น้ำเน่า–น้ำมันรั่ว! วิกฤตสิ่งแวดล้อม ซ้ำเติมคนไทยหลัง “น้ำท่วม”

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมซ้ำเติมสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ทั้งปัญหาน้ำเน่าเสียและปลาตายจำนวนมากในจังหวัดปทุมธานี คาดคุณภาพน้ำเริ่มดีขึ้นภายใน 1–2 วัน และระบายน้ำท่วมขังได้ทั้งหมดช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี ประชาชนร้องปิดโรงงานหลังเกิดคราบน้ำมันรั่วไหลกระทบพื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งผู้ประกอบการรับผิดชอบความเสียหาย 100% พร้อมเดินหน้าตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและหลุมฝังกลบขยะเกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศ
รัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์อุทกภัย หลังพบปัญหาน้ำเน่าเสียและปลาตายจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี รวมถึงกรณีคราบน้ำมันและสารเคมีรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตรกรรม และระบบนิเวศ โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียและกรณีปลาตายจำนวนมาก บริเวณคลองระพีพัฒน์ 2 และคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างเร่งด่วน
จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าซากปลาที่ตายได้ถูกจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีรายงานปลาตายเพิ่มเติม โดยคาดว่าสถานการณ์คุณภาพน้ำจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นภายใน 1–2 วัน และหากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติม จะสามารถระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ได้ทั้งหมดภายในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้
นายวัชระพล เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปลาลอยตายจำนวนมาก เกิดจากน้ำเสียในพื้นที่น้ำท่วมขังไหลลงสู่คลอง ประกอบกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงสูง ส่งผลให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า และเกิดการสะสมของน้ำเน่าเสียในพื้นที่
ขณะนี้ได้กำหนดแนวทางแก้ไขออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ โดยเติมน้ำคุณภาพดีวันละประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเจือจางน้ำเสีย ควบคู่กับการควบคุมการระบายน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนริมคลอง
ส่วนด้านการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ได้สั่งการให้ 3 หน่วยงานหลักบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยกรมชลประทานจะเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนและปริมาณออกซิเจนในน้ำ พร้อมนำเครื่องดูดเลนเข้าขุดลอกตะกอนดินที่ทับถมมาเป็นเวลานาน
ขณะที่กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมนำสารจุลินทรีย์จำนวน 120,000 ลิตร กระจายลงพื้นที่เพื่อบรรเทาปัญหากลิ่นเหม็น พร้อมเร่งผลิตเพิ่มเติมวันละ 20,000 ลิตร ส่วนกรมประมงเตรียมนำจุลินทรีย์เข้าฟื้นฟูคุณภาพน้ำและช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ภายในวันศุกร์นี้
ขณะเดียวกัน ที่จังหวัดปราจีนบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ เพื่อตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีกลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปิดโรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างถาวร
ชาวบ้านสะท้อนปัญหาว่า ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นและคราบน้ำมันที่แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่อาศัยของช้างป่าในอำเภอใกล้เคียง พร้อมแสดงความกังวลถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขยายวงกว้างมากขึ้น
ภายหลังการรับฟังปัญหาและตรวจสอบพื้นที่ นายวราวุธ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้บริษัทผู้ประกอบการรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อพืชผลทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 100% พร้อมเร่งดำเนินการกำจัดคราบน้ำมันโดยด่วน หากพบการกระทำผิดเงื่อนไข จะดำเนินมาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติโรงงานอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศเร่งตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและหลุมฝังกลบขยะ ซึ่งมีอยู่เกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศอย่างละเอียด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการป้องกันมลพิษของโรงงานอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
ทั้งนี้ การเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในจังหวัดปทุมธานี และการจัดการคราบน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรี ถือเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ซ้ำเติมสถานการณ์อุทกภัย โดยรัฐบาลมุ่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและระบบนิเวศ ควบคู่กับการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้ปฏิบัติตามกฎหมายและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างเต็มที่