รีเซต

พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน 3.2 หมื่นล้าน

พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ปลุกเศรษฐกิจอีสาน 3.2 หมื่นล้าน
TNN ช่อง16
2 พฤศจิกายน 2569 ( 11:44 )
9

จากเชียงใหม่สู่อุดรธานี พืชสวนโลกกับโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

กว่า 14 ปีหลังประเทศไทยจัดมหกรรมพืชสวนโลกครั้งล่าสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ มหกรรมระดับนานาชาติด้านพืชสวนได้กลับมาอีกครั้ง โดยมีจังหวัดอุดรธานีเป็นเจ้าภาพแห่งใหม่ พร้อมเป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านการท่องเที่ยว การค้า การบริการ และการจ้างงาน ตลอดระยะเวลาจัดงาน 134 วัน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ได้รับการคาดหมายว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจประมาณ 32,000 ล้านบาท เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ประมาณ 20,000 ล้านบาท และสนับสนุนการจ้างงาน 81,000 อัตรา นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ภาครัฐใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค ขณะที่ประสบการณ์จากเชียงใหม่ ซึ่งเคยจัดมหกรรมมาแล้วสองครั้งและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 39,000 ล้านบาท เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนามหกรรมพืชสวนโลกในประเทศไทย

ย้อนเส้นทางพืชสวนโลกไทย เชียงใหม่สร้างเศรษฐกิจ 39,000 ล้านบาท

ประเทศไทยเริ่มต้นจัดมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในปี 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ชื่องานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ หรือ Royal Flora Ratchaphruek 2006 ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ หรือ AIPH ในระดับ A1

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึง 31 มกราคม 2550 รวม 92 วัน ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีผู้เข้าชมประมาณ 3.8 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีการรายงานย้อนหลังประมาณ 23,000 ล้านบาท

ตลอดช่วงจัดงาน เชียงใหม่ได้รับประโยชน์จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น และบริการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมของจังหวัดในระดับนานาชาติ

รัฐบาลใช้งบประมาณประมาณ 2,400 ล้านบาทในการพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดมหกรรม ก่อนต่อยอดเป็นอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์เรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์ที่สำคัญของเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ความสำเร็จของการจัดงานครั้งแรกนำไปสู่การเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2554 โดยใช้พื้นที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์เดิม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ถึง 14 มีนาคม 2555 และได้รับการจัดประเภท A2/B1 ตามข้อมูลของ AIPH

การจัดงานครั้งที่สองมีผู้เข้าชมประมาณ 2.2 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 16,000 ล้านบาท แม้จำนวนผู้เข้าชมจะลดลงจากครั้งแรก แต่การกลับมาจัดมหกรรมอีกครั้งช่วยต่อยอดพื้นที่ท่องเที่ยวเดิม และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีการรายงานจากมหกรรมทั้งสองครั้ง อยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท โดยรายได้เกี่ยวเนื่องส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เชื่อมโยงกับการจัดงาน

นอกจากเม็ดเงินที่เกิดขึ้นระหว่างมหกรรมแล้ว สิ่งสำคัญที่เชียงใหม่ได้รับคืออุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวถาวร เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังจังหวัดตลอดทั้งปี

อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มรดกทางเศรษฐกิจจากพืชสวนโลก

เกือบสองทศวรรษหลังการจัดมหกรรมพืชสวนโลกครั้งแรก อุทยานหลวงราชพฤกษ์ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเชียงใหม่ ภายใต้การบริหารของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือ สวพส.

พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นทั้งสวนพฤกษศาสตร์ แหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืช ศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม และสถานที่พักผ่อนของประชาชน โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า อุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้รับงบประมาณแผ่นดินประมาณปีละ 100–140 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ ขณะที่สามารถจัดเก็บรายได้จากค่าบัตรเข้าชม ค่าเช่าพื้นที่ และกิจกรรมต่าง ๆ รวมประมาณ 40–50 ล้านบาทต่อปี

อุทยานมีบุคลากรประมาณ 290 คน ส่วนรายได้เฉพาะค่าบัตรเข้าชมในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ประมาณ 17.8 ล้านบาท โดยในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 บางปีเคยมีรายได้ค่าบัตรประมาณ 20–44 ล้านบาทต่อปี

การบริหารอุทยานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีงบประมาณดูแลต่อเนื่อง ทั้งการบำรุงรักษาต้นไม้ อาคาร สถานที่ และระบบสาธารณูปโภค เพื่อรักษาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับผู้เข้าชม

แม้รายได้ที่อุทยานจัดเก็บเองยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ประโยชน์จากพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรายได้ค่าบัตร เพราะยังช่วยสนับสนุนการศึกษา การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

อุทยานหลวงราชพฤกษ์จึงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่จัดมหกรรมระดับนานาชาติมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวถาวร ซึ่งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 กับเป้าหมายเศรษฐกิจ 32,000 ล้านบาท

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 จัดขึ้นบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี บนพื้นที่ประมาณ 1,030 ไร่ นับเป็นการขยายการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจากภาคเหนือมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก

งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living หรือการเชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอความหลากหลายของพืชพรรณ การเกษตร และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผ่านนิทรรศการและสวนรูปแบบต่าง ๆ

ภายในงานประกอบด้วยสวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศและ 2 องค์กรนานาชาติ สวนองค์กรไทย 16 สวน ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น รวมถึงกิจกรรมและการแสดงศิลปวัฒนธรรมมากกว่า 200 รายการ

นอกจากการจัดแสดงด้านพืชสวนแล้ว ภาครัฐยังวางเป้าหมายให้มหกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมประมาณ 3.6 ล้านคนตลอดระยะเวลา 134 วัน

ในด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีการประเมินว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนประมาณ 32,000 ล้านบาท เพิ่มมูลค่า GDP ประมาณ 20,000 ล้านบาท สนับสนุนการจ้างงาน 81,000 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีประมาณ 7,700 ล้านบาท

เงินหมุนเวียนดังกล่าวครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับมหกรรม ทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ การซื้อสินค้า และกิจกรรมต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่มูลค่า GDP เป็นการประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการ

การจัดงานต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมยังครอบคลุมฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีและเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนมีการเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและตลาดต่างประเทศให้เดินทางเข้าสู่ภาคอีสาน

งบลงทุน 2,750 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรับมหกรรม

สำหรับการเตรียมความพร้อมจัดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบงบประมาณโครงการเดิม 2,500 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565 ก่อนมีการอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมอีก 250 ล้านบาท หรือ 10% ทำให้กรอบงบประมาณรวมตามคำชี้แจงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2,750 ล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่จัดงาน การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การจัดสวน ระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรองรับนักท่องเที่ยว

ภายในกรอบงบเดิมมีรายการสำหรับการบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ประมาณ 290.90 ล้านบาท ขณะที่วงเงินเพิ่มเติม 250 ล้านบาท กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่าใช้รองรับการจัดสวนนานาชาติ ระบบรักษาความปลอดภัย สาธารณูปโภค การจราจร และการบริหารพื้นที่

การลงทุนครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้สามารถรองรับการจัดงานระดับนานาชาติ พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้หลังสิ้นสุดมหกรรม

เมื่อพิจารณาเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เงินลงทุนภาครัฐจึงมีบทบาทในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ทั้งการท่องเที่ยว การค้า การบริการ และการจ้างงานในพื้นที่

นักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน โอกาสขยายรายได้ธุรกิจอีสาน

เป้าหมายผู้เข้าชม 3.6 ล้านคนตลอดระยะเวลา 134 วัน คิดเป็นจำนวนผู้เข้าชมเฉลี่ยประมาณ 26,866 ครั้งต่อวัน โดยผู้จัดงานประเมินว่าจะมีผู้เข้าชมประมาณ 20,000–30,000 คนต่อวัน

ด้านการท่องเที่ยว ททท. วางสมมติฐานสัดส่วนผู้เข้าชมชาวไทยประมาณ 70% และชาวต่างชาติ 30% หรือคิดเป็นผู้เข้าชมชาวไทยประมาณ 2.52 ล้านคน และชาวต่างชาติประมาณ 1.08 ล้านคนตามเป้าหมาย

การเดินทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมากมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง และร้านจำหน่ายสินค้าในท้องถิ่น

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่มีการเผยแพร่ก่อนจัดงานใช้สมมติฐานค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง หากคำนวณจากเป้าหมายผู้เข้าชม 3.6 ล้านครั้ง จะคิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายโดยตรงประมาณ 7,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานในภาคส่วนอื่น ทั้งการจัดหาสินค้าและบริการ การลงทุน และการใช้จ่ายต่อเนื่องในธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินเงินหมุนเวียนตลอดโครงการ

ขณะที่บัตรเข้าชมทั่วไปกำหนดราคา 199 บาท โดยมีบัตรประเภทอื่นและสิทธิยกเว้นค่าเข้าชมตามเงื่อนไข เพื่อรองรับผู้เข้าชมหลากหลายกลุ่ม

การจัดมหกรรมต่อเนื่องหลายเดือนยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเตรียมสินค้าและบริการรองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับช่วงเวลาจัดงาน

พืชสวนโลกหนุนท่องเที่ยวอีสาน เชื่อม 5 จังหวัดสร้างรายได้

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการจัดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีคือการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในภูมิภาค

ททท. มีแนวทางส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงอุดรธานีกับหนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู และเลย โดยนำจุดเด่นด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแต่ละจังหวัดมาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน

แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมพืชสวนโลกสามารถวางแผนเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนหรือเดินทางเป็นครอบครัว

ธุรกิจที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ครอบคลุมโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว รถเช่า ร้านของฝาก สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการเดินทางท่องเที่ยวโดยตรง

นอกจากนี้ การเพิ่มจำนวนผู้เดินทางยังช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งร้านอาหารท้องถิ่น ตลาดชุมชน และผู้ผลิตสินค้า OTOP ที่สามารถนำเสนอสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยวจากต่างพื้นที่

ช่วงเวลาจัดงานยังครอบคลุมสองปีปฏิทิน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม 2569 รวม 61 วัน และต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 14 มีนาคม 2570 อีก 73 วัน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมหกรรมกระจายต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570

หลังจบพืชสวนโลก อุดรธานีเตรียมต่อยอดแหล่งท่องเที่ยวถาวร

นอกจากการสร้างรายได้ระหว่างจัดมหกรรมแล้ว ภาครัฐยังมีแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่องหลังวันที่ 14 มีนาคม 2570

แผนพัฒนาพื้นที่ในระยะต่อไปครอบคลุมการเป็นสวนสาธารณะ ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร สถานที่จัดนิทรรศการ และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี รวมถึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบการบริหารพื้นที่

โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาสำหรับมหกรรม ทั้งสวน อาคาร ระบบสาธารณูปโภค และพื้นที่จัดกิจกรรม จะสามารถนำมาต่อยอดรองรับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ในอนาคต

สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ซึ่งเคยมีปัญหาสภาพดินเค็ม การพัฒนาพื้นที่จัดงานยังเป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ด้านพืชสวน การปรับปรุงดิน และการจัดการทรัพยากรน้ำมาใช้พัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชและการอนุรักษ์ระบบนิเวศ

ขณะเดียวกัน การบริหารพื้นที่หลังสิ้นสุดงานจำเป็นต้องมีแผนดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร การบำรุงรักษาพืชพรรณ อาคาร และระบบสาธารณูปโภค เพื่อรักษาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับประชาชนได้ในระยะยาว

ประสบการณ์จากอุทยานหลวงราชพฤกษ์เชียงใหม่จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาพื้นที่พืชสวนโลกอุดรธานีให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวถาวร พร้อมสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดหลังสิ้นสุดมหกรรม

นครราชสีมา 2572 เตรียมรับไม้ต่อพืชสวนโลกระดับ A1

หลังจากมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี ประเทศไทยยังมีแผนจัดมหกรรมพืชสวนโลกครั้งต่อไปที่จังหวัดนครราชสีมาในปี 2572

ตามข้อมูลของ AIPH จังหวัดนครราชสีมาได้รับสิทธิ์จัดงาน Korat Expo 2029 ในระดับ A1 ระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2573 รวม 110 วัน

เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้เข้าชมประมาณ 4 ล้านคน และมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพประมาณ 19,000 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 36,000 อัตรา

ส่วนกรอบงบประมาณโครงการที่มีรายงานในเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 4,281 ล้านบาท โดยอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานในอนาคต

การได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพของนครราชสีมาจะทำให้ประเทศไทยมีประสบการณ์จัดมหกรรมพืชสวนโลกในสามจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี และนครราชสีมา ซึ่งแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และวัฒนธรรมแตกต่างกัน

การจัดงานที่อุดรธานียังเป็นโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐนำประสบการณ์ด้านการบริหารพื้นที่ การรองรับนักท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพัฒนาการจัดงานนครราชสีมาในปี 2572

พืชสวนโลกกับอนาคตเศรษฐกิจไทย จากมหกรรมสู่การพัฒนาภูมิภาค

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มหกรรมพืชสวนโลกมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเจ้าภาพ โดยเชียงใหม่เป็นตัวอย่างของการลงทุนที่สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ถาวร ซึ่งยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับอุดรธานี มหกรรมพืชสวนโลก 2569 เป็นโอกาสสำคัญในการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการดึงดูดนักท่องเที่ยว การกระตุ้นธุรกิจบริการ และการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเงินหมุนเวียนตลอดโครงการ 32,000 ล้านบาท

การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียงยังช่วยเพิ่มโอกาสกระจายรายได้สู่ชุมชน ขณะที่การพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร จะเป็นส่วนสำคัญของการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานหลังสิ้นสุดมหกรรม

จากเชียงใหม่สู่อุดรธานี และต่อเนื่องไปยังนครราชสีมาในปี 2572 การจัดมหกรรมพืชสวนโลกจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ประเทศไทยใช้ส่งเสริมเศรษฐกิจภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง