บางครั้งการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน หรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น มันก็อาจมีบางเหตุการณ์เนอะที่ทำให้เรารู้สึกหัวร้อน หรือพร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมาทำร้ายตัวเองได้ตลอดเวลา อย่างเช่นเวลาที่เราทะเลาะกับใครสักคน, ไปทำงานสาย, ถูกเจ้านายด่า หรือแม้กระทั่งเวลาที่พ่อแม่หรือใครบางคนสอนเราแต่เรากลับรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งแน่นอนว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่สามารถทำอะไรคนที่มีนิสัย "ใจเย็น" และ "เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง" ได้เลย ในบทความนี้เราเลยอยากมาแชร์ 5 สิ่งที่เราฝึกฝนทุกวัน จนกระทั่งสามารถเข้าใจ และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้นมากๆ ไม่ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากแค่ไหนก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือ 5 สิ่งที่เราฝึกฝนทุกวันนี้ ทำให้คนรอบข้างมักจะถามว่า 'ทำไมใจเย็นจัง?' หรือ 'ทำยังไงให้ใจเย็นได้แบบนี้บ้าง?' และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ตามมาดูกันค่ะว่า 5 สิ่งนี้จะมีอะไรบ้าง �� หมายเหตุ: ถ้าคุณอยากเปิดฟังเป็น Podcast สบายๆ ก็สามารถคลิกที่นี่ ได้เช่นเดียวกันค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้ความสนใจในเนื้อหาของเรา 1. นั่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการรับรู้ สิ่งแรกเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีผลกับเรามากที่สุด นั่นคือ การนั่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการรับรู้ ซึ่งการรับรู้ในที่นี้ของเราคือ การรับรู้ถึงการปลี่ยนแปลงทั้งภายในร่างกายและจิตใจ รับรู้ว่าตอนนี้ภายในจิตใจของเรากำลังมีความคิดอะไรแล่นเข้ามาในหัวบ้าง หรือรับรู้ว่าตอนนี้ภายในร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เรากำลังหายใจเข้าหรือออก ซึ่งการนั่งสมาธิเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ให้ประโยชน์อย่างมากต่อทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยที่อาจจะฟังดูยากสำหรับบางคนเนาะ เพราะอย่างเราในช่วงแรกก็รู้สึกว่ามันยากเหมือนกันค่ะ แต่จริงๆ แล้วคุณรู้ไหมว่า เรากำลังเข้าใจผิดกันมาตลอด... ถ้าเราทุกคนลองคิดย้อนกลับไปในวัยเด็ก ในตอนที่เรายังเดินเองไม่ได้ แน่นอนว่าตอนนั้นตัวเราในวัยเด็กคงจะคิดและรู้สึกว่า 'การเดินมันยาก' 'เราเดินเองไม่ได้หรอก' ทำให้หลายครั้งเราในวัยเด็กเลยเลือกที่จะคลานแทนเนาะ แต่ถ้าเราลองคิดกลับกันล่ะ ทำไมตัวเราในตอนนี้ที่ไม่ได้บาดเจ็บหรือมีโรคประจำตัว สามารถลุกขึ้นเดินเองได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ เลย หรือทำไมเราในตอนนี้แทบจะไม่ได้รู้สึกเลยว่าการเดินมันยาก ทั้งที่เราในวัยเด็กเคยคิดว่าการเดินมันยากเย็นเหลือเกิน จากสิ่งที่เราเปรียบเทียบข้างต้นนี้ก็เพื่อที่จะสื่อให้คุณเห็นถึงพลังของความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากทำให้สำเร็จ แท้จริงแล้วมันยาก เพราะเราคิดเอาเองว่ามันยาก (เช่นเดียวกับการเดินของเราในวัยเด็ก) กลไกของสมองเป็นตัวการที่คอยสั่งให้เราเชื่อว่า 'การจะสำเร็จมันยาก' 'เราทำไม่ได้หรอก' ซึ่งวิจัยก็บอกอย่างนั้นจริงๆ ว่า "การคิดและรู้สึกซ้ำๆ จะทำให้เราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ และมันจะเป็นไปตามนั้นจริงๆ" เช่นเดียวกับกฎแห่งแรงดึงดูด เพราะฉะนั้นจากนี้ไปไม่ว่าคุณจะลงมือทำอะไรก็ตาม ลองคิดและรู้สึกว่ามันง่ายดูนะคะ ลองฝึกฝนแบบนี้ซ้ำๆ จนมันกลายเป็นความเชื่อ ถึงจุดนั้นคุณจะรู้สึกได้เองว่าสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดมันไม่ได้เป็นจริงอย่างนั้นเลย ทุกอย่างจะลงตัวและดูง่ายสำหรับคุณมากๆ ในแบบที่บางเรื่องคุณอาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้นเพื่อที่จะทำมันให้สำเร็จเลยก็ได้ แต่สุดท้ายนี้อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เราพูด จนกว่าจะได้ไปลองด้วยตัวเองนะคะ 2. เขียนคำขอบคุณ / นึกภาพถึงสิ่งที่รู้สึกอยากขอบคุณ สิ่งที่เราทำทุกวันทั้งตอนเช้าและก่อนเข้านอน นั่นก็คือ การเขียนคำขอบคุณ หรือนึกภาพถึงสิ่งที่รู้สึกอยากขอบคุณ ซึ่งในข้อนี้เรามีคำแนะนำที่สำคัญมากๆ หนึ่งอย่าง นั่นก็คือ เวลาที่คุณกำลังเขียนหรือนึกภาพถึงสิ่งที่รู้สึกอยากขอบคุณ ขอให้คุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ จากนั้นให้ลองสังเกตตัวเองดูค่ะว่า ตอนนั้นคุณรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม? รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นหรือเปล่า? หรืออยู่ๆ คุณก็ยิ้มออกมาเองโดยที่ไม่รู้ตัวบ้างไหม? ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นก็แปลว่าคุณมาถูกทางแล้วค่ะ สัญญาณแบบนี้อาจบ่งบอกแล้วว่าคุณกำลังรู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆ อย่างที่คุณเขียนหรือนึกภาพจริงๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวหลังจากที่เราทำแบบนี้ติดต่อกันมาสักระยะ มันทำให้เรามีสติมากขึ้น รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น และมีช่วงเวลาทั้งก่อนและหลังตื่นนอนที่ดีมากๆ ซึ่งเราขอยกตัวอย่างเป็นการตื่นนอนในทุกๆ เช้า ตั้งแต่เราลืมตาตื่นขึ้นมา เราสามารถรู้สึกถึงสิ่งที่อยากขอบคุณได้โดยไม่ต้องเขียน หรือนึกจินตนาการเป็นภาพเลย มันคล้ายกับว่าเรารู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆ ได้เองเป็นอัตโนมัติไปแล้วตั้งแต่ตอนลืมตา ซึ่งเราเชื่อว่าคุณที่กำลังอ่านเพื่อนำไปใช้จริงอยู่ ก็จะได้มีช่วงเวลาที่ดีแบบนี้เหมือนกัน 3. ออกกำลังกายทั่วไป / ฝึกทำโยคะ อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่จะช่วยลดอารมณ์ความเครียด และทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดีมากๆ ถ้าเราทำด้วยความสนุก เราขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าเราทำด้วยความสนุกจริงๆ เพราะในทางกลับกัน ถ้าเราบังคับให้ตัวเองไปออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามแต่ด้วยความไม่เต็มใจ มันจะทำให้เกิดแรงต้าน และสุดท้ายกลายเป็นว่าเรารู้สึกเครียดกว่าเดิม ซึ่งก็ไม่แปลกเลยเลยค่ะ เพราะสมัยก่อนเราก็เคยเป็นแบบนั้น แต่ปัจจุบัน ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ 'ถ้าทำแล้วไม่สนุก เราขอไม่ทำดีกว่า' และในช่วงหลังๆ มาเราสนใจการนั่งสมาธิมากๆ เลยได้มีโอกาสลองฝึกทำโยคะด้วย ซึ่งโยคะก็เป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นฝึกสมาธิ และช่วยคลายความเครียดให้กับเราได้ดีมากๆ วิธีที่เราฝึกก็คือ การทำท่าตามคลิปใน YouTube เลยค่ะ ระหว่างนั้นเราก็ฝึกให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายเนอะ และส่วนตัวเราก็จะทำสลับๆ ไปค่ะ บางวันก็โยคะ บางวันก็ออกกำลังกายทั่วไป อย่างเช่น การเวทเทรนนิ่ง หรือการเต้นคาดิโอ 4. มองสิ่งรอบๆ ตัวด้วยความรัก เวลาที่คุณรู้สึกว่าอารมณ์ในตอนนั้นมันสวิง หรือรู้สึกไม่ค่อยดีกับเหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้น เราอยากให้คุณลองหันออกไปมองสิ่งรอบๆ ข้าง ด้วยความรัก หรือลองชื่นชมสิ่งเหล่านั้นอย่างที่มันเป็นดู ที่บางครั้งมันอาจจะเป็นดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างทาง รถที่ขับผ่านไปมา นกบนท้องฟ้า เพื่อนเรา คนในครอบครัวเรา หรือแม้กระทั่งคนที่เดินผ่านเราไปก็ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อว่าภายในจิตใจเราทุกคนมีความอ่อนโยน และความรักอยู่ในนั้นมาก เพียงแต่อารมณ์ในตอนนั้นอาจบดบังเราจนทำให้เรามองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นได้ไม่ชัด ว่าแท้จริงแล้วสิ่งดีงามเหล่านั้นมันอยู่ภายในตัวเราทุกคนนี่เอง ลองแสดงความรักผ่านสายตาดูค่ะ ที่เราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แล้วคุณจะรู้ได้เองว่าอารมณ์ลบๆ ที่พยายามจะกดมันเอาไว้ หรือไม่อยากแสดงออกมา มันได้ค่อยๆ สลายและจางหายไปแล้วจริงๆ 5. ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “ตอนนี้เรากำลังรับรู้ความรู้สึกอย่างไร?” คุณเคยได้ยินไหมคะว่า... “เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าเราโกรธ ความโกรธจะหายไป” ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่ายแต่เป็นจริงตามนั้นเลยค่ะ การที่เราหันมาถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “ตอนนี้เรากำลังรับรู้ความรู้สึกอย่างไร?” คำถามนี้จะช่วยให้เรากระจ่างชัดในใจว่า "ตอนนี้เรากำลังรู้สึกดีอยู่หรือเปล่า?" และถ้าในตอนนั้นคำตอบของคุณคือไม่ ก็ขอให้คุณรับรู้ และมองความรู้สึกนั้นเป็นเหมือนผีเสื้อที่กำลังบินผ่านตัวคุณไป แล้วความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นก็จะหายไป ถ้าคุณเชื่อว่ามันกำลังค่อยๆ หายไปจริงๆ ในอีกกรณีหนึ่ง ถ้าหากว่าความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นยังคงอยู่ หรือเกิดซ้ำขึ้นมาใหม่ วิธีการที่ดีที่สุดของเราก็คือ 'การโอบกอดผีเสื้อตัวนั้นเอาไว้' หรือก็คือ 'การโอบกอดความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นเอาไว้' และบอกมันในใจว่า “ไม่เป็นไรนะ กอดนี้จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม” ซึ่งเมื่อคุณรู้สึกและเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นก็จะหายไปจริงๆ เช่นกัน จนถึงตอนนี้เราก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทั้ง 5 สิ่งนี้ ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปมากจริงๆ มันกลายเป็นกิจวัตร และบางอย่างก็กลายเป็นสิ่งที่เราทำอยู่แทบจะตลอดเวลา อย่างเช่นการถามตัวเองว่า 'ตอนนี้เรากำลังรับรู้ความรู้สึกอย่างไร?' หรือ 'การมองสิ่งรอบๆ ตัวออกไปด้วยความรัก' ทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามาก็ตาม สุดท้ายนี้ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะที่ตอนนี้คุณได้รู้ความลับในเรื่องนี้ของเราไปแบบหมดเปลือกแล้ว ถ้าหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถคอมเมนต์ไว้ได้ที่ใต้บทความนี้เลยนะคะ เราหวังว่าบทความนี้จะให้ประโยชน์และสิ่งดีๆ แก่คุณได้ และถ้าหากคุณชอบหรืออยากอ่านบทความแนวนี้อีกก็อย่าลืมกดติดตามกันไว้นะคะ♡ เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดเคล็ดลับดีๆ ทั้งด้านสุขภาพ ความงาม และการพัฒนาตัวเองแบบทันสมัยก่อนใคร แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณผู้อ่านที่น่ารัก 🥰 Referencesภาพปก: จาก kadewhips (ผู้เขียน)ภาพประกอบ:ภาพที่ 1 จาก Canva โดย mediaphotosภาพที่ 2 จาก Canva โดย Valeriia Sviridovaภาพที่ 3 จาก Canva โดย Peera_Sathawirawongภาพที่ 4 จาก Canva โดย Leung Cho Pan ภาพที่ 5 จาก Canva โดย max-kegfireออกแบบภาพทั้งหมด จาก Canva โดย kadewhips (ผู้เขียน)เนื้อหาทั้งหมด โดย kadewhips (ผู้เขียน) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !