เตือน “เอลนีโญแรงสุดขั้ว” จ่อกระทบปากท้องคนไทย 8 เดือนข้างหน้า

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เตือนสถานการณ์เอลนีโญ โดยระบุว่า ได้ติดตามกราฟคาดการณ์ล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งแสดงแนวโน้มอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมเตือนให้เตรียมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วง 8 เดือนข้างหน้า
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า กราฟดังกล่าวรวบรวมแบบจำลองจากองค์กรวิจัยหลักทั่วโลก เพื่อคาดการณ์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเส้นประแสดงเกณฑ์เอลนีโญ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.5 องศาเซลเซียส
ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวมาหลายเดือนแล้ว และหากอุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส จะเข้าข่ายเอลนีโญกำลังแรงมาก (Very Strong) หรือที่เรียกกันว่า Super El Niño
เอลนีโญอาจร้อนทำลายสถิติเดิม
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า แบบจำลองส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงเกิน 3 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนตุลาคม และอาจเพิ่มขึ้นถึง 3.5-4 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนตามแนวโน้มในกราฟ โดย WMO ใช้คำว่า “Unprecedented” เพื่ออธิบายความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังระบุว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยรายสัปดาห์ พบว่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.81 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมในช่วงเอลนีโญรุนแรงปี 2558-2559 ซึ่งเคยสูงสุด 2.78 องศาเซลเซียสในเดือนพฤศจิกายน
หากเป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว อุณหภูมิน้ำทะเลอาจลดลงเล็กน้อยในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2570 แต่แบบจำลองส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงกว่า 2 องศาเซลเซียสในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะลดระดับลงเป็นเอลนีโญทั่วไปในเดือนมีนาคม และยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน
ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่า ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและเสี่ยงภัยแล้ง ขณะที่ฤดูฝนปี 2570 จะเป็นช่วงสำคัญที่ต้องติดตามว่า ฝนจะเริ่มตกตามปกติในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนหรือไม่ เพราะหากเอลนีโญรุนแรงและยืดเยื้อ อาจทำให้การเข้าสู่ฤดูฝนและสถานการณ์น้ำมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
เตือนเกษตรกรวางแผนใช้น้ำ ระวังแล้งยาวถึงปีหน้า
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า แม้ช่วงปลายฤดูฝนที่ผ่านมาจะมีฝนตกลงมาบ้าง ทำให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ใกล้เคียงปีปกติ แต่ยังต้องติดตามว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอหรือไม่ หากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งยืดเยื้อออกไป
โดยเฉพาะภาคใต้ที่เพิ่งเริ่มมีฝน ควรเตรียมแนวทางเก็บกักน้ำไว้ใช้ เพราะปีหน้าอาจเผชิญช่วงแล้งยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่เกษตรกรซึ่งต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงก่อนเพาะปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำมาก เช่น ข้าวนาปรัง
ทะเลร้อนเสี่ยงปะการังฟอกขาว กระทบชาวประมง
ผศ.ดร.ธรณ์ ยังเตือนถึงผลกระทบต่อทะเลไทย โดยประเมินว่าช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2570 อุณหภูมิน้ำทะเลอาจเริ่มสูงขึ้น ก่อนร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟอกขาวของปะการัง โดยคาดว่าช่วงกลางเดือนเมษายนจะเริ่มพบการฟอกขาว และอาจรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก่อนที่ฝนในเดือนมิถุนายนจะช่วยลดอุณหภูมิน้ำทะเลและลดความเข้มของแสงแดดได้บางส่วน
นอกจากนี้ น้ำทะเลที่ร้อนจัดอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของปลาและสัตว์ทะเล กระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องปรับตัวตามแหล่งสัตว์น้ำ ขณะที่ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องระวังความเสี่ยงจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น
ส่วนภาคเกษตรและปศุสัตว์อาจเผชิญผลกระทบจากอากาศร้อนและแห้งแล้ง ทั้งผลผลิตที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และความเครียดจากความร้อนของสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต
จับตาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และฝนตกหนักเฉพาะจุด
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2570 ซึ่งเป็นช่วงร้อนและแห้งแล้งที่สุด อาจต้องระวังไฟป่าและปัญหาฝุ่นควัน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมประเมินว่าสถานการณ์อาจรุนแรงกว่าปีก่อน แม้จะไม่สามารถระบุระดับความรุนแรงได้แน่นอน
สำหรับกรุงเทพฯ ปัญหาฝุ่น PM2.5 อาจเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงใกล้สิ้นปี และดำเนินต่อเนื่องตามสภาพอากาศในแต่ละช่วง
อีกประเด็นสำคัญคือ เอลนีโญที่รุนแรงอาจทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น แม้ภาพรวมจะร้อนและแห้งแล้ง แต่บางพื้นที่ก็อาจเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด หรือที่เรียกว่า “เรนบอมบ์” เมื่อมวลความชื้นเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ จึงต้องระวังทั้งการขาดแคลนน้ำและฝนตกหนักที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
แนะเตรียมรับมือ 3-8 เดือนข้างหน้า
ผศ.ดร.ธรณ์ ย้ำว่า การรับมือเอลนีโญที่อาจรุนแรงถึงระดับไม่เคยพบมาก่อน จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งการติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และการวางแผนระยะยาวในช่วง 3-6 เดือน ไปจนถึง 8 เดือนข้างหน้า
โดยเฉพาะการวางแผนค่าใช้จ่าย เนื่องจากครัวเรือนและผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ อาจเผชิญรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายรับอาจลดลงจากผลกระทบของสภาพอากาศ ทั้งภาคเกษตร ประมง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำและสภาพแวดล้อม
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า การเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เพราะเมื่อภัยแล้ง ความร้อนจัด หรือความเสียหายต่อผลผลิตเกิดขึ้นแล้ว การเยียวยาอาจไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด
ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ความรุนแรงของเอลนีโญยังต้องติดตามจากข้อมูลและแบบจำลองที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่ตอนนี้คือการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ ความร้อน ฝุ่นควัน และผลกระทบต่อรายได้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
