9 ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่มาพร้อมลมแรง & อากาศหนาวเย็น เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล รู้ไหมคะว่า ลมแรงและอากาศหนาวเย็นไม่เพียงเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัว แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน อากาศที่แห้งลง ฝุ่นที่ฟุ้งง่าย ควันและกลิ่นที่ลอยไกลขึ้น รวมถึงความชื้นและอุณหภูมิที่แปรปรวน ล้วนส่งผลต่อสุขอนามัยของเราได้โดยตรง แม้หลายอย่างจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ร่างกายเรารับรู้ได้ทันที ผ่านอาการไอ ระคายคอ อ่อนเพลีย หรือภูมิแพ้ที่เริ่มกำเริบ ซึ่งสภาพอากาศแบบนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องฤดูกาล แต่มีสัญญาณเตือนด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เราไม่ควรมองข้าม และถ้าเรามองเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น คุณผู้อ่านจะเห็นว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย สามารถดึงปัญหาหลายด้านเข้ามาพร้อมกันได้ ทั้งอากาศ น้ำ ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัยในบ้าน เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว สิ่งที่เคยปลอดภัยอาจเริ่มมีความเสี่ยง หากยังใช้วิถีชีวิตแบบเดิมค่ะ ดังนั้นในบทความนี้คือจุดที่จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจภาพใหญ่และปรับตัวเชิงสิ่งแวดล้อม ที่มีส่วนช่วยให้เรารับมือได้อย่างมีสติ และยังรู้ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันในช่วงหนาวนี้ค่ะ 1. คุณภาพอากาศภายในอาคารเสื่อมลง เมื่ออากาศหนาวเย็นและมีลมแรง เรามักปิดประตูหน้าต่างแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อรักษาความอบอุ่นและกันฝุ่นจากภายนอก แต่พฤติกรรมนี้ทำให้การถ่ายเทอากาศลดลงอย่างมาก อากาศภายในอาคารจึงเริ่มสะสมฝุ่นละอองขนาดเล็ก จุลินทรีย์ รวมถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจในชีวิตประจำวัน เมื่ออากาศใหม่ไม่สามารถเข้ามาแทนที่อากาศเก่า คุณภาพอากาศภายในจึงเสื่อมลงอย่างช้าๆ หลายคนจะเริ่มรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แสบตา หรือระคายคอ โดยไม่เชื่อมโยงว่าเป็นผลจากอากาศในบ้าน นี่คือปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มักถูกมองข้ามค่ะ เพราะเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยิ่งในบ้านที่ทำอาหารในร่ม ใช้เตาแก๊ส จุดธูป หรือมีเฟอร์นิเจอร์และของใช้สะสมฝุ่นจำนวนมาก อากาศภายในจะยิ่งเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น หากมีความชื้นสะสมยังเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อราและไรฝุ่น ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจระยะยาว โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ดังนั้นการดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเราควรเปิดระบายอากาศเป็นช่วงๆ ทำความสะอาดแหล่งสะสมฝุ่น และให้ความสำคัญกับอากาศที่เราหายใจในบ้านพอๆ กับอากาศภายนอก เพราะบ้านที่อุ่นแต่มีอากาศไม่ดี อาจบั่นทอนสุขอนามัยของเราได้โดยไม่รู้ตัว 2. จุลินทรีย์อยู่ได้นานขึ้นบนพื้นผิว ในช่วงอากาศหนาวเย็นและลมแรง จุลินทรีย์หลายชนิดสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้นานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญค่ะ เนื่องจากอุณหภูมิต่ำช่วยชะลอการสลายตัวในพื้นผิวที่เราใช้งานร่วมกันในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ โทรศัพท์มือถือ หรือรีโมตทีวี จึงกลายเป็นจุดสะสมจุลินทรีย์โดยที่เราไม่รู้ตัว ยิ่งเมื่ออากาศแห้ง จุลินทรีย์บางชนิดจะคงสภาพและแพร่กระจายผ่านการสัมผัสได้ง่ายขึ้น ปัญหานี้มักเกิดควบคู่กับพฤติกรรมการอยู่ในอาคารนานขึ้น ทำให้ความเสี่ยงการรับจุลินทรีย์เพิ่มตามไปด้วย ในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสะอาดของพื้นผิวสำคัญพอๆ กับการดูแลอากาศหายใจค่ะ ซึ่งการทำความสะอาดแบบเช็ดผ่านอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในช่วงอากาศเย็น เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจุดสัมผัสร่วม และล้างมือให้ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังกลับเข้าบ้าน การจัดสภาพแวดล้อมให้ลดโอกาสสะสมของจุลินทรีย์ คือการป้องกันที่ได้ผลและทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะการตัดวงจรจุลินทรีย์บนพื้นผิว ช่วยลดภาระให้ร่างกายเราได้ตั้งแต่ต้นทาง 3. สัตว์พาหะหนีหนาวเข้าบ้าน เมื่ออากาศหนาวเย็นลงสัตว์พาหะหลายชนิดมักเปลี่ยนพฤติกรรม จากอยู่นอกอาคารมาแสวงหาความอบอุ่นและแหล่งอาหารภายในบ้าน โดยหนู แมลงสาบ และแมลงบางชนิดสามารถเล็ดลอดเข้าทางช่องเล็กๆ ท่อระบายน้ำ หรือจุดอับต่างๆ ได้ง่าย บ้านจึงกลายเป็นที่หลบภัยชั่วคราวโดยที่เราไม่รู้ตัว ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความรำคาญ แต่เกี่ยวข้องกับอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะสัตว์พาหะเหล่านี้สามารถนำสิ่งก่อโรคติดมากับขน ปัสสาวะ และมูล ซึ่งสามารถปนเปื้อนพื้น อาหาร และภาชนะในครัวเรือนได้ ในช่วงอากาศหนาวหากการจัดการบ้านไม่ดีพอ ความเสี่ยงด้านสุขอนามัยจะเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ ซึ่งการป้องกันควรเริ่มตั้งแต่การจัดบ้านให้สะอาด ลดแหล่งอาหาร เปิดโล่งจุดอับ และอุดช่องทางที่สัตว์พาหะสามารถเข้าได้ การเก็บอาหารให้มิดชิดและจัดการขยะอย่างเหมาะสมช่วยลดแรงดึงดูดได้มาก เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อ สัตว์พาหะจะลดจำนวนลงไป ซึ่งเป็นการป้องกันความเจ็บป่วยตั้งแต่ต้นทาง และช่วยให้บ้านปลอดภัยมากขึ้นในช่วงอากาศหนาวเย็นค่ะ 4. ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายง่ายขึ้น ในช่วงที่มีลมแรงและอากาศหนาวเย็น ฝุ่นละอองในสิ่งแวดล้อมจะฟุ้งกระจายได้ง่ายและลอยตัวในอากาศได้นานขึ้นค่ะ โดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ลึกกว่าปกติ ซึ่งพื้นดินแห้ง ถนน ลานดิน พื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงฝุ่นจากการจราจรและการเผาในที่โล่ง ซึ่งจะถูกลมพัดกระจายไปไกลกว่าช่วงอากาศปกติ ทำให้หลายพื้นที่แม้ไม่มีแหล่งกำเนิดฝุ่นโดยตรง ก็ยังได้รับผลกระทบด้านคุณภาพอากาศโดยไม่รู้ตัว ในมุมมองด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายในช่วงอากาศหนาวไม่ใช่แค่ปัญหาการมองเห็นหรือความสกปรกทั่วไปนะคะ แต่เป็นความเสี่ยงต่อสุขอนามัยโดยตรง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง การสัมผัสฝุ่นอย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นอาการไอ แสบคอ แน่นหน้าอก หรือภูมิแพ้กำเริบ ดังนั้นการติดตามคุณภาพอากาศ ลดกิจกรรมนอกอาคารในวันที่ลมแรง และจัดการฝุ่นในบ้านอย่างเหมาะสม คือแนวทางสำคัญที่ช่วยปกป้องร่างกายเราได้ในช่วงสภาพอากาศลักษณะนี้ 5. ควันไฟจากการเผาถูกพัดกระจายไกล ในช่วงลมแรงและอากาศหนาวเย็น ควันไฟจากการเผาหญ้า เผาขยะ หรือการเผาในพื้นที่เกษตร จะถูกพัดกระจายไปได้ไกลกว่าปกติอย่างมากนะคะ เพราะอากาศที่นิ่งในระดับล่างและกระแสลมในบางช่วง ทำให้ควันไม่ยกตัวกระจายขึ้นสูง แต่ลอยต่ำและแผ่ขยายในแนวราบ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ไกลจากจุดเผาโดยตรงยังคงได้รับผลกระทบด้านคุณภาพอากาศ ทำให้หลายชุมชนเผชิญกับปัญหาหมอกควันโดยไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจน ในสถานการณ์จริงควันไฟไม่เพียงลดทัศนวิสัย แต่ยังพาเอาฝุ่นละอองขนาดเล็กและสารพิษจากการเผาไหม้เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ การรับควันซ้ำๆ สามารถกระตุ้นอาการไอ แสบตา แน่นหน้าอก และเพิ่มความเสี่ยงโรคระบบหายใจในระยะยาว การลดการเผาในที่โล่ง การจัดการเศษวัสดุอย่างเหมาะสม และการตระหนักว่าควันหนึ่งจุดส่งผลต่อคนจำนวนมาก คือหัวใจสำคัญของการป้องกันมลพิษอากาศในช่วงลมแรงและอากาศหนาวค่ะ 6. ความชื้นต่ำทำให้ผิวแห้งและแผลแตกง่าย ในช่วงอากาศหนาวเย็น ความชื้นในอากาศมักลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นเร็วกว่าปกติ ผิวจะแห้ง ลอก คัน และเกิดรอยแตกได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณมือ ส้นเท้า และริมฝีปาก ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความไม่สบายตัวค่ะ แต่เกี่ยวข้องกับอนามัยสิ่งแวดล้อมโดยตรง เพราะผิวหนังถือเป็นด่านแรกในการป้องกันการเจ็บป่วย เมื่อผิวแห้งแตก ประสิทธิภาพในการปกป้องร่างกายจะลดลง ทำให้จุลินทรีย์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น แผลเล็กๆ จากผิวแตกในช่วงอากาศแห้ง สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อได้เลยนะคะ หากละเลยการดูแลเรื่องความสะอาดและความชุ่มชื้น ซึ่งกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรังจะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ การดูแลผิวให้ชุ่มชื้น การล้างมืออย่างอ่อนโยน และการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านไม่ให้แห้งเกินไป จึงเป็นแนวทางง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ในช่วงอากาศหนาวได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 7. น้ำดื่มและน้ำใช้ปนเปื้อนง่ายขึ้นในพื้นที่ที่มีลมแรง ในพื้นที่ที่มีลมแรงโดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวเย็น น้ำดื่มและน้ำใช้มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมากขึ้นโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตค่ะ เนื่องจากลมสามารถพัดพาฝุ่นดิน เศษใบไม้ มูลสัตว์ และจุลินทรีย์จากสิ่งแวดล้อมรอบข้างเข้าสู่ถังเก็บน้ำ แท็งก์น้ำ หรือภาชนะน้ำที่เปิดฝาทิ้งไว้ ทำให้แหล่งน้ำที่อยู่กลางแจ้งหรือไม่ได้ปิดมิดชิดจะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้น้ำใสแต่ไม่สะอาดตามหลักอนามัย และกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของคนในครัวเรือนได้ ซึ่งน้ำที่ปนเปื้อนอาจเป็นต้นทางของโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย บิด หรืออาหารเป็นพิษ โดยเฉพาะในบ้านที่ใช้น้ำฝนหรือน้ำสำรองจากภาชนะชั่วคราว การดูแลแหล่งน้ำให้สะอาดและปลอดภัยจึงมีความสำคัญมากค่ะ การปิดฝาถังน้ำให้สนิท ทำความสะอาดภาชนะเก็บน้ำสม่ำเสมอ และเลือกวิธีปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำมาใช้หรือดื่ม เป็นแนวทางพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขอนามัยในช่วงที่ลมแรงได้อย่างแท้จริงนะคะ 8.เสี่ยงไฟไหม้เพิ่มขึ้นจากอากาศแห้ง ในช่วงอากาศหนาวเย็นและแห้ง ความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ เนื่องจากความชื้นในอากาศและวัสดุติดไฟลดลง ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง เศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงขยะรอบบ้านสามารถติดไฟได้ง่ายกว่าปกติ เมื่อเกิดประกายไฟเพียงเล็กน้อย ไฟสามารถลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในวันที่มีลมแรงที่ช่วยพัดเปลวไฟให้ขยายวงกว้างขึ้นในเวลาอันสั้น ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอุบัติเหตุ แต่เป็นความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน เพราะไฟไหม้ไม่เพียงทำลายทรัพย์สิน แต่ยังก่อให้เกิดควัน ฝุ่น และก๊าซพิษที่กระทบต่อระบบทางเดินหายใจของคนจำนวนมาก การเผาในที่โล่ง การจุดไฟใกล้วัสดุแห้ง หรือการใช้ไฟฟ้าโดยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ ล้วนเพิ่มโอกาสเกิดเหตุร้าย การจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ลดวัสดุไวไฟรอบบ้าน และหลีกเลี่ยงการจุดไฟในช่วงอากาศแห้ง คือแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงไฟไหม้และปกป้องสุขอนามัยได้ในระยะยาว 9. การสะสมของเชื้อราในเสื้อผ้าและเครื่องนอน ในช่วงอากาศหนาวเย็นและลมแรง หลายครัวเรือนมักหลีกเลี่ยงการตากผ้าและเครื่องนอนกลางแจ้ง เพราะกลัวฝุ่นหรือควัน ส่งผลให้เสื้อผ้า ผ้าห่ม และที่นอนแห้งไม่สนิท ความชื้นที่ค้างอยู่ภายในเนื้อผ้าจึงกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและไรฝุ่น แม้ในวันที่อากาศดูแห้ง แต่หากการระบายอากาศในบ้านไม่ดีพอ การสะสมของเชื้อราสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่เห็นชัดเจน ปกติในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เชื้อราในเสื้อผ้าและเครื่องนอนเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขอนามัยในระยะยาวได้ โดยเฉพาะต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และผู้ที่เป็นภูมิแพ้ การสัมผัสเชื้อราอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอาการจาม คัน ระคายผิว หรือหอบหืดกำเริบ การดูแลเครื่องนอนให้แห้งสนิท เปิดรับแสงแดดเป็นระยะ และจัดการความชื้นภายในบ้านอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางพื้นฐานที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อรา และทำให้สภาพแวดล้อมการพักผ่อนปลอดภัยต่อสุขอนามัยมากขึ้นค่ะ ที่โดยสรุปแล้วลมแรงและอากาศหนาวเย็น ไม่ได้เปลี่ยนแค่ความรู้สึกสบายหรือไม่สบายของร่างกายค่ะ แต่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวเราเกือบทั้งหมด อากาศที่แห้งลงทำให้ฝุ่นและควันกระจายง่าย จุลินทรีย์อยู่ได้นานขึ้น วัสดุติดไฟลุกไหม้ได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็เปลี่ยน เราอยู่ในบ้านมากขึ้น ปิดบ้านแน่นหนามากขึ้น ตากผ้าไม่แห้ง และใช้ทรัพยากรใกล้ตัวโดยไม่ระวัง สิ่งเหล่านี้รวมกันกลายเป็นความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นพร้อมกันแบบไม่รู้ตัวค่ะ ซึ่งถ้าจะสรุปแบบสั้นๆ นั้น คือ สภาพอากาศที่เปลี่ยนเพียงเล็กน้อย สามารถแต่ส่งผลต่อสุขอนามัยในคนเราได้หลายมิติพร้อมกันค่ะ และเมื่อมองในภาพรวมปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่คุณภาพอากาศ น้ำดื่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงพาหะนำโรค บ้านที่ดูปลอดภัยอาจกลายเป็นแหล่งสะสมความเสี่ยง หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม การป้องกันจึงไม่ใช่การรอให้ป่วยแล้วค่อยแก้ แต่คือการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ไม่เอื้อต่อฝุ่น ควัน จุลินทรีย์ และอันตรายต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งแนวคิดนี้คือหัวใจของสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงค่ะ สำหรับการนำไปใช้จริงนั้นให้เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดก่อนนะคะ นั่นคือการดูแลอากาศ น้ำ ความสะอาด และความปลอดภัยรอบตัว ให้เปิดระบายอากาศเป็นช่วง ดูแลแหล่งน้ำให้สะอาด ลดการเผา ลดวัสดุไวไฟ จัดบ้านไม่ให้ชื้นหรืออับ และใส่ใจจุดเสี่ยงเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อสภาพแวดล้อมปลอดภัย ร่างกายจะทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องรับภาระจากสิ่งเร้าภายนอก ดังนั้นการดูแลสุขอนามัยทำได้จากการดูแลสิ่งแวดล้อมที่รอบตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว แต่คือการป้องกันสุขภาพที่คุ้มค่าและทำได้ทุกวันค่ะ ในตอนนี้ที่ที่ผู้เขียนอยู่เริ่มมีลมแรงและอากาศหนาวเย็นลงค่ะ โดยปัญหาที่พบแล้วคือผิวแห้งแตก มีฝุ่นเกาะตามพื้นผิวเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับฤดูกาลอื่น ในเรื่องของการปิดบ้านเพื่อความอบอุ่นนั้นผู้เขียนไม่ได้ทำแบบ 100% จะปิดเพียงจุดที่คนนั่งในบริเวณนั้นเท่านั้น และยังเปิดบ้านให้ระบายอากาศค่ะ และเฝ้าระวังเรื่องความอับชื้นและเชื้อราตลอด ยังไงนั้นก็อย่าลืมนำแนวทางต่างๆ ในบทความนี้ไปประยุกต์ใช้กันค่ะทุกคน และด้วยความตั้งใจ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากคุณผู้อ่านชื่นชอบเนื้อหาแนวนี้ อย่าลืมกดติดตามหรือบันทึกโปรไฟล์ไว้ เพื่อจะได้ไม่พลาดข้อมูลใหม่ๆ ในบทความถัดไป หากสนใจอ่านบทความทั้งหมดของผู้เขียน ก็สามารถกดเข้าไปดูได้จากโปรไฟล์เช่นกันค่ะ #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ปัญหาด้านส่ิงแวดล้อม #สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม #EnvironmentalHealth เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย ผู้เขียน จาก Pixabay และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย Jigsawstocker จาก FREEPIK, ภาพที่ 2 ถ่ายภาพโดย Ylvers จาก Pixabay และภาพที่ 3-4 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 วิธีรับมือกับสัตว์และแมลงพาหะต่างๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีกว่า 10 จุดที่ควรทำความสะอาดบ่อยที่สุด ในบ้าน เพื่อสุขอนามัยที่ดี 8 สัญญาณเตือน ฝุ่น PM2.5 สูง จากแหล่งกำเนิดใกล้ตัว มาดูกัน! เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !