นี่คือหนังสือที่มีคำแนะนำเชิงจิตวิทยา โดยนักจิตวิทยาตัวจริง ผลงานของ Julie Smith ที่จะเป็นผู้นำทางในยามที่ชีวิตต้องการมองหาทางออก ซึ่งก็เป็นทั้งคำปลอบโยนและเตือนสติอย่างมีเหตุผล เราจะเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ชัดกว่าที่เคย แปลโดย อิสรีย์ แจ่มขำ เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ส่วน 1.เมื่อการอยู่กับคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย 2.เมื่อการอยู่กับตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย 3.เมื่อการอยู่กับความรู้สึกของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.เรื่องบางเรื่องก็มีเพียงความทุกข์ที่สอนเราได้ ปล่อยให้มันเป็นบทเรียน จงพร้อมเผชิญกับสิ่งที่เราไม่อยากเจอ ไม่ใช่เพื่อเกลียดชังตัวเอง แต่เพื่อใช้มันเป็นแหล่งเรียนรู้ 2.อแลง เดอ โบตตง นักเขียนและนักพูดเคยกล่าวว่า “ไม่มีความสำเร็จไหนที่ยากจะทานทนยิ่งไปกว่าความสําเร็จของเพื่อนสนิท” และเผลอแป๊บเดียวคุณก็เปลี่ยนจากคนที่ยินดีเวลาเห็นเพื่อนประสบความ สําเร็จ ไปเป็นคนที่ทรมานใจเวลาอยู่ใกล้พวกเขาแทน จากนั้นไม่ว่าคุณ จะใช้วิธีหนีหน้า กีดกัน หรือปลีกตัวออกมา ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นหายนะ สําหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่ดี นี่คือปลายทางอันมืดมนที่การเปรียบเทียบแบบไม่สร้างสรรค์และไม่ระมัดระวังสามารถนําพาคุณไปได้ 3.จำไว้เสมอว่าเราไม่สามารถบังคับให้ใครเป็นเพื่อนที่ดีขึ้นได้ คุณทำได้เพียงเลือกว่าจะให้ใครอยู่ในชีวิต แต่เมื่อคนที่ทำตัวไม่ดีกับคุณคือเพื่อนที่คบกันมานาน คุณอาจคิดในใจว่าถ้าฉันพยายามมากกว่านี้ เป็นแบบนี้ให้มากขึ้นอีกนิด เป็นแบบนั้นให้น้อยลงอีกหน่อย พวกเขาอาจจะชอบฉันแล้วเราก็อาจจะเข้ากันได้ก็ได้ นั่นก็อาจจะจริง แต่คุณอยากฝืนตัวเองอย่างนั้นหรือ เข้ากับคนอื่นได้ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา คุณจะเป็นส่วนหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับในแบบที่คุณเป็น 4.เราสามารถจับสังเกตพฤติกรรมร้ายเงียบได้จากตอนที่อีกฝ่ายแสดงอารมณ์เชิงลบในรูปของการเป็นปฏิปักษ์อ้อมๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วน พูดจาเสียดสีประชดประชัน แสดงความชื่นชมแต่กลับแฝงไปด้วยคำดูถูก จงใจไม่ช่วยเหลือทั้งที่สัญญาไว้แล้ว ไม่พูดไม่จา เย็นชา และไม่ไยดี กีดกันคุณออกจากวงสังคมแบบเนียนๆ นินทาหรือยุแยงให้คนอื่นเกิดความสงสัยในตัวคุณ ตกลงว่าจะทําบางสิ่ง แต่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีเวลา ไม่เต็มใจ หรือลำบากที่จะทํา แสดงความเห็นด้วยท่าทีเป็นมิตร แต่กลับทําให้ความเชื่อมั่นในตัวเองของคุณสั่นคลอน ส่งผลให้คุณเกิดคำถามว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรกับคุณกันแน่ หากการสื่อสารมีลักษณะเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอิจฉาริษยาหรือมีความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์อื่นๆ ต่อคุณอยู่ลึกๆ 5.คนเราย่อมโศกเศร้าเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง คุณ อาจนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และพบว่าการใช้ ชีวิตประจําวันเป็นเรื่องยาก จงเข้าใจว่ามันเป็นการตอบสนองโดยธรรมชาติและให้เวลาตัวเอง หันไปจดจ่อและทุ่มเทพลังงานให้กับแง่มุมอื่นๆ ในชีวิตที่สําคัญสําหรับคุณ มันจะเยียวยาและช่วยให้คุณก้าวต่อไปได้ 6.การโทษว่าตัวเองไม่ดีพอนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยากทําลายวงจรเดิมๆ และพัฒนาความสัมพันธ์ ในอนาคตให้ดีขึ้น คุณต้องทบทวนสิ่งที่ทําพลาดไปด้วยความเห็นอกเห็นใจตัวเอง 7.การเทิดทูนอีกฝ่ายหรือตราหน้าว่าเขาเป็นตัวร้ายและ คุณเป็นเหยื่อ คือสัญญาณว่าคุณกําลังย้อนนึกถึง เหตุการณ์เก่าๆ อย่างลําเอียงและไม่ถูกต้อง มันจะไม่ช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้า มีแต่จะนํามาซึ่งความโกรธและความขมขื่น หรืออาจพาคุณกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ 8.เวลาทะเลาะกับคนที่คุณรัก คนเดียวที่คุณคิดว่าสมควรได้รับชัยชนะก็คือตัวเอง แต่อีกฝ่ายจำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดถูกแค่ไหน พวกเขาจำได้แค่ว่าคุณทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวด ไม่ถูกรับฟัง และไม่เป็นที่รักมากเพียงใด 9.การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่น่าลำบากใจ หรือโอนอ่อนตามอีกฝ่ายเพื่อรักษาความสงบเอาไว้ ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความขัดแย้ง แต่ถ้าคุณทำเช่นนั้น เพื่อแก้ไขปัญหามากกว่าเอาชนะคะคาน สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป 10.มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคำว่า “ไม่ดีพอ” กับ “ยังไม่พร้อมการเตรียมตัวหรือฝึกฝนไม่มากพอ ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่มีวันทำสิ่งที่ตั้งใจได้เลยแล้วจริงๆ คุณจะสรุปแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อทำอย่างสุดความสามารถ ดังนั้นระวังคำพูดของตัวเองให้ดี คุณไม่ควรพูดว่า “ไม่มีทาง”บ่อยนัก อันที่จริงคุณต้องระมัดระวังกับคำทุกคำที่เลือกใช้ การเลือกใช้คำที่เหมาะสมช่วยให้คุณมองสถานการณ์ตรงหน้าในมุมใหม่และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ ลองสังเกตภาษาที่คุณใช้ ดูว่ามันส่งผลต่อการประเมินความท้าทายและการตอบสนองทางอารมณ์ของคุณอย่างไร ถ้าคุณอยากลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ อยากก้าวผ่านความกลัวและความไม่แน่นอน แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญไม่ใช่แค่คำพูดเชิงบวก แต่ต้องเป็นคำพูดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย ถึงจะก้าวไปในทิศทางที่ตั้งใจเอาไว้ได้ 11.อย่าปกปิดความรู้สึกเกลียดตัวเองด้วยการพยายามทํา ทุกสิ่งให้สมบูรณ์แบบ คุณไม่สามารถทําเช่นนั้นได้ไปตลอด แน่นอนว่าการทําสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อคนอื่นนั้นเป็นเรื่องดี แต่มันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้คุณยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบและความสัมพันธ์กับคนอื่นที่มีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่เข้าใจกัน 12.ถ้าการที่คุณจะเคารพตัวเองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางอย่าง การยึดติดกับความสมบูรณ์แบบก็เป็นเพียงแค่การปกปิดความรู้สึกเกลียดตัวเอง จริงอยู่ที่การตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงและทําสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อคนอื่นนั้นเป็นเรื่องดี แต่คุณต้องปฏิบัติต่อตัวเองเหมือนเวลาปฏิบัติต่อคนที่คุณเห็นคุณค่า ไม่ว่าจะในวันที่พวกเขาประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม 13.การใช้อารมณ์เป็นเหตุผล (“ก็ฉันรู้สึกแบบนี้ แสดงว่า มันต้องเป็นเรื่องจริง”) คืออคติที่พบได้บ่อยและเป็นศัตรูตัวฉกาจของคุณในระหว่างการเปลี่ยนแปลง อย่าปล่อยมันไปโดยไม่ตั้งคําถาม 14.เมื่อเอาแต่คิดถึงความเป็นไปได้ที่จะทําพลาดและสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นตามมา คุณจะไม่ได้พยายามทํางานตรงหน้าอย่างเต็มที่ แต่ถ้า ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับการลงมือทํา คุณก็จะไม่มีเวลามานั่งคิด ฟุ้งซ่านถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ว่าคุณไม่ควรสนใจผลลัพธ์ แต่ควรสนใจตอนที่มันเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น จงทุ่มเทความพยายามและ ความสนใจไปยังกระบวนการ เลิกคิดว่าคุณจะรู้สึกยังไงถ้าทำสำเร็จหรือ ล้มเหลว แล้วหันมาจดจ่อว่าคุณจะรู้สึกยังไงในขณะลงมือทำอย่างเต็มที่ที่สุด ทำความคุ้นเคยและโอบรับความรู้สึกนั้นไว้บนเส้นทางสู่เป้าหมาย ซึ่งก็คือการรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่ใช่หวาดกลัวจนพลาดโอกาสเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด รวมถึงการรู้สึกดีกับตัวตนของตัวเอง ความพยายาม ที่ได้ทุ่มเทลงไป และเหตุผลที่เลือกลงมือทำ มันคือการตระหนักว่า...ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คุณก็จะยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อก้าวไปสู่ความท้าทายครั้งต่อๆไป เพราะนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ใหญ่กว่า แค่หนึ่งในสารพัดโอกาสที่คุณจะทำให้ดีที่สุดและเรียนรู้ให้มากขึ้น เส้นทางนี้คือเส้นทางเดียวที่จะนําไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม 15.การปรับกรอบคิดไม่ใช่การโกหกตัวเองหรือโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อในสิ่งที่ไม่ได้เชื่อ มันคือการเลือกมองสถานการณ์จากมุมมองที่เป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด 16.อย่าเลือกแค่ว่าจะมองความท้าทายตรงหน้าอย่างไร แต่ควรพิจารณาด้วยว่าคุณมองตัวเองอย่างไรขณะเผชิญกับความท้าทายนั้น เพราะนั่นจะส่งผลต่อวิธีที่คุณลงมือทำ ลองสังเกตดูว่าคุณตื่นเต้นที่จะเผชิญกับความท้าทาย หรือเอาแต่จดจ่อกับความล้มเหลวจนไม่ได้ลงมือทำ ทั้งสองทางนี้จะนําไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะเห็นได้ว่าเนื้อหาภายในเล่มจะแนะแนวการปลอบประโลมและวิธีปฏิบัติกับตนเองและผู้อื่นในยามที่เรากำลังโกรธหรือสับสน ซึ่งเป็นธรรมดาที่เราจะหลงทางในยามที่โลกใจร้ายกับเรา และนี่ก็เป็นบางส่วนของเนื้อหาเท่านั้น ภายในเล่มยังมีอะไรอีกมากที่น่าจะสะกิดใจผู้อ่านทุกคน ใครที่ชื่นชอบผลงานของ Dr.Julie จากหนังสือ Why nobody told this before ก็สามารถเริ่มกับเล่มนี้ได้เลยครับ เครดิตภาพ ภาพปก โดย AI ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ แมวเป็นที่พึ่งแห่งคน รีวิวหนังสือ ไต่ระดับลับสมอง ด้วยคำถามเชิงตรรกะ รีวิวหนังสือ มรดกไอน์สไตน์ โดย ทันตแพทย์สม สุจีรา เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !