รีเซต

เฝ้าระวังน้ำเหนือ! เตือนภาคกลางพื้นที่เสี่ยง ดร.เสรีชี้ กทม.ไม่ซ้ำรอยปี 54

เฝ้าระวังน้ำเหนือ! เตือนภาคกลางพื้นที่เสี่ยง ดร.เสรีชี้ กทม.ไม่ซ้ำรอยปี 54
TNN ช่อง16
3 ตุลาคม 2569 ( 12:30 )
15

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แถลงข่าวในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่จะมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม?" โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาสังคมเกิดความสับสนในการรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้ไม่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้ทัน ประเทศไทยออกแบบระบบการเตือนภัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

 

  1. T-Alert เป็นการสร้างข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางที่มีเครื่องมือรับข้อมูลสาธารณภัยซึ่งในพื้นที่ไม่มี ได้แก่
    • แผ่นดินไหว
    • สึนามิ
    • วาตภัย
    • ภัยหนาว

 

  1. L-Alert เป็นการแจ้งเตือนที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการพิจารณาการแจ้งเตือนภัย ควบคู่ไปกับเครื่องมือจากส่วนกลาง เช่น
    • อุทกภัย
    • ดินโคลนถล่ม
    • ภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

โดย L-Alert นั้น มีหัวใจสำคัญของระบบเตือนภัยคือ “ท้องถิ่น” หน่วยงานส่วนกลาง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและ GISTDA ส่งข้อมูลภาพกว้างให้กับท้องถิ่น จากนั้นท้องถิ่นต้องนำข้อมูลที่ได้ไปประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองเพื่อแจ้งเตือนภัยในพื้นทีได้ และกำหนดจุดอพยพที่ปลอดภัยชัดเจน เนื่องจากส่วนกลางมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรู้รายละเอียดของพื้นที่ได้แม่นยำเท่ากับท้องถิ่น 

 

กรณีสถานการณ์น้ำเหนือในปัจจุบันจะเหมือนปี 2554 หรือไม่ ดร.เสรี ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมปี 69 จะไม่รุนแรงเท่าปี 54 เนื่องจากปริมาณฝนทั้งในภาคเหนือและภาคกลางในปี 69 ยังต่ำกว่าปี 54 มาก เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งในภาคเหนือยังสามารถรองรับน้ำได้ รวมถึงปริมาณน้ำหลากสะสมที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในปี 69 ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับปี 54 


เมื่อใช้โมเดลวิเคราะห์ฉากทัศน์กรณีเลวร้ายที่สุดในการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือมวลน้ำเหนือพบว่า ลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ จำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงเพื่อรับมือกับน้ำหลาก เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ขณะที่กรุงเทพมหานครแทบไม่มีความเสี่ยง ยกเว้นกรณีเกิดสถานการณ์รุนแรงจากฝนตกหนัก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กรุงเทพมหานครเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมได้

 

นอกจากนี้ ดร.เสรี ยังเสนอแนวปฏิบัติ 3 Helps เพื่อรับมือกับวิกฤตจากภัยธรรมชาติ ได้แก่

  1. Self Help

ช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว รู้ทันความเสี่ยง เตรียมความพร้อมในการรับมือ ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

  1. Community Help

ช่วยเหลือชุมชน รวมพลังกันในชุมชน แบ่งปันทรัพยากร ดูแลผู้เปราะบางกว่า

  1. Nationality Help

ช่วยเหลือจากภาครัฐ จัดการอย่างเป็นระบบ สนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูในระยะยาว

 

แนวปฏิบัตินี้จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดได้ในยุคที่ภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง