แอพพ์ 'ไทยชนะ' เข้าถึงอะไรในมือถือที่ติดตั้งบ้าง!?

แอพพ์ 'ไทยชนะ' เข้าถึงอะไรในมือถือที่ติดตั้งบ้าง!?
มติชน
28 พฤษภาคม 2563 ( 19:33 )
242
แอพพ์ 'ไทยชนะ' เข้าถึงอะไรในมือถือที่ติดตั้งบ้าง!?

แอพพ์ ‘ไทยชนะ’ เข้าถึงอะไรในมือถือที่ติดตั้งบ้าง!?

นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์สนุกดอตคอม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปรเมศวร์ มินศิริ เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ” ของรัฐบาล พร้อมกับระบุว่า การติดตั้งแอพพ์นี้จะอนุญาตให้สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในเครื่องที่ติดตั้งได้ อย่างเช่น ไฟล์ รูปภาพ และวิดีโอ

โดยนายปรเมศวร์ระบุในเฟซบุ๊กว่า

“(กรุง)ไทยชนะ รัฐบาลประกาศเปิดตัวไทยชนะเป็น App บนมือถือแล้ว โดยระบุว่าเป็น App ในแอคเคาท์ของธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นธนาคารของรัฐบาล ตอนนี้มีให้โหลดแล้วบนมือถือแ(กรุง)ไทยชนะ

รัฐบาลประกาศเปิดตัวไทยชนะเป็น App บนมือถือแล้ว โดยระบุว่าเป็น App ในแอคเคาท์ของธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นธนาคารของรัฐบาล

ตอนนี้มีให้โหลดแล้วบนมือถือแอนดรอยด์ จากข่าวคือจะมีระบบเช็ค OTP มือถือแล้วทำให้ระบุตัวตนได้จริงๆไม่สามารถปลอมเบอร์มือถือได้แบบช่วงสิบวันที่ผ่านมา ลองกดดูในหน้านี้ตรง Permissions และ View details ได้นะครับ https://play.google.com/store/apps/details…

แอพนี้จะเข้าถึงอะไรในมือถือของผู้ที่ติดตั้งบ้าง

1. สามารถเข้าถึงตำแหน่งของโทรศัพท์ (Location) ถ้าเจ้าของไม่เปิด GPS ก็จะระบุได้คร่าวๆจากโครงข่ายผู้ให้บริการมือถือ แต่ถ้ามือถือนั้นเปิด GPS ก็จะระบุตำแหน่งเป๊ะๆได้เลยจากพิกัดดาวเทียม

2. สามารถเข้าถึงไฟล์รูปภาพ มีเดีย(วิดีโอ) และไฟล์ต่างๆได้

ซึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยว่าถ้าจะแก้ปัญหาสองอย่างนี้ มีความจำเป็นจะต้องขอเข้าถึงตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือรวมถึงการเข้าถึงรูป,วิดีโอและไฟล์ของผู้ใช้หรือไม่???

เพื่อความสะดวก ผู้ที่ติดตั้งแอพนี้ควรทราบข้อมูลนี้ด้วยว่า นี่คือการยินยอมให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ของท่านด้วยนะครับ

โดยหลังจากที่ข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ออกไป มีผู้ที่เข้าไปแสดงความเห็นหลากหลาย มีทั้งขอบคุณที่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้คนทั่วไปได้รับรู้ ขณะที่บางคนมองว่า กลัวข้อมูลเหล่านี้หลุดออกไป

หลังจากนั้น นายปรเมศวร์ ได้โพสต์ชี้แจงต่อว่า

เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Privacy นี่ หลายคนอาจมองว่า ปกติเราก็ให้แอพต่างๆเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเราได้ตั้งเยอะแยะ เช่น Facebook, Google ฯลฯ

คำตอบคือ เพราะเราเชื่อมั่นในเอกชนขนาดใหญ่เล่านั้น โดยเฉพาะที่มาจากต่างประเทศเช่น อเมริกา เนื่องจากกฎหมายที่นั่นเขาเข้มงวดมากๆ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถ้าเอกชนพวกนี้ “พลาด” ขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว เขาจะถูกฟ้องร้องกันจนอ่วม แถมหุ้นตกมหาศาลแบบที่ Facebook เองก็เคยโดนมาในกรณี Facebook–Cambridge Analytica data breach ค่าปรับว่าเยอะแล้วแต่ราคาหุ้น Facebook ช่วงนั้นตกลงไป 24% นี่เป็นเงินมากถึง $134 พันล้านเหรียญ!

ต่างจากเมืองไทยที่ตอนนี้ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องมีผลบังคับใช้วันนี้ ได้รับการขยายยกเว้นไปอีกหนึ่งปีเกือบหมด ทำให้ขาดมาตรการทางกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องนี้

การติดตั้งแอพจึงควรเป็นทางเลือก ว่าผู้ใช้จะยอมสละข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้ให้บริการรายนั้นหรือไม่ ผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าเป็นภาคบังคับหรือกึ่งบังคับ ควรจะพิจารณาให้รอบคอบว่า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องดึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆจากประชาชนไป เพื่อแลกกับมาตรการป้องกันโรคระบาด ที่แทบจะไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศนอกสถานกักกันคนที่เข้ามาจากต่างประเทศเป็นเวลาราวหนึ่งเดือนแล้ว มีทางเลือกที่จะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลให้น้อยกว่านั้นแต่ยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ด้วยนะครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง