีที่แล้วจบที่เดือนธันวาคม ปีนี้จึงยังมีโอกาสเกิดพายุอีก
สำหรับบ้านเรา โอกาสมีพายุเข้ามาเติมน้ำเหนือ/อีสาน คงจบไปแล้ว เพราะหน้าหนาวเริ่มเข้ามา เมื่อดูปริมาณน้ำฝนสะสมในช่วง 4-8 วันข้างหน้า พอบอกได้ว่า เหนือ/อีสานตอนบน ฝนมีน้อย คงต้องใช้น้ำแบบประหยัดไปอีกนาน
สำหรับภาคใต้ที่เพิ่งเข้าฤดูฝน พายุหมุนเขตร้อนจริงๆ ที่เข้าภาคใต้มีน้อยมาก เช่น พายุโซนร้อนแฮเรียต (ตะลุมพุก 2505), ไต้ฝุ่นเกย์ (ชุมพร 2532) และพายุโซนร้อนปาบึก (นคร 2562) สิ่งที่ต้องกลัวของคนใต้ตอนนี้คือเรนบอมบ์/ฝนแช่ ที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ต้องตามข่าวฝนตกหนักไปทีละระยะ ยิ่งใกล้ยิ่งแม่น ส่วนคนภาคอื่น ฝนมาเร็วไปเร็ว เป็นฝนฟ้าคะนอง เรามาลุ้นหน้าหนาวกันเถอะ
การปรับตัวในยุค Climate Change
เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนหนักขึ้น เราต้องพยายามทำความเข้าใจให้มากที่สุด เพราะนั่นคือความรู้ที่จะทำให้เราเข้าใจและปรับตัว เพื่อการวางแผนในระยะต่างๆ ทั้งความปลอดภัยของชีวิตทรัพย์สิน และการลงทุนที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเจ๊งแบบไม่รู้ตัว
“จะมาถามแบบเป๊ะๆ เพื่อคำตอบแบบเป๊ะๆ มันก็คงไม่ใช่ยุค Climate Change เพราะชื่อมันก็บอกแล้วว่า มันจะแปรปรวน ถ้ายังตอบแบบเป๊ะๆ ได้ เราจะไปกลัวโลกร้อนทำไม?” ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุทิ้งท้าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
