รีเซต

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ครม. เพิ่ม 9 มูลนิธิรับบริจาคผ่าน e-Donation ถึงปี 70

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ครม. เพิ่ม 9 มูลนิธิรับบริจาคผ่าน e-Donation ถึงปี 70
TNN ช่อง16
27 พฤษภาคม 2569 ( 16:43 )
1

รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและประชาชน ร่วมสร้างโอกาสทางสังคมผ่านพลังการบริจาค ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา เพิ่มหน่วยรับบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรอีก 9 แห่ง เพื่อให้ผู้บริจาคได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สามารถนำยอดเงินหรือทรัพย์สินมาลดหย่อนภาษีหรือหักเป็นรายจ่ายได้สูงถึง 2 เท่า

มาตรการนี้เป็นการขยายผลเพิ่มเติมจากเดิมที่มีองค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขอยู่แล้ว 27 แห่ง โดยครั้งนี้เน้นกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน สาธารณสุข และการศึกษา

เปิดรายชื่อ 9 มูลนิธิใหม่ บริจาคแล้วได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

1.มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

2.มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

3.มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี

4.มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์

5.มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

6.มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา

7.มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

8.มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา (สอวน.)

9.มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

การบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีในมาตรการนี้ มีเงื่อนไขเฉพาะสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้ครับ

  • บุคคลธรรมดา: สามารถนำยอดบริจาคมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล: สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ของยอดบริจาคจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการสาธารณกุศลหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์

ระยะเวลาใช้สิทธิ์: มาตรการภาษีนี้มีผลสำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติหลักการ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

บริจาคผ่าน e-Donation โปร่งใส และได้ช่วยสังคม

นอกจากผู้บริจาคจะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแบบคุ้มค่าแล้ว การบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรยังช่วยให้มั่นใจได้ในเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย ไม่ต้องเก็บเอกสารใบเสร็จให้วุ่นวาย

ที่สำคัญ เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง