KSL ผลงานเทิร์นอะราวด์ปริมาณหีบอ้อยเพิ่มขึ้น

#KSL #ทันหุ้น – KSL มองการบริโภคน้ำตาลโลกยังทรงตัว ขณะที่ราคาเริ่มปรับตัวลงจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญสุด คือ ปริมาณการเก็บเกี่ยวอ้อย ซึ่งสามารถต่อยอดไปธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้ โดยคาดว่าบริษัทจะปิดหีบอ้อยได้ราว 7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.6% จากการเพิ่มกำลังการผลิตที่ จ.สระแก้ว อีกทั้งธุรกิจไฟฟ้าและเอทานอลยังเติบโตได้ดี ส่งให้คาดว่าปีนี้บริษัทจะพลิกกลับมามีกำไร
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผยว่า สถานการณ์การบริโภคและน้ำตาลในตลาดโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านตันต่อปี เนื่องจากฐานการบริโภคมีขนาดใหญ่ รวมถึงการบริโภคและน้ำตาลในไทยยังค่อนข้างคงที่ อยู่ที่ประมาณ 2.3 - 2.4 ล้านตันต่อปี สาเหตุหลักมาจากภาษีความหวาน กระแสการดูแลสุขภาพ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ในส่วนตลาดส่งออกโดยการส่งออกทางชายแดนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัญหาการปิดด่านในบางจุด แต่ยังสามารถส่งออกผ่านทางเรือได้ตามปกติ แต่กัมพูชาบริโภคน้ำตาลไม่มากหนัก ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อส่งต่อไปยังเวียดนาม ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ไต้หวัน ยังเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย
ส่วนตลาดจีนเริ่มมีการนำเข้าน้อยลง เนื่องจากเข้มงวดเรื่องการนำเข้าน้ำเชื่อมเพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ และจีนยังนิยมใช้สารให้ความหวานอย่าง คอร์นไซรับ (Corn Syrup) เพื่อควบคุมราคาน้ำตาลในประเทศไม่ให้สูงเกินไป
ทั้งนี้ได้มองเห็นถึงตลาดใหม่อย่างแอฟริกา โดยมองว่าจะเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า เนื่องจากน้ำตาลเป็นดัชนีชี้วัดมาตรฐานความเป็นอยู่ เมื่อประชากรมีรายได้มากขึ้น การบริโภคผ่านร้านกาแฟและเบเกอรี่จะเพิ่มขึ้นตาม
@ราคาน้ำตาลลดลง
ด้านทิศทางราคาน้ำตาลในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากหลายประเทศมีการขยายปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้มีอัตราการส่งออกน้ำตาลขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคน้ำตาลยังทรงตัว ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาส่งออกน้ำตาลในปีนี้ขยับอยู่ในกรอบ 13 – 16 เซ็นต์ต่อปอนด์ ลดลงจากปีก่อนที่เคยสูงถึง 18-19 เซ็นต์ต่อปอนด์
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำตาล คือ ปริมาณการเก็บเกี่ยวอ้อย เพราะปริมาณที่มากจะช่วยสนับสนุนธุรกิจต่อเนื่องอย่างการขายไฟฟ้าและเอทานอล ถ้าหากมีกากน้ำตาลและกากอ้อยมาก ต้นทุนการผลิตพลังงานจะถูกลง ทำให้มีกำไรดีขึ้น
โดยในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานชีวมวลจากกากอ้อย กำลังพิจารณาในเรื่องของการต่ออายุและศึกษาถึงการใช้ประโยชน์จากกากอ้อยในด้านอื่น ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 340 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง จากโรงไฟฟ้า 4 สาขา ส่วนธุรกิจเอทานอลจะอยู่ในส่วนการดำเนินงานของ BBGI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ KSL กับ บางจาก ซึ่งในปีนี้สามารถพลิกกลับมามีผลกำไร จากราคาต้นทุนอ้อย - กากน้ำตาลที่ลดลง และราคาขายเอทานอลที่ขยับเพิ่มขึ้น
@ปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้น
ในปีนี้คาดการณ์ปริมาณฤดูกาลหีบปี 2568/69 ของไทยจะมีผลผลิตอ้อยประมาณ 100 ล้านตัน แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยในเรื่องของแรงงานที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย - กัมพูชา ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้ามาได้ ส่งผลให้ปริมาณการหีบอาจลดลง แต่จะถูกชดเชยด้วยการขยายระยะเวลาหีบให้ยืดออกไปเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคม
โดยคาดว่าปีนี้ของบริษัทจะปริมาณอ้อยในฤดูกาล 68/69 ราว 7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.6% เมื่อเทียบกับฤดูกาลผลิต 2567/68 จากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก และกำลังการผลิตที่เพิ่มมาจากโรงงานใหม่ใน จ. สระแก้ว ส่งผลให้มีมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียง 8% ขณะที่คาดว่ามาร์จิ้นจะดีขึ้นประมาณ 3-4% เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นและการบริหารจัดการกระบวนการภายใน
@ลุ้น EBITDA โต 5-10%
ดังนั้นจากปัจจัยที่กล่าวมาบริษัทคาดว่าในปี 2569 จะพลิกกลับมามีกำไรได้ โดยคาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะเติบโตประมาณ 5-10% จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นและมียิลด์ (Yield) ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
รวมถึงกำไรจากบริษัทร่วม BBGI ในปีนี้คาดว่าจะมีกำไรที่ดีมาก เนื่องจากมียอดขายเต็มกำลังการผลิต ซึ่งกำไรส่วนแบ่งจาก BBGI นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ตัวเลขกำไรโดยรวมเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของเอทานอลที่กลับมาทำผลงานได้ดี ช่วยสร้างสมดุลให้กับส่วนของไบโอดีเซลที่อาจจะลดลง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
