รีเซต

“รถอีวี” อาเซียนเดือดแข่งผลิต ไทยเจออินโดนีเซียไล่จี้ เวียดนาม–มาเลเซียเร่งปั้นฐานผลิต

“รถอีวี” อาเซียนเดือดแข่งผลิต ไทยเจออินโดนีเซียไล่จี้ เวียดนาม–มาเลเซียเร่งปั้นฐานผลิต
TNN ช่อง16
26 ตุลาคม 2569 ( 16:38 )

การแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ของอาเซียน กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านยอดขาย ไปสู่การช่วงชิงฐานการผลิตและตลาดส่งออก โดยเฉพาะประเทศไทยและอินโดนีเซียที่มีค่ายรถยนต์ต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียกำลังสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ผลิตภายในประเทศ

ความท้าทายสำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาลงทุน แต่ต้องทำให้โรงงานเหล่านั้นเพิ่มกำลังผลิต ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และสามารถส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยผลิตรถอีวี 13 ยี่ห้อ แต่อินโดนีเซียไล่จี้ฐานผลิต

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 ประเทศไทยมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV รวม 13 ยี่ห้อ สะท้อนความหลากหลายของผู้ผลิตที่เข้ามาตั้งฐานในประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์เชื่อมต่อกับค่ายรถหลายราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปริมาณการผลิต พบว่าไทยผลิตรถ BEV ได้ 67,136 คัน ขณะที่มียอดขาย 149,350 คัน แสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศมีขนาดใหญ่กว่าปริมาณรถที่ผลิตได้ในไทยอย่างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ยังเข้ามาจำหน่ายจำนวนมาก เป็นหนึ่งในปัจจัยจำกัดการเพิ่มยอดผลิตของโรงงานภายในประเทศ

ขณะที่อินโดนีเซียมีการผลิตรถ BEV จำนวน 10 ยี่ห้อ แม้น้อยกว่าไทย แต่หลายค่ายรถที่ลงทุนในอินโดนีเซียก็มีฐานการผลิตในประเทศไทยเช่นกัน ทำให้ทั้งสองประเทศมีโอกาสแข่งขันโดยตรงในการรับคำสั่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่

อินโดนีเซียมียอดผลิตรถ BEV อยู่ที่ 64,146 คัน เทียบกับยอดขาย 101,171 คัน ซึ่งเป็นปริมาณการผลิตที่ใกล้เคียงกับไทย แม้ไทยจะมีจำนวนยี่ห้อและยอดขายมากกว่า

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียเป็นคู่แข่งของไทย คือการเพิ่มความเข้มงวดด้านการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ค่ายรถลงทุนผลิตมากขึ้น ประกอบกับความได้เปรียบจากการมีแหล่งนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่บางประเภท

การแข่งขันระหว่างไทยกับอินโดนีเซียจึงมีแนวโน้มขยับจากการดึงดูดโรงงาน ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง เพราะประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดซื้อชิ้นส่วน การจ้างงาน และกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นภายในประเทศ


ค่ายรถจีนครองฐานผลิตอีวีไทยกว่า 92% อินโดนีเซียสูงถึง 97%

โครงสร้างการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยและอินโดนีเซียมีลักษณะคล้ายกัน โดยมีค่ายรถจีนเป็นกำลังหลักในการขยายฐานอุตสาหกรรม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แบรนด์จีนมีสัดส่วนมากกว่า 92% ของยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ขณะที่อินโดนีเซียมีสัดส่วนแบรนด์จีนมากกว่า 97%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ทิศทางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับแผนธุรกิจและการจัดสรรกำลังผลิตของค่ายรถจีน

เมื่อผู้ผลิตหลายรายมีโรงงานอยู่ทั้งในไทยและอินโดนีเซีย การตัดสินใจว่าจะผลิตรถรุ่นใดในประเทศไหน จึงอาจส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการผลิตและโอกาสของผู้ประกอบการชิ้นส่วนในแต่ละประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดไทยและอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มประเทศที่มุ่งพัฒนาเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า แต่การทำหน้าที่ดังกล่าวจำเป็นต้องมีตลาดต่างประเทศรองรับ

ความท้าทายคือ รถยนต์ไฟฟ้าส่งออกจากจีนกำลังแข่งขันในตลาดสำคัญของไทย ขณะที่ประเทศอาเซียนหลายแห่งก็เร่งสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศของตัวเอง

สถานการณ์นี้อาจทำให้ตลาดที่ไทยเคยมองว่าเป็นปลายทางส่งออก กลายเป็นคู่แข่งด้านการผลิตในอนาคต

เวียดนามผลิตรถอีวี 168,073 คัน แซงไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม จะพบว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากไทยอย่างชัดเจน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แบรนด์เวียดนามครองสัดส่วนมากกว่า 99% ของยอดผลิตรถ BEV ภายในประเทศ สะท้อนการกระจุกตัวของการผลิตอยู่กับผู้ผลิตแห่งชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนผ่านระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของแบรนด์ในประเทศ

ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2026 เวียดนามมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 2 ยี่ห้อ แต่กลับมียอดผลิตสูงถึง 168,073 คัน ขณะที่ยอดขายภายในประเทศอยู่ที่ 154,200 คัน

ปริมาณการผลิตดังกล่าวสูงกว่าไทยประมาณ 2.5 เท่า แม้เวียดนามจะมีจำนวนยี่ห้อที่ผลิตน้อยกว่ามาก

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า จำนวนค่ายรถที่เข้ามาลงทุนไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของฐานผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะปริมาณคำสั่งซื้อ ความต่อเนื่องของการผลิต และขนาดตลาดที่รองรับ ล้วนมีความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุว่า เวียดนามเดินหน้าสนับสนุนแบรนด์แห่งชาติ ควบคู่กับขั้นตอนนำเข้าที่ซับซ้อน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนให้รถยนต์จากต่างประเทศที่ต้องการเข้าไปแข่งขัน

สำหรับผู้ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากไทย จึงต้องประเมินทั้งกำลังซื้อของตลาดเวียดนาม และเงื่อนไขการแข่งขันกับผู้ผลิตภายในประเทศ เพราะตลาดที่มียอดขายเติบโตสูงไม่ได้หมายความว่าจะเปิดโอกาสให้รถนำเข้าเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

มาเลเซียหนุนแบรนด์ท้องถิ่น ตั้งเกณฑ์นำเข้ากดดันรถอีวีไทย

อีกหนึ่งตลาดที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไทยต้องติดตามคือมาเลเซีย ซึ่งกำลังสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แบรนด์มาเลเซียมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดผลิตรถ BEV ภายในประเทศ โดยมาเลเซียจัดอยู่ในกลุ่มที่เน้นตลาดภายในประเทศเป็นหลัก เช่นเดียวกับเวียดนาม

ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2026 มาเลเซียมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 7 ยี่ห้อ รวม 15,770 คัน ขณะที่มียอดขาย 47,508 คัน

แม้ยอดขายจะสูงกว่ายอดผลิต แต่ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยจะสามารถเข้าไปเติมเต็มความต้องการดังกล่าวได้ทั้งหมด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มาเลเซียใช้เกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กถึงกลางที่ผลิตในประเทศไทย

มาตรการลักษณะนี้ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องพิจารณามากกว่าราคาขายและความต้องการของผู้บริโภค เพราะรถแต่ละรุ่นยังต้องผ่านเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศปลายทางด้วย

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนให้ค่ายรถลงทุนผลิตในมาเลเซียเพิ่มขึ้น อาจทำให้รถบางกลุ่มที่เคยมีโอกาสนำเข้าจากต่างประเทศ ถูกทดแทนด้วยการผลิตภายในประเทศในระยะต่อไป


ไทยต้องเร่งเพิ่มชิ้นส่วนในประเทศ พร้อมหาตลาดส่งออกใหม่

เมื่อพิจารณาการแข่งขันทั้งสี่ประเทศ จะเห็นว่าแต่ละประเทศมีจุดแข็งและแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน

ไทยมีความหลากหลายของค่ายรถและฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม อินโดนีเซียมีทั้งฐานการผลิตที่เติบโตและทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ส่วนเวียดนามและมาเลเซียให้น้ำหนักกับการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ภายในประเทศ

สำหรับไทย ความท้าทายจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจากฐานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่ฐานอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำเป็นต้องประเมินว่าผลิตภัณฑ์เดิมสามารถปรับเข้าสู่ห่วงโซ่รถยนต์ไฟฟ้าได้มากเพียงใด พร้อมพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของค่ายรถ

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องพิจารณาตลาดส่งออกอย่างรอบด้าน ทั้งกฎระเบียบการนำเข้า การแข่งขันด้านราคา และแผนเพิ่มกำลังผลิตของประเทศปลายทาง

การกระจายตลาดส่งออกจึงเป็นอีกแนวทางสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดที่กำลังสนับสนุนผู้ผลิตของตัวเองมากขึ้น

ท้ายที่สุด การรักษาความได้เปรียบของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย ไม่ได้วัดจากจำนวนค่ายรถที่เข้ามาตั้งโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถเพิ่มยอดผลิต สร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน และขยายตลาดส่งออกได้ต่อเนื่องเพียงใด

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่ผลิตรถอีวีให้ได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากขึ้นด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง