ทรัมป์เตรียมเผยแพร่ข้อมูลตัวเลข GDP บนบล็อกเชน โปร่งใส แก้ไขข้อมูลยาก และประชาชนตรวจสอบได้

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เตรียมเริ่มเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP บนเครือข่ายบล็อกเชนเป็นครั้งแรก ซึ่งหากมีการใช้วิธีการดังกล่าวจริง สหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นชาติแรกของโลกที่ใช้วิธีการใหม่นี้ และอาจถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการรับรองอุตสาหกรรมคริปโตอย่างเป็นทางการ ในยุครัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การแผนการเผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชน
แผนการแผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชน ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนัก และไม่พบข้อมูลว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนของตนเองขึ้นมาใหม่ หรือใช้บริการเครือข่ายบล็อกเชนของชุมชนนักพัฒนาที่มีใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น Ethereum, Solana, TRON, Stellar, Avalanche, Arbitrum One, Polygon PoS และ Optimism
การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณการรับรองเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจขยายบทบาทของเทคโนโลยีบล็อกเชน จากการเป็นเพียงระบบพื้นฐานของสกุลเงินดิจิทัล ไปสู่เครื่องมือสำคัญของตลาดทุนและการลงทุนทั่วโลก
ไมค์ คาฮิลล์ (Mike Cahill) ซีอีโอของ Douro Labs ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลบางส่วนว่า "สหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลของรัฐบาลถูกเก็บรักษาบนบล็อกเชน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์"
เทคโนโลยีบล็อกเชนคืออะไร ?
บล็อกเชน (Blockchain) คือ เทคโนโลยีการจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Database) โดยข้อมูลถูกบันทึกเป็น “บล็อก” ที่เชื่อมโยงต่อกันเป็น “ห่วงโซ่” (Chain) แต่ละบล็อกมีข้อมูลธุรกรรมพร้อมกับรหัสเข้ารหัส (Hash) ที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
เดิมทีนั้นแนวคิดระบบนี้ไม่มีหน่วยงานกลางควบคุม แต่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมาก (Nodes) ตรวจสอบความถูกต้องร่วมกันผ่านกลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) เช่น Proof of Work หรือ Proof of Stake
คุณสมบัติเด่นของบล็อกเชน คือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ เพราะข้อมูลที่บันทึกลงไปจะแชร์ให้ทุกคนในเครือข่ายเห็นเหมือนกันทั้งหมด และไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ จึงถูกนำไปใช้กว้างขวางตั้งแต่สกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin และ Ethereum การเงินแบบไร้ตัวกลาง (DeFi) สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ไปจนถึงการตรวจสอบซัพพลายเชน การเลือกตั้งออนไลน์ และการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐในยุคดิจิทัล
การเมือง เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่า "ข้อมูลการจ้างงานที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ถูกบิดเบือนเพื่อการเมือง" แม้เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าโครงการบล็อกเชนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
แผนการแผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชน ได้รับการผลักดันโดยโฮเวิร์ด ลัทนิค (Howard Lutnick) รัฐมนตรีพาณิชย์ โดยเขามีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงวิธีการรายงานตัวเลข GDP ลดผลกระทบจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยตัวเลข GDP เผยแพร่โดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ซึ่งสังกัดกระทรวงพาณิชย์
การทดลองบล็อกเชนกับภาครัฐ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลหลายประเทศกำลังทดลองใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อยกระดับการทำงานภาครัฐ ทั้งในด้านการเงิน การยืนยันตัวตน และการจัดเก็บข้อมูล เช่น สหรัฐฯ ใช้เครือข่ายบล็อกเชน Avalanche แปลงทะเบียนรถให้เป็นดิจิทัล และศึกษาการคัดกรองผู้โดยสารสนามบิน
ขณะที่จีนพัฒนาเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ใช้ในระบบขนส่งและร้านค้า รวมถึงบันทึกหลักฐานทางกฎหมายในศาล ส่วนเอสโตเนียถือเป็นต้นแบบ e-Governance ที่ใช้บล็อกเชนครอบคลุมทั้งทะเบียนประชากร บันทึกสุขภาพ ไปจนถึงการเลือกตั้งออนไลน์
ส่วนในภูมิภาคอื่น เอลซัลวาดอร์และบราซิลใช้บล็อกเชนในระบบการเงินและการจัดเก็บภาษี ขณะที่ตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีแผน “Dubai Blockchain Strategy” ตั้งเป้าใช้บล็อกเชนในทุกบริการภาครัฐภายในปี 2030
ขณะเดียวกันซาอุดีอาระเบียและ UAE ร่วมมือทดสอบ CBDC สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่าบล็อกเชนกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่รัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจ ไม่เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาครัฐด้วย
ประธานาธิบดีของชาวคริปโต
มีรายงานว่าไมค์ คาฮิลล์ (Mike Cahill) ซีอีโอของ Douro Labs เคยกล่าวเชิงหยอกล้อกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “เพราะคุณคือประธานาธิบดีแห่งวงการคริปโต” จึงผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ นำข้อมูลขึ้นบล็อกเชน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยไม่เชื่อมั่นในคริปโต ปัจจุบันกลายเป็นผู้สนับสนุนสำคัญ โดยให้คำมั่นในการหาเสียงปี 2024 ว่าจะผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรม และได้เดินหน้าทำตามสัญญา เช่น การสร้างคลังสำรอง Bitcoin แต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานที่เป็นมิตรกับคริปโต ยุติคดีความกับ Coinbase และลงนามกฎหมายควบคุม Stablecoin
นอกจากนี้ยังพบว่าครอบครัวทรัมป์เองก็ขยายธุรกิจคริปโต ทั้งด้านการขุดบิตคอยน์และออกเหรียญเสถียรภาพ โดยสัปดาห์หน้าจะมีการเปิดซื้อขายเหรียญจาก World Liberty Financial บริษัทที่ครอบครัวทรัมป์ร่วมลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เคยแสดงท่าทีระมัดระวังต่อคริปโต
อิทธิพลและพลังการเมือง
การยอมรับบล็อกเชนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกานั้นสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมคริปโต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสะดุดจากการใช้บล็อกเชนส่วนตัวที่มีต้นทุนสูง แต่ปัจจุบันหันมาใช้บล็อกเชนสาธารณะ เช่น Ethereum ที่เปิดกว้างและอัปเดตโดยชุมชนโปรแกรมเมอร์
โครงการแผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชนได้รับการสนับสนุนจากบริษัทตลาดเงินดิจิทัลรายใหญ่ เช่น Coinbase, Kraken และ Gemini ซึ่งได้เข้ามามีบทบาท โดยช่วยกระทรวงพาณิชย์ซื้อคริปโตที่จำเป็นในการจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมหรือ “Gas” โดย Kraken และ Gemini มีแผนจะเปิดขายหุ้นต่อสาธารณะเร็ว ๆ นี้
ข้อดีและข้อเสียของการเผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชน
การเผยแพร่ข้อมูล GDP บนบล็อกเชนช่วยเพิ่ม ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ง่าย การโกง ปลอมข้อมูลเกิดขึ้นได้ยาก ทำให้ทั้งนักลงทุนและประชาชนมั่นใจได้ว่าตัวเลขที่เผยแพร่นั้นไม่ถูกบิดเบือนหรือปรับเปลี่ยนเพื่อเหตุผลทางการเมือง
อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่ารัฐบาลเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ มีความทันสมัย และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ซึ่งอาจส่งผลเชิงบวกต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนยังทำให้ข้อมูล เข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ และใช้งานร่วมกับระบบการเงินดิจิทัลได้ทันที นักลงทุน นักวิชาการ หรือผู้ใช้งานทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยตรงผ่านเครือข่ายสาธารณะโดยไม่ต้องรอการเผยแพร่จากหน่วยงานกลางเพียงฝ่ายเดียว
ขณะเดียวกันแอปพลิเคชันทางการเงินอย่าง DeFi หรือตลาดซื้อขายอัตโนมัติก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ช่วยให้การตัดสินใจทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและตลาดทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก็มีความเสี่ยงและข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน เช่น การนำข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไปเผยแพร่บนบล็อกเชนย่อมตามมาด้วย ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความซับซ้อนเชิงเทคนิค หากขั้นตอนการเผยแพร่หรือ Smart Contract มีช่องโหว่
กรณีที่เกิดข้อผิดพลาด ข้อมูลอาจถูกโจมตีหรือบิดเบือนการนำเสนอข้อมูลได้ อีกทั้งการเข้าถึงข้อมูลบนบล็อกเชนยังต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ ทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าถึงข้อมูลได้ยาก และอาจสร้างความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลของประชาชน
การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการทดลองเผยแพร่ข้อมูล GDP บนเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะ ไม่เพียงสะท้อนถึงการยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนโฉมระบบเศรษฐกิจโลก แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางใหม่ที่อาจทำให้บล็อกเชนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการบริหารประเทศในอนาคต
หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สหรัฐฯ อาจไม่เพียงเป็นชาติแรกที่ริเริ่ม แต่ยังกลายเป็นต้นแบบที่รัฐบาลทั่วโลกจับตามอง และอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อวิธีที่ข้อมูลเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะถูกจัดเก็บและเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและเข้าถึงได้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
