สวัสดีค่า ก่อนอื่นเลยต้องแนะนำตัวเองก่อนนะคะ เราเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หลักสูตรรัฐศาสตร์ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า IR ค่ะ และเราก็ยังเป็น 1 ในนักศึกษาผู้ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัย Brawijaya ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องในโอกาสอันดีนี้ เราก็จะมาบอกเล่าประสบการณ์ที่เรายังมูฟออนไม่ได้ให้กับทุกคนที่มีความสนใจในทุนนี้ได้รับรู้รับทราบในเบื้องต้นกันค่ะ หรืออย่างน้อย ๆ ก็เพื่อเป็นการบันทึกความรู้สึก ความทรงจำ และประสบการณ์ไว้ให้ตัวเราเองได้อ่านในอนาคตทุนนี้คือทุนอะไรเอาละค่ะ พูดมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็ต้องขอเกริ่นก่อนนะคะว่าทุนนี้คืออะไรทุนนี้เป็นโครงการและความร่วมมือของ 2 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาวิทยาลัย Brawijaya ที่จัดสรรให้นักศึกษาได้เรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น โดยที่นักศึกษาสามารถเลือกได้ค่ะว่าจะเรียนแบบ transfer credits หรือไม่ ซึ่งถ้าหากต้องการที่จะเรียนแบบ transfer credits ก็สามารถเสนอรายวิชาที่ต้องการที่จะเรียนกับทางมหาวิทยาลัยได้ (ในที่นี้หมายถึง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์) เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ดำเนินการกับทางมหาวิทยาลัย Brawijaya ในลำดับถัดไป แต่ในที่นี้ โปรแกรมเราเลือก คือ เรียนแบบไม่ transfer credits ค่ะ จึงต้องเรียนผ่านโปรแกรม BIPA (Bahasa Indonesia bagi Penutur Asing) หรือภาษาอินโดนีเซียเพื่อชาวต่างชาติใครสมัครได้บ้าง เนื่องจากปีเราเป็นปีแรกของโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัย Brawijaya มหาวิทยาลัย (วลัยลักษณ์) จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ดังต่อไปนี้เป็นนักศึกษาสังกัดสำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ อินโดนีเซีย หรือมลายูได้ดีมีบุคลิกภาพดี กระตืนรือร้น มั่นใจในตนเองมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้Benefits สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับ มีดังนี้ตั๋วไป - กลับ ฟรี! พร้อมน้ำหนักกระเป๋าที่โหลดฟรีอีกคนละ 20 กก. ที่พัก ฟรี! คอร์สเรียน ฟรี!ทัศนศึกษา ณ เมืองมาลัง ประเทศอินโดนีเซีย 2 ทริป แบบจุกกก!ข้อนี้สำคัญมากก Pocket money อีกคนละ 3,000,000 รูเปียห์ (ตีกลม ๆ ประมาณ 6,800 บาท)กระบวนคัดเลือกเป็นอย่างไรในส่วนของกระบวนคัดเลือก จะเป็นการคัดเลือกผ่านการสัมภาษณ์รายบุคคล ซึ่งจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอินโดนีเซียหรือภาษาอังกฤษ สำหรับใครที่ไม่ได้ภาษาอินโดนีเซียไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะเราก็ไม่ได้เหมือนกัน ฉะนั้น speak english โลดดดดในส่วนของคำที่เราเจอนะคะ ที่เราจำได้คร่าว ๆ จะมีประมาณนี้ค่ะ- ทำไมถึงสนใจในทุนนี้- เคยไปต่างประเทศไหม / เคยไปอินโดนีเซียไหม- ประสบการณ์การไปต่างประเทศเหล่านั้นมี affect อะไรต่อเราบ้าง- มี issues ที่สนใจเที่ยวกับอินโดนีเซียไหม - ทำไมถึงสนใจในประเด็นนี้ การเรียนเป็นอย่างไรมาใน part ของการเรียนกันบ้างค่ะ อย่างที่เราเกริ่นไป ณ ตอนต้นนะคะว่าเราเรียนผ่านโปรแกรม BIPA (Bahasa Indonesia bagi Penutur Asing) หรือภาษาอินโดนีเซียเพื่อชาวต่างชาติ ฉะนั้น เราจึงเรียนภาษาอินโดนีเซียแบบจุกค่าในส่วนของการเรียนแบ่งออกเป็น 2 ช่วงค่ะ คือ 6 weeks แรก เรียนผ่านออนไลน์ที่ไทย และอีก 2 weeks เรียนแบบ in person ที่อินโดนีเซีย สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่ต้องกลัวหรือกังวลเลยค่ะ เพราะ 6 weeks แรก จะเป็นการปูพื้นฐานให้แก่เรา โดยจะเริ่มเรียนตั้งแต่พยัญชนะของภาษา การแนะนำตัว การทักทาย รวมไปถึงวัฒนธรรมหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินโดนีเซียค่ะ จากนั้นก็จะเริ่มสอนพูด สอนอ่าน และมีเขียนบ้างประปรายค่ะ สำหรับเราที่ภาษาอินโดนีเซียเป็น 0 หลังจากเรียนไป 3-4 weeks ก็เริ่มอ่านออกเขียนได้บ้าง แบบบ๊างงงค่ะ ในส่วนของ 2 weeks หลังนี้ เป็น 2 weeks ที่เราตั้งตารอคอยที่จะได้เจอผู้สอน การเรียนในส่วนนี้จึงเข้มข้นกว่าการเรียนผ่านออนไลน์ค่ะ เพราะเราจะได้พูด ได้สื่อสารมากขึ้น และที่สำคัญ! หลบสายตาแค่ไหน ก็หลีกหนีไม่รอดค่ะ555555555 นอกเหนือจากนี้แล้ว เรายังมีโอกาสได้ sit in ได้เรียนร่วมกับเพื่อน ๆ ชาวอินโดนีเซียใน 3 รายวิชาค่ะ คือ Language in Digital World, Social Semiotics และ Speaking in Academic Discourse ซึ่งดำเนินการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ สำหรับการเรียนแบบ sit in นี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราค่อนข้างมากเลยค่ะ เพราะนักศึกษาชาวอินโดนีเซียเขาจริงจังกับการเรียนแบบม๊ากกกกก discuss กันเป็นจริงเป็นจังมาก ๆ ตัวผู้สอนเองก็สอนแบบไม่มีช่วงให้หยุดหายใจ แบบที่ถ้าไม่ห้องน้ำกลับมานี่อาจจะตามไม่ทันก็เป็นได้ค่ะ รีวิวรีใจ ช่วงที่ 1 : การเรียนภาษาอินโดนีเซีย ฉบับคนเป็น 0 สำหรับเราแล้วไม่ยากเกินใจค่ะ อาจจะเป็นเพราะเราเรียนตอนโตแล้วด้วย เลยค่อนข้างเป็นไปได้ดี อ่านออกแต่ก็มีอ่านผิดบ้าง เขียนได้นิดหน่อยเพราะคลังคำศัพท์ยังน้อย พูดได้ประปราย แต่ฟังยังไม่ค่อยออกค่ะ เนื่องจากคนอินโดนีเซียแอบพูดเร็วและด้วยสำเนียงที่เราไม่คุ้นชิน ถ้าจะให้ระดับความยาก เราคิดว่าภาษาอังกฤษที่เราเรียนกับมาเป็นสิบ ๆ ปี ยากกว่าค่ะ ลืมบอกไปว่า final test เราผิดไป 4-5 ข้อ/ 30 ฉะนั้นแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยแบบเราไปไหวแน่นอนค่ะ เน้นสู้ตายไว้ก่อนนอินโดนีเซียเป็นแบบไหนก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะคะว่าการไปอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นการไปครั้งแรกของเรา และเราก็ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะเมืองมาลัง จังหวัดชวาตะวันออกเท่านั้น ฉะนั้น การบอกเล่าถึงอินโดนีเซียในที่นี้จึงหมายถึง อินโดนีเซียที่เป็นเมืองมาลัง จังหวัดชวาตะวันออกผ่านมุมมองของเราคนเดียวเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม..สิ่งแรกที่เราจะเอ่ยถึง คือ ค่าครองชีพ เพราะที่นี่ ค่าครองชีพถูกมากกกกก แบบมาก ๆ จริง ๆ ราคาสินค้า อาหาร ค่าเดินทาง หรือถิ่นที่อยู่ใด ๆ ถูกกว่าที่ไทยเป็นเท่าตัว ฉะนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของเราที่อินโดนีเซียจึงถือได้ว่ากินดีอยู่ดีหรือจะค่อนไปทางกินหรูอยู่สบายก็ว่าได้ ถ้าหากว่าใครสนใจที่จะมาที่นี่ ไม่ว่าจะในฐานะนักท่องเที่ยว นักเรียน / นักศึกษา เราแนะนำและพร้อมบอกต่อค่ะในส่วนของอาหาร ด้วยความเป็นรัฐอิสลาม อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นไก่หรือเนื้อวัวค่ะ อาหารทะเล เนื้อแกะ เนื้อแพะ เราเจอน้อยมากค่ะ ที่นี่อาหารแต่ละจานเยอะมากก เรากินไม่หมด ห่อกลับแทบทุกครั้ง เพราะเยอะมาก ๆ จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือกับข้าว คนที่นี่จึงไม่ค่อยกินคาวและกินหวานตามเหมือนคนไทย เพราะแค่ของคาวก็อิ่มมากแล้วค่ะ ด้วยความที่ค่าครองที่นี่ถูกมาก อาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านในห้าง ร้านอาหาร หรือพวก street foods จึงมีราคาที่ไม่แพง และใกล้เคียงกันค่ะ เช่น ข้าวผัด ข้างทาง 11,000 รูเปียห์ (ประมาณ 25 บาท) ในร้านอาหารทั่วไป 20,000 - 25,000 รูเปียห์ (ประมาณ 45-55บาท) ในห้าง 30,000 - 35,000 รูเปียห์ (ประมาณ 70 - 80 บาท) ที่สำคัญ อาหารที่นี่อร่อยจริง ๆ ค่ะเพื่อน ๆ ผู้คนชาวอินโดนีเซีย คือ nice มากกก คนทุกยิ้มแย้ม พูดคุย ช่วยเหลือ และแนะนำทุกอย่างเป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเขารู้ว่าเรา come from Thailand เขาจะยิ่งตื่นเต้นกับเรามาก เพราะเขาเสพสื่อจากไทย ฟังเพลงไทย ดูซีรีส์ดูละครไทย ถ้าไปในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ๆ หรือเจอญาติผู้ใหญ่ชาวอินโดนีเซีย เขาจะขอถ่ายรูปกับเราเสมือนเราเป็นดาราท่านหนึ่งค่ะ famous มาก ไม่ได้โม้ สำหรับใครที่หลบหลีกสภาพอากาศที่ร้อน ร้อนมาก และร้อนมาก ๆ ที่ไทย อินโดนีเซียพร้อมเปิดแขนอ้ารับคุณค่ะ เพราะที่นี่อากาศเย็นสบายกำลังอยู่ อุณหภูมิอยู่ที่ 10 ปลาย ๆ - 20 ต้น ๆ แถมต้นไม้เยอะ ฝุ่นน้อย (แต่ก็ไม่ได้น๊อยยยขนาดนั้น) และสิ่งที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ ก็คือ culture shock ที่เราประสบพบเจอ สิ่งนั้นก็คือ คนที่นี่สูบบุหรี่ฉ่ำ ฉ่ำของแท้เลยค่ะ ไม่ว่าจะในมหาวิทยาลัย ในร้านอาหาร ในคอนเสิร์ต ป้ายรถเมล์ สูบทุกที่ ทุกเวลา แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผิด หรือต้องห้ามนะคะเพราะที่ต่าง ๆ เหล่านั้นสามารถสูบได้ และมีจุดให้สูบค่อนข้างเยอะค่ะ เราที่เป็นคนไทยที่ประสบพบเจอแต่ป้ายห้ามสูบบุหรี่เลยค่อนข้างตกกะใจกับสิ่งนี้รีวิวรีใจ ช่วงที่ 2 :ทริปภูเขาไฟ BROMO ที่ไม่อาจลืมเลือน..อย่างที่เราได้เอ่ยไปนะคะว่านี่เป็นการมาอินโดนีเซียครั้งเเรกของเรา ฉะนั้น ทริปภูเขาไฟ Bromo จึงเป็นครั้งแรกของเราเหมือนกัน อยากจะบอกว่าเราตื่นเต้นมากก เนื่องจากเพื่อนของเราเคยไปที่นั่นมาก่อน และเราที่เป็นสาย content ก็ได้ทำการค้นหาข้อมูลมาคร่าว ๆ Bromo ที่เห็นเราเห็นในจอเป็น Bromo ที่สวยมาก ๆ เราจึงตั้งตารอคอยที่จะได้เห็น Bromo ด้วยสายตาของเราเองแต่ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าในจอ.. เราป่วยค่ะ! และป่วยเพราะเดินทางไป Bromo เราก็พอรู้นะคะว่าการเดินทางไป Bromo นั้นค่อนข้างใช้ระยะเวลานานและต้องเดินทางโดยการนั่งรถขึ้นเขา แต่ใครจะไปรู้ละคะว่าหนทางนั้นลาดชันเเละคดเคี้ยวเลี้ยวลดยิ่งกว่าสิ่งใด ทำเอาจนเราต้องอ้วกออกมาค่ะ ที่พูดนี่ยังเดินทางอยู่นะคะ ยังไม่ถึง เมื่อถึงที่หมายแล้ว สิ่งแรกที่เราจะทำคือไปดูพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ ที่นั่นอากาศหนาวเย็นมากเลยค่ะ อุณหภูมิประมาณ 10 องศา เรามันก็ขี้หนาวซะด้วยสิ เจออุณหภูมิต่ำ ๆ แบบนี้ ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลย น็อคค่ะ กะจะไปพระอาทิตย์ขึ้น สรุป นั่งอยู่กับที่ค่ะ ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย เพราะเพิ่งอ้วกจากหนทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลดมา แถมยังมาเจออากาศที่หนาวมาก ๆ และลมหนาวที่คอยพัดอยู่เสมอ ๆ พระอาทิตย์ก็ไม่ได้ดูแถมยังไม่จอยด้วยค่ะ จนเพื่อน ๆ ของเราต้องแบ่งถุงมือ ผ้าพันคอ และเสื้อกันหนาว เพื่อมาเพิ่มเลเยอร์ป้องกันอากาศอันหนาวเหน็บให้เรา ถัดจากนั้นเราก็เดินทางไปยังปล่องภูเขาไฟ Bromo กันต่อค่ะ แต่การเดินทางไปสู่ปล่องภูเขาไฟนี้ต้องเดินเท้าขึ้นไป โดยใช้เวลา 2 ชม. ทุกคนคิดว่าผู้ป่วยใกล้ตายแบบเราจะทำยังไงคะ คำตอบ คือ ขอยอมแพ้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ เพราะด้วยลมหนาวและการเดินทาง เราจึงคิดว่าเราต้องไม่ไหวแน่ ๆ จึงขอพักที่รถเสียดีกว่าค่ะ แต่เรื่องมันยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ค่ะ เราท้องเสียยย! ต่อให้สู้ชีวิตแค่ไหน สุดท้ายชีวิตก็สู้กลับอยู่ดีค่ะ นี่จึงเป็นทริปภูเขาไฟ Bromo ที่เราไม่อาจลืมเลือน..Overall ประสบการณ์ในอินโดนีเซียของเราถือว่าดีมาก ๆ เลยค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดี ประทับใจ มูฟออนไม่ได้ จนต้องมาเขียนบอกเล่าความประทับใจนี้ให้ตัวเราเอง หรือใครคนใดผ่านมาเห็น ท้ายที่สุดนี้ ต้องขอยก credit ให้กับ 2 มหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัย Brawijaya ที่ริเริ่มโครงการดี ๆ แบบนี้ขึ้นมา และมอบทุนการศึกษาให้แก่พวกเราชาวไทย เราเองก็หวังว่าในอนาคตจะมีโครงการแบบนี้อีกต่อไป และก็หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการใดโครงการหนึ่งในอนาคตอีกครั้ง ขอบคุณค่ะ credit รูปภาพภาพปก : ภาพถ่ายโดยนักเขียน / ภาพประกอบที่ 1: ภาพถ่ายโดยนักเขียน / ภาพประกอบที่ 2: ภาพถ่ายโดยนักเขียน / ภาพประกอบที่ 3: ภาพถ่ายโดยนักเขียน / ภาพประกอบที่ 4: ภาพถ่ายโดยนักเขียน / ภาพประกอบที่ 5: ภาพถ่ายโดยนักเขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !