ขอบคุณภาพประกอบจาก https://pixabay.com/photos/iphone-template-mockup-mock-up-500291/ จากสถิติการใช้งานอินเทอร์เนตของประเทศไทยในปี 2018 พบว่า คนไทยใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตต่อวันมากที่สุดในโลกและใช้งานโซเชียลมีเดียโดยใช้งานผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากที่สุด โซเชียลมีเดียยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทยก็คือ เฟซบุ๊ก รองลงมาคือ ยูทูปและไลน์ตามลำดับ ซึ่ง 3 ลำดับนี้ถือเป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในปีนี้กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นเมืองที่คนเข้าใช้งาน เฟซบุ๊ก มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งถือเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วนับตั้งแต่ปี 2017 สถิติเหล่านี้แสดงถึงการติดโซเชียลมีเดียของคนไทยได้เป็นอย่างดี โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่คนไทยใช้เรียกกันจนติดปากนั้นถือเป็นดาบสองคม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความรอบคอบของผู้ใช้งาน ข้อดีนั้นเรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือข้อเสียที่เกิดจากพฤติกรรมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเกิดปัญหาสังคม ซึ่งมีไม่น้อย ซึ่งสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 1. เกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นมีข่าวการทำร้ายร่างกายที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณะชนไม่ว่าจะเป็นคลิปวีดีโอหรือภาพถ่ายโดยการแชร์ต่อๆกันในเฟซบุ๊ก และในหน้าข่าวนั้นมีความคิดเห็นชื่นชมหรือยกย่องบุคคลที่กระทำความผิด ทำให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ ทำตัวก้าวร้าว เพราะคิดว่าทำแล้วมีคนชม หรือมีคนวิจารณ์ผู้อื่นก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แค่ออกมาแถลงการณ์ขอโทษ สังคมก็ให้อภัยอย่างง่ายดาย เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยขึ้นศีลธรรมในใจคนก็ลดลง จนเริ่มเป็นความเคยชินและคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม จะพูดหรือกระทำผิดอย่างไรก็ได้ สุดท้ายสังคมก็ให้อภัยอยู่ดี ตัวอย่างพฤติกรรมการลอกเลียนแบบที่เป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็คือ ข่าวที่เด็กวัยรุ่นปล้นฆ่าคนขับแท็กซี่ และอ้างว่าเขาเลียนแบบเกมส์เกมส์หนึ่ง ซึ่งนี่ไม่ใช้เหตุการณ์แรกและเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ยังมีคดีฆาตกรรมอีกมากมาย ที่เกิดจากพฤติกรรมการลอกเลียนแบบจากเกมส์ และอื่น ๆ 2. พฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Cyberbulling (ไซเบอร์บูลลิ่ง) ซึ่งถือเป็นภัยอย่างหนึ่งที่แฝงตัวมากับสังคมออนไลน์ อาจจะกระทำได้โดยวิจารณ์ ด่าทอ ล้อเลียนปมด้อยต่างๆนานาโดยไม่คำนึงถึงจิตใจผู้อื่น ไม่คำนึงถึงจริยธรรมความถูกต้อง หากได้ทำแบบนี้บ่อยๆไม่มีคนตักเตือนพวกเขาอาจจะคิดว่าเรื่องการกลั่นแกล้งแบบนี้เป็นเป็นเรื่องปกติ ไม่ผิดอะไร และเลือกที่จะแสดงความเห็นอย่างอิสระและแสดงออกทางความคิดแบบสุดโต่ง ไร้เหตุผล เพียงเพื่อความสะใจของตนเท่านั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันรุนแรง นำไปสู่ความกลัว ทำให้คนถูกกลั่นแกล้งคิดมากและฆ่าตัวตายได้ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.freepik.com/free-photo/close-up-sad-crying-girl-comforted-by-her-female-psychologist_3730613.htm 3. พฤติกรรมชอบสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาเพื่อโพสต์ข้อความหรือคอมเม้นต์ เรียกยอดไลก์จากคนแปลกหน้า เช่นการเอารูปคนอื่นที่หน้าตาดีมาแทนว่าเป็นตัวเอง เพียงแค่ต้องการให้คนสนใจ เข้ามาคุยหรือขอเป็นเพื่อน หรือเพื่อหลอกลวงหรือหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ หากว่าตนกระทำความผิดจะได้ไม่มีคนจับได้ และบางคนอาจจะถึงขั้นสร้างโปรไฟล์เกินจริง หลอกลวงให้คนเชื่อถือเพื่อหวังประโยชน์บางอย่าง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการแอบอ้าง ไม่ต่างอะไรจากการเป็นมิจฉาชีพ ซึ่งอาจก่อความเสียหายให้ผู้อื่นได้ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.freepik.com โดย Dragana_Gordic 4. พฤติกรรมการชอบแชร์ข่าวสารหรือข้อมูลต่างๆโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าจริงไม่จริง ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือเกิดการเข้าใจผิดจนนำมาสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความได้ 5. พฤติกรรมการโพสต์รูปภาพที่หรือข้อความที่ไม่เหมาะสมเพื่อเรียกยอดไลก์โดยไม่คำถึงผลลัพธ์ เช่นการโพสต์รูปโป๊ของตนเองหรือของผู้อื่น หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำรูปภาพไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อน เสียหาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการโพสต์ข้อความหยาบคายหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 6. พฤติกรรมการโพสต์บอกข้อมูลส่วนตัวลงพื้นที่สาธารณะ เช่นการเช็คอิน ลงบนเฟซบุ๊ก ระบุสถานที่ วัน เวลา ว่าขณะนี้ผู้เช็คอินปรากฏตัวอยู่ ณ ที่ใด อาจจะกลายเป็นเป้าหมายให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทราบความเคลื่อนไหว ภัยอาจจะมาถึงตัวได้ 7. พฤติกรรมที่เอาแต่หมกมุ่นและใช้เวลากับโลกออนไลน์มากจนเกินไปจนไม่ยอมทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่นการติดเกมส์ออนไลน์ ทำให้นอนดึก ตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทัน บางคนโลกส่วนตัวสูง เอาแต่เพ้อฝันและอยู่แต่ในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่สนใจโลกภายนอก แบ่งเวลาไม่เป็น ไม่เอาเวลาไปใช้ทำกิจกรรมอย่างอื่นให้เกิดประโยชน์เลย ทำให้โอกาสที่จะสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นน้อยลง ซึ่งมันอาจจะกลายเป็นปัญหาในการปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมปกติได้ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.freepik.com/free-photo/woman-using-mobile-phone-social-media-concept_2593432.htm# 8. มีพฤติกรรมการใช้ภาษาไทยที่ผิดๆ จนเกิดเป็นภาษาวิบัติ เช่น การใช้ คะ ค่ะ หรือการตั้งใจใช้ให้ผิดแผกไปจากเดิม เช่น ค่ะ เป็น คร้า ครับ เป็น ครัช จ้า เป็น จร้า เป็นต้น และเนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นและความถูกต้องในการใช้ภาษา ทำให้วัยรุ่นไทยไม่เว้นแม้แต่วัยผู้ใหญ่เลือกตัดใช้คำที่สั้นลงเพื่อการสื่อสารที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จนกลายเป็นภาษาวิบัติ ส่งผลถึงการใช้ภาษาในชีวิตปกติ แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะสุ่มเสี่ยงแบบนี้ ยังเป็นเรื่องจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะถือเป็นเรื่องที่ยากที่จะสามารถควบคุมการใช้งานอินเทอร์เนตของผู้เข้าใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือคนในทุก ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาครัฐ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ควรคอยให้ความรู้ความเข้าใจถึงการเข้าใช้งานอินเทอร์เนตอย่างถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้เท่าทันถึงภัยคุกคามจากโลกออนไลน์โดยเฉพาะผู้ใช้งานที่เป็นเด็กและวัยรุ่น ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และโทษของมันเพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้งานอย่างมีสติรอบคอบและระมัดระวังที่สุด อาจสามารถป้องกันปัญหาสังคมอาจเกิดขึ้นในภายหลังได้ไม่มากก็น้อย