รีเซต

ปล่อยน้อย แต่เจ็บหนัก! “เนปาล” เหยื่อโลกร้อน จากวิกฤตที่ไม่ได้ก่อ

ปล่อยน้อย แต่เจ็บหนัก!  “เนปาล” เหยื่อโลกร้อน จากวิกฤตที่ไม่ได้ก่อ
TNN ช่อง16
4 กันยายน 2569 ( 10:30 )

ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเนปาลกำลังกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยพังถล่มลงมา ก่อนปลดปล่อยมวลน้ำ หิน และตะกอนจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงสู่พื้นที่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว จนชุมชนหลายแห่งแทบไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับเนปาล แต่ยังสะท้อนคำเตือนว่า เมื่อโลกอุ่นขึ้น ภูมิประเทศบนเทือกเขาสูงกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และภัยพิบัติรูปแบบใหม่อาจเกิดขึ้นได้โดยยากต่อการคาดการณ์

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณเทือกเขาหิมาลัยใกล้พรมแดนเนปาล-ทิเบต โดยส่วนหนึ่งของธารน้ำแข็งและมวลหินบนภูเขา Langtang Lirungพังถล่มลงมา กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Rock-Ice Avalanche หรือมวลหินและน้ำแข็งถล่ม ก่อนที่น้ำและเศษซากจะไหลเข้าสู่ระบบแม่น้ำและชุมชนด้านล่างอย่างรุนแรง นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มวลหินและน้ำแข็งที่พังลงมามีขนาดมหาศาล โดยประเมินว่ามวลรวมอาจมากกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบได้กับสระว่ายน้ำโอลิมปิกเกือบ 120,000 สระ


ความรุนแรงของเหตุการณ์ยิ่งน่าตกใจเมื่อพบว่า มวลน้ำและเศษซากสามารถเดินทางจากจุดที่ธารน้ำแข็งถล่มไปถึงด่านชายแดน Rasuwaได้ภายในเวลาประมาณ 9 นาที ขณะที่เมื่อไหลเข้าสู่หุบเขาแคบ กระแสน้ำและเศษหินเศษดินเกิดแรงส่งมหาศาล ก่อนพุ่งเข้าถล่มบ้านเรือน โรงแรม และสิ่งปลูกสร้างทั้งในฝั่งเนปาลและจีน บางพื้นที่เกิดคลื่นน้ำสูงอย่างมากจนผู้คนแทบไม่มีโอกาสหลบหนี

 

เมื่อกระแสน้ำไหลลงสู่พื้นที่ต่ำ มวลน้ำได้เปลี่ยนเป็นโคลนและเศษซากขนาดใหญ่ กวาดทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งผลให้พื้นที่ใน 3 เขต ได้แก่ Rasuwa, Dhading และ Nuwakotได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 คน และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน รวมถึงชาวต่างชาติหลายร้อยคน โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่เดินทางไปแสวงบุญยังภูเขาไกรลาสในทิเบตด้วย


เบื้องหลังความรุนแรงของภัยพิบัติครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังทำให้ธารน้ำแข็งและพื้นที่ภูเขาซึ่งเคยมีเสถียรภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานศึกษาที่ถูกอ้างถึงในบทความพบว่า บริเวณที่เกิดธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นประมาณ 4.7 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 2.6 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปี 1940 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าของค่าเฉลี่ยการอุ่นขึ้นของโลก


นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ระบบธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยก็มีความเปราะบางมากขึ้น ขณะที่เหตุการณ์ธารน้ำแข็งหรือมวลหินน้ำแข็งพังถล่ม ซึ่งในอดีตถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย กำลังถูกพบมากขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภัยลักษณะนี้ยังคงคาดการณ์ได้ยาก เพราะสามารถเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในเนปาลไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว เพราะประเทศภูเขาหลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งในรัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 หรือเหตุการณ์มวลหินและน้ำแข็งถล่มในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2025 ขณะที่อินเดียเองก็เคยเผชิญเหตุธารน้ำแข็งพังถล่มครั้งใหญ่ในรัฐอุตตราขัณฑ์เมื่อปี 2021 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเช่นกัน

 

ปัญหาสำคัญคือภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การเตรียมพร้อมของมนุษย์ยังตามไม่ทันเนปาลมีระบบรับมือภัยพิบัติ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังให้น้ำหนักกับการกู้ภัยและการตอบสนองหลังเกิดเหตุ มากกว่าการป้องกันล่วงหน้า จึงจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในระบบประเมินความเสี่ยง การทำแผนที่พื้นที่อันตราย การติดตามธารน้ำแข็ง และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการวางผังชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ


อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่อง Climate Justice หรือความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศเพราะเนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change อย่างหนัก ทั้งที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในระดับต่ำมาก ขณะที่ประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงกลับมีบทบาทสำคัญต่อการเร่งให้โลกอุ่นขึ้น นักวิเคราะห์จึงเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยเพิ่มเงินทุนสำหรับการรับมือกับ Loss and Damage รวมถึงสนับสนุนการปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่นให้กับประเทศที่อยู่แนวหน้าของวิกฤต

 

และความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงของภูเขาและธารน้ำแข็งกำลังเชื่อมโยงเข้ากับภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและอินเดียด้วย เมื่อธารน้ำแข็งละลาย พื้นที่ใหม่ปรากฏขึ้น เส้นทางน้ำเปลี่ยนแปลง และความมั่นคงด้านน้ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น ความตึงเครียดในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทอยู่แล้วก็อาจซับซ้อนขึ้นอีก ขณะที่เนปาลยังคงอยู่ตรงกลางระหว่างสองมหาอำนาจของเอเชีย

 

ท้ายที่สุด โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตของภูมิภาคหิมาลัยและโลก เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ภูเขาและธารน้ำแข็งกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย และประเทศที่มีส่วนสร้างวิกฤตน้อยที่สุดกลับต้องรับผลกระทบอย่างหนักที่สุด

 

สำหรับเนปาล การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือการเตรียมพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป และภัยพิบัติที่ในอนาคตอาจทั้งรุนแรงขึ้นและคาดเดาได้ยากกว่าเดิม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง