แพทย์ดึงสติคนไทยไม่ตีตราแรงงานต่างด้าว ชี้ต่างกลัวโควิด-19 แต่ไม่สร้างความแปลกแยก

แพทย์ดึงสติคนไทยไม่ตีตราแรงงานต่างด้าว ชี้ต่างกลัวโควิด-19 แต่ไม่สร้างความแปลกแยก
มติชน
24 ธันวาคม 2563 ( 14:55 )
25
แพทย์ดึงสติคนไทยไม่ตีตราแรงงานต่างด้าว ชี้ต่างกลัวโควิด-19 แต่ไม่สร้างความแปลกแยก

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการดูแลสุขภาพจิตของกลุ่มแรงงานเมียนมาที่ถูกกักกันตัวในสถานกักกันในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทย ว่า ในส่วนของกลุ่มแรงงานเมียนมาในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร กรมสุขภาพจิตจะมีมาตรการเรื่องวัคซีนชุมชน เวลาที่มีผลกระทบอะไรต่างๆ

 

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ต้องสร้างความรู้สึกที่จะดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งในส่วนของแรงงานข้ามชาตินั้น มีการอยู่รวมกันเป็นชุมชนชัดเจน และใช้เครื่องมือนี้ลงไปทำงานผ่านระบบอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) โดยการประเมินความเครียด ความกังวลใจของกลุ่มแรงงานในพื้นที่ และส่งข้อมูลมาที่ศูนย์สุขภาพจิตเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลส่งคืนกลับไปที่จังหวัดให้สามารถดำเนินการดูแลกลุ่มเป้าหมายได้ ขณะเดียวกัน ยังทำงานผ่านกลุ่มแกนนำแรงงานต่างด้าว ในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รับรู้ว่าจะใครกำลังจะเข้าไปทำอะไรกับเขา ซึ่งการรับรู้ข้อมูลจะทำให้แรงงานมีความสงบ

 

“เรายังเปิดช่องทางให้ผู้นำแรงงานสามารถพูดคุยกันได้มากขึ้น เพราะตอนนี้เหมือนเขาอยู่กับที่ แต่ถ้ายังสามารถพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนรวมกันระหว่างเพื่อนร่วมชาติ จะเกิดการเชื่อมโยงความรู้สึกและช่วยลดความตึงเครียด และเราต้องทำให้เขามั่นใจว่ามีคนห่วงใยเขา ซึ่งขณะนี้แรงงานมาจะมากันพร้อมครัว มีเพื่อนที่สามารถเชื่อมโยงความห่วงใยกันอยู่แล้ว ก็อยากชวนคนไทยส่งความห่วงใยถึงแรงงานด้วย เพื่อทำให้คนที่รู้สึกว่าอยู่ในจุดอับที่สุดแล้วในตอนนี้ยังรู้สึกว่ามีคนเป็นห่วง เข้าใจ ไม่ใช่มีแต่คนเพ่งโทษ” พญ.พรรณพิมล กล่าว

 

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความห่วงใยและการได้รับข้อมูลข่าวสารก็จะทำให้เขาสงบลง เวลาที่เขาสงบ และอยู่อย่างมีความรู้สึกผูกพัน และมีจุดที่เชื่อมโยงได้ สิ่งที่ตามมาคือ ความเข้าใจกติกาที่กำลังดำเนินการ และให้ความร่วมมือมากขึ้น เมื่อรวมมือกัน กลไกการควบคุมโรคที่ออกมาแบบนั้นก็จะมีเป้าหมายที่สำคัญคือคนไทย และแรงงานต่างด้าวมีความปลอดภัยกันทุกคน

 

“ส่วนเรื่องการตีตรานั้นต้องบอกว่า เราก็กลัวเขา เขาก็กลัวเรา ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่าย กลับมาที่หลักการในเข้าใจกัน และช่วยกันควบคุมป้องกันโรคน่าจะเป็นความปลอดภัยมากกว่าเราไปกดดันเขา ทำให้เขารู้สึกว่าแปลกแยก และเลยไม่อยากให้ความร่วมมือในการป้องกันโรค ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม ดังนั้นวันนี้เรากลัวโรค แต่อย่ากลัวคน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ถ้าเรามีมาตรการในการที่ตัวเราเองดูแลตัวเอง ด้วยหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือให้ ยิ่งไม่ได้เข้าพื้นที่เสี่ยงก็อยู่ในความปลอดภัยอยู่แล้ว” พญ.พรรณพิมล กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง