ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การค้นพบจากงานวิจัยทางสังคมศาสตร์พบปัจจัยสามอย่างที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จ 1.พันธุกรรม... ที่เกิดมามี DNA ที่เฉลียวฉลาด 2.โชค..ที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะ 3.วินัย เป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ในการฝึกฝนทักษะต่างๆ เราตอบไม่ได้ว่ามันจะการันตีความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยและตัวแปรมากมายเกินกว่าจะควบคุม แต่เรื่องบุญ-บาปกลับเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องงมงาย พิสูจน์ไม่ได้ ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือระดับ Best Seller จะทำให้เราเปิดใจกับเรื่องนี้ไว้บ้างกับเรื่องต่างๆที่หาเหตุผลได้ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของชีวิต และเราควรรู้จักธรรมะด้วยปัญญา ไม่ใช่เพราะด้วยความกลัวว่าชีวิตจะมีปัญหา ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ในส่วนของเพศที่เกิดนั้นมีการกล่าวเอาไว้เช่นกัน เช่น (พระไตรปิฎกเล่มที่ 28 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 2 ข้อ 862-865) คนที่มีความเด็ดเดี่ยวในการรักษาศีลข้อประพฤติผิดในกามจะทำให้เกิดเป็นชาย คนที่ทำผิดในเรื่องของประพฤติผิดในกามจะทำให้เกิดเป็นหญิง ผู้ที่ประพฤติผิดในกามโดยไม่มีความละอายใจจะได้รูปกายเป็นชาย แต่จะได้ใจที่เป็นหญิงตั้งแต่เกิด จากความเข้าใจตรงนี้ เราจะสามารถตอบข้อสงสัยได้เลยว่าทำไมปัจจุบันคนที่ได้รูปเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงจึงมีมากขึ้น เพราะหลังๆคนประพฤติผิดในกามมากกว่าในอดีต 2.การไปสวรรค์ไปนรกเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ว่าชีวิตเราจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร คำตอบก็คือ หากเราทำกรรมที่จะทำให้เราได้ไปสวรรค์ (ทำบุญ) ผลกรรมส่วนใหญ่จะทำให้เราได้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ ส่วนเศษของกรรมนั้นหากแสดงผลในชาตินี้ เราก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้น (รวยขึ้น) และแน่นอน ในทางตรงกันข้าม หากเราทำกรรมที่จะทำให้เราได้ไปนรก (ทำบาป) ผลกรรมส่วนใหญ่จะทำให้เราได้รับโทษในนรก ส่วนเศษของกรรมนั้นหากแสดงผลในชาตินี้ เราก็จะประสบความสำเร็จน้อยลง (จนลง) นั่นเอง 3.บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (อรรถกถาเล่มที่ 75 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณีปกรณ์ หน้า 427) ซึ่งหมายถึงการกระทำที่เป็นบุญ มีอยู่ 10 อย่าง โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวดทาน หมวดศีล หมวดภาวนา 4.หมวดทาน : การให้ทาน (ทานมัย), การอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย), โมทนาบุญหรือการยินดีในความดีของผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย) 5.หมวดศีล : การรักษาศีล (สีลมัย), มีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น (อปจายนมัย), ช่วยเหลือขวนขวายรับใช้ผู้อื่น (เวยยาวัจจมัย) 6.หมวดภาวนา : การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย), การแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย), การภาวนา (ภาวนามัย) และการทําความคิดเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) 7.การทําบุญด้วยการทําทานนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก เพียงแค่มีเงินหรือมีกําลังก็ทําได้แล้ว แต่คนที่ทําทานอาจจะยังผิดศีลครบทุกข้อ ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ส่วนการทําบุญด้วยการภาวนานั้น (ฟังธรรม นั่งสมาธิ) เป็นการทําบุญทางจิตใจ เมื่อทำจะส่งผลให้จิตใจเราดีขึ้น การถือศีลและทำทานจะตามมาเอง การทําบุญในหมวดศีลและภาวนานั้น เราสามารถทำได้ทุกวัน และได้บุญมากกว่าให้ทาน นี้ย่อมแสดงว่าคนที่ไม่มีเงินก็สามารถทำบุญได้มากมายมหาศาลจากศีลและภาวนา อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสอนให้ละเว้นการทําทาน เราจึงควรพยายามทำบุญให้ครบทุกอย่างเท่าที่เราจะทําได้ 8.ถ้าบาปและบุญไม่มี เราจะไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย ทําไมบางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน ทำไมบางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนหน้าตาขี้เหร่ ทำไมบางคนฉลาด บางคนโง่ 9.บุญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินก็จะเป็นบุญกิริยาในหมวดของการให้ทานและการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ส่วนบาปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินก็จะเป็นเรื่องการลักทรัพย์และมีความโลภ ลักษณะของการแสดงผลกรรมก็คือ หากเราเคยทำอย่างไรกับใครไว้ วันหนึ่งเราก็จะถูกกระทำแบบนั้นเช่นกัน เช่น หากเราเคยช่วยเหลือผู้อื่น วันหนึ่งเราก็จะได้รับการช่วยเหลือ หากเราให้เงิน (ทำทาน) กับผู้อื่น วันหนึ่งเราก็จะได้รับเงิน หากเราเคยทำให้คนอื่นเสียเงิน วันหนึ่งเราก็จะถูกทำให้เสียเงิน หากเราเคยโกงใคร วันหนึ่งเราก็จะถูกโกง เป็นต้น 10.สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือ นอกจากเราจะเป็นผู้ทำกรรมเองและรับผลกรรมเองแล้ว กรรมที่เราไม่ได้ทำแต่เราไปชักชวน (ส่งเสริม) ให้ผู้อื่นทำ ยินดีที่ผู้อื่นทำ สรรเสริญที่คนอื่นทำ เราก็จะได้รับผลกรรมนั้นด้วย เช่น หากเรายินดีที่คนถูกยึดทรัพย์ หรือสรรเสริญคนที่ไปยึดทรัพย์คนอื่น วันหนึ่งเราก็จะถูกยึดทรัพย์ด้วย หรือหากเราชักชวนให้คนไปโกง หรือไปสรรเสริญคนที่โกง วันหนึ่งเราก็จะโดนโกงด้วย เป็นต้น 11.เคล็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทําทาน หากแบ่งตามคุณภาพของสิ่งที่นํามาทําทาน เราจะแบ่งได้ 3 ระดับ คือ (อรรถกถาเสรีสูตรที่ 3 อรรถกถาเล่มที่ 24 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ 372) 1.ให้ทานด้วยของที่ด้อยกว่าที่ตนใช้ (ทาสทาน) จะได้บุญน้อย และเวลาบุญแสดงผลก็มักจะได้ของที่ไม่ประณีตหรือทําให้ชอบของที่ไม่ประณีต เช่น บางคนรวยมากแต่กลับใช้แต่ของราคาถูก บางคน กินอะไรก็ไม่ค่อยอร่อย เห็นอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าสวย ได้ยินอะไร ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าน่าฟัง ได้กลิ่นอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าหอม เป็นต้น 2.ให้ทานด้วยของที่ใกล้เคียงกับที่ตนใช้ (สหายทาน) จะได้บุญมากขึ้น 3.ให้ทานด้วยของที่ดีกว่าที่ตนใช้ (สามีทานหรือทานบดี) จะได้บุญมากที่สุด และเวลาบุญแสดงผลก็มักจะได้ของที่มีความประณีต หรือทําให้ชอบของที่ประณีต เช่น บางคนชอบใช้แต่ของ คุณภาพดี บางคนกินอะไรก็อร่อย เห็นอะไรก็รู้สึกว่าสวย ได้ยิน อะไรก็รู้สึกว่าน่าฟัง ได้กลิ่นอะไรก็รู้สึกว่าหอม เป็นต้น (ซึ่งถือว่า เป็นคนมีบุญ เพราะมีความสุขจากการบริโภคสิ่งต่างๆได้ง่าย) 12.พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องอานิสงส์ของคนมีศีลเอาไว้ว่า (สีลสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตร นิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อ 213) อานิสงส์ของคนมีศีลมี 5 ข้อ • จะเป็นผู้ที่มีทรัพย์มากมายที่ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้อง • ชื่อเสียงอันดีงามของคนรักษาศีลจะฟุ้งกระจายไปทั่ว • เมื่อไปทํางานที่ไหนก็จะเข้าไปด้วยความองอาจสง่างาม • จะเป็นผู้ที่ไม่หลงผิด • เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ 13.หากเราลองสังเกตดูจะพบว่า ทั้งศิลป์ในการทำงานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนกันได้ ไม่มีหนังสือและโรงเรียนไหนสอนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนหัวดี (อัจฉริยะ) แค่ไหน และวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ว่า ทำไมบางคนมีสิ่งเหล่านี้มาก แต่บางคนมีน้อย พุทธศาสนานั้นเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าปัญญา และอธิบายได้ว่าคนที่มีสิ่งเหล่านี้มาก เพราะได้ทำบุญที่เกี่ยวกับเรื่องของปัญญาเอาไว้ เช่น นั่งสมาธิ ฟังธรรม ให้ธรรมทาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเพิ่มปัญญาทางโลกแบบนี้ในชาติปัจจุบันได้ด้วยการเจริญสติ ฟังธรรม ให้ธรรมทานนั่นเอง 14.จิตสุดท้ายก่อนตายจะผ่องใสหรือเศร้าหมองก็จะขึ้นอยู่กับว่า วินาทีสุดท้ายก่อนจะตายเรานึกถึงเรื่องอะไร โดยก่อนที่เราจะตายนั้น เราจะคิดถึงเรื่องอะไรจะขึ้นอยู่กับผลกรรมที่ได้ทำเอาไว้ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยลำดับของกรรมที่จะมีอิทธิพลต่อจิตสุดท้ายของเราจะเป็นดังนี้ (อรรถกถาเล่มที่ 34 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้า 121) สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสครั้งสุดท้ายก่อนปรินิพพานคือ การตั้งดำรงตนด้วยความไม่ประมาท มุมมองเรื่องของบุญ-บาปจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักเพื่อเป็นการไม่ประมาทเช่นกัน ครีเอเตอร์สนใจเรื่องของกรรม บุญ-บาป เพราะการเตรียมตัวในช่วงที่ยังมีชีวิต สำคัญกว่าการทำบุญในตอนใกล้เสียชีวิตเป็นอย่างมาก แม้แต่การฌาปนกิจในตอนที่ตายไปแล้ว เรายังรู้สึกว่าจำเป็น ทว่าการเตรียมตัวสำหรับภพชาติถัดไปของเรากลับมีความสำคัญกว่ามาก เครดิตภาพ ภาพปก โดย Jesse Galer จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ บุญใหญ่พลิกชีวิต รีวิวหนังสือ ทำดี 24 ชั่วโมง รีวิวหนังสือ HOW TO DIE ความตายออกแบบได้ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !