รีเซต

งานวิจัยใหม่ค้นพบ "ยารักษาข้ออักเสบ" ช่วยคนเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม ให้กลับมามีผมบนหัวอีกครั้ง !!

งานวิจัยใหม่ค้นพบ "ยารักษาข้ออักเสบ" ช่วยคนเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม ให้กลับมามีผมบนหัวอีกครั้ง !!
TNN ช่อง16
4 กันยายน 2569 ( 15:41 )

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Dr. Arash Mostaghimi แพทย์และนักวิจัยด้านผิวหนังจากสหรัฐฯ พบว่า Upadacitinib ยาทานที่เดิมใช้รักษาโรคข้ออักเสบ หลังทดลองให้ผู้ป่วยที่มีภาวะ Alopecia areata หรือโรคผมร่วงเป็นหย่อมระดับรุนแรงทาน สามารถทำผู้ป่วยกว่าครึ่งมีเส้นผมกลับมาปกคลุมหนังศีรษะได้อย่างน้อย 80% ภายในเวลา 24 สัปดาห์ และผู้ป่วยบางรายมีผมกลับมาครบ 100%

Upadacitinib คืออะไร ทำไมจึงช่วยให้ผมงอกได้ ?

Upadacitinib เป็นยาที่อยู่ในกลุ่ม Janus kinase inhibitors หรือ JAK inhibitors เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันและการอักเสบประเภทอื่น ๆ ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ JAK ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกัน การลดสัญญาณดังกล่าวลง สามารถช่วยลดการอักเสบและการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้

กลไกนี้มีความเกี่ยวข้องกับโรคผมร่วงเป็นหย่อม เนื่องจากโรคดังกล่าวไม่ได้เกิดจากรูขุมขนเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีรูขุมขนของร่างกายตัวเอง ทำให้เส้นผมหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วง ตัวยา Upadacitinib ไม่ได้เข้าไปกระตุ้นการงอกของเส้นผมโดยตรง แต่เป็นการกดกระบวนการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่กำลังโจมตีรูขุมขน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมกลับมาทำงานอีกครั้ง

การศึกษาระยะที่ 3 จำนวน 2 การทดลอง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ UP-AA1 และ UP-AA2 มีผู้เข้าร่วมรวม 1,399 คน เป็นผู้ใหญ่และวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมระดับรุนแรง การทดลองเกิดขึ้นในศูนย์การแพทย์หลายแห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และจีน 

โดยก่อนเริ่มการรักษา ผู้เข้าร่วมการทดลองมีภาวะผมร่วงค่อนข้างรุนแรง พวกเขาสูญเสียเส้นผมบนหนังศีรษะโดยเฉลี่ยประมาณ 84% ทำให้หลายคนแทบไม่เหลือเส้นผมบนหนังศีรษะ ผู้ป่วยถูกสุ่มให้รับประทานยา Upadacitinib วันละครั้งในขนาด 15 มิลลิกรัม หรือ 30 มิลลิกรัม หรือได้รับยาหลอก จากนั้นนักวิจัยติดตามการเปลี่ยนแปลงของเส้นผมและพื้นที่บนหนังศีรษะที่มีเส้นผมปกคลุม

ผลการทดลองพบว่า หลังผ่านไป 24 สัปดาห์ ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งที่ได้รับ Upadacitinib สามารถมีเส้นผมปกคลุมหนังศีรษะอย่างน้อย 80% ซึ่งถือเป็นการตอบสนองต่อการรักษาที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ในกลุ่มที่ได้รับขนาด 15 มิลลิกรัม ผู้ป่วยประมาณ 45% มีเส้นผมกลับมาอย่างน้อย 80% ขณะที่กลุ่มขนาด 30 มิลลิกรัมมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 54–55% ส่วนกลุ่มยาหลอกมีเพียงประมาณ 2–3% ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผู้ป่วยบางรายไม่ได้เพียงมีผมกลับมาบางส่วน แต่สามารถมีเส้นผมกลับมาปกคลุมหนังศีรษะได้ ครบ 100% หรือเกือบทั้งหมด

ในกลุ่มที่ได้รับ Upadacitinib ขนาด 30 มิลลิกรัม มีผู้ป่วยประมาณ 20–23% ที่สามารถกลับมามีเส้นผมบนหนังศีรษะเต็ม 100% ภายในสัปดาห์ที่ 24 ขณะที่กลุ่มขนาด 15 มิลลิกรัมอยู่ที่ประมาณ 13–14% ตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญเนื่องจากผู้เข้าร่วมการทดลองเริ่มต้นด้วยการสูญเสียเส้นผมโดยเฉลี่ยถึง 84% การที่ผู้ป่วยบางส่วนสามารถกลับมามีผมเต็มศีรษะได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือน จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการรักษาที่มุ่งจัดการกับกลไกของโรคโดยตรง

งานวิจัยยังพบสัญญาณของการตอบสนองต่อการรักษาได้ค่อนข้างเร็ว โดยสามารถเห็นความแตกต่างจากกลุ่มยาหลอกในตัวชี้วัดบางรายการได้ตั้งแต่ประมาณสัปดาห์ที่ 8 อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งในด้านความเร็วและปริมาณของเส้นผมที่กลับมางอกใหม่ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้ป่วยทุกคนที่ได้รับยาจะมีผมกลับมาเต็มศีรษะภายใน 24 สัปดาห์

ไม่ได้มีเฉพาะผมบนศีรษะที่กลับมา

โรคผมร่วงเป็นหย่อมสามารถส่งผลต่อเส้นผมและขนในบริเวณอื่นของร่างกาย เช่น คิ้วและขนตา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การทดลองยา Upadacitinib ยังพบว่าผู้ป่วยบางส่วนมีการฟื้นตัวของ ขนคิ้วและขนตา ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับยาในขนาด 30 มิลลิกรัม ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับแนวทางการรักษานี้ เพราะเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้หนังศีรษะกลับมามีเส้นผมเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยฟื้นฟูขนบริเวณอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรค

ยังต้องติดตามผลระยะยาวและความปลอดภั

แม้ผลการทดลองจะน่าสนใจ แต่ยา Upadacitinib ยังคงเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา จึงไม่ใช่ยาที่ควรนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาผมร่วงด้วยตัวเอง ผลข้างเคียงที่พบในการทดลอง ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน สิว ภาวะค่าเอนไซม์หรือสารบางชนิดในเลือดสูง และการอักเสบของบริเวณจมูกและคอ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเมื่อใช้ยาในระยะยาว

นักวิจัยยังจำเป็นต้องติดตามผู้ป่วยต่อไปเพื่อดูว่าเส้นผมที่งอกกลับมาจะคงอยู่ได้นานเพียงใด และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องหรือไม่เพื่อรักษาผลลัพธ์ดังกล่าว รวมถึงต้องประเมินประโยชน์ของการรักษาเมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการใช้ยาในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง