รีเซต

AI สำรวจอวกาศ เป็นไปได้อย่างไร ? เมื่อมหาอำนาจแข่งหาโลกใบใหม่

AI สำรวจอวกาศ เป็นไปได้อย่างไร ? เมื่อมหาอำนาจแข่งหาโลกใบใหม่
TNN ช่อง16
28 ตุลาคม 2569 ( 18:00 )

คุณกรทอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ KornKT มองว่า ภาพรวมในการสำรวจอวกาศในขณะนี้ระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือการแข่งขันกันว่า ใครที่จะสามารถไปถึงดวงจันทร์ก่อนภายในปี 2028 ซึ่งคุณ KornKT เปรียบเทียบว่าการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ของจีนและสหรัฐฯ ไม่ต่างกับในตอนที่สหรัฐฯ ทำภารกิจยาน “อะพอลโล” แข่งขันกับการส่งยาน “โซยุซ” ของสหภาพโวเวียตในสมัยสงครามเย็น

และในการแข่งขันนี้เอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาด้านอวกาศของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก คำถามคือ แล้ว AI ใช้ในการสำรวจอวกาศอย่างไร ?

คุณกรทอง กล่าวว่า ตัวอย่างแรกที่ชัดเจนที่สุด คือการนำ AI มาช่วยศึกษาและหาดาวเคราะห์ที่มีความคล้ายกับโลก หรือหากอธิบายง่ายๆ ก็คือความพยายามจะหา “โลกใบใหม่” คุณ KornKT ชี้ให้เห็นว่าความเป็นไปได้ในเชิงข้อมูลว่าควรจะมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกหรือดาวพฤหัสบดีประมาณแสนล้านดวงอยู่ในกาแล็คซีทางช้างเผือก แต่การรวบรวมข้อมูลที่มหาศาลขนาดนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยและนั่นคือ โปรแกรมอย่าง “ExoMiner” ที่พัฒนาขึ้นโดยนาซา  เพื่อเอามาหาดาวที่อาจจะเหมือนกับโลกหรืออาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันพบแล้วประมาณ 300 ดวง และเพราะเหตุนี้เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือเข้ามาช่วยเหลือนักดาราศาสตร์ก็สามารถเอาเวลาไปใช้ในการค้นคว้าสำรวจในด้านอื่นได้มากขึ้น

“งานด้านอวกาศอาจจะดูว่าไกลตัว อาจจะมองว่าเราทำอวกาศแล้วได้อะไร ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าในชีวิตประจำวันของเรา อวกาศแฝงอยู่ในนั้นอยู่เยอะมากทั้งข้อมูล การใช้บริการระบบต่าง ๆ ท้ายที่สุด งานด้านอวกาศเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่อาจจะปลดล็อกให้เราสำรวจไปได้ไกลขึ้น”  คุณกรทอง กล่าว

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คุณกรทอง กล่าวว่าในฝั่งของภาคเอกชนอย่าง SpaceX ของสหรัฐฯ มีการพัฒนา Starlink หรือคือดาวเทียมสื่อสาร แต่ก็มีแผนว่าในเมื่อดาวเทียมมีเป็นหมื่นดวงอาจจะปรับต่อยอดเป็น Data Center ในอวกาศ ดังนั้นจึงมีอย่างบริษัท Star Catcher และ Star Cloud ที่ทดลองเอาชิป GPU ขึ้นไปบนอวกาศเพื่อประมวลผล 

ในขณะที่ฝั่งจีนก็มีบริษัทอย่าง ADA Space ที่มีแผนเหมือนกันว่าจะทำกลุ่มดาวเทียมราว 2,800 ดวงเพื่อไปประมวลผลตัว Generative AI ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้จะเป็นฉากทัศน์แรกที่เป็นตัวอย่างจากฝั่งสหรัฐฯ กับจีนว่า 2 มหาอำนาจมีการใช้ AI ในแง่อวกาศอย่างไร

แล้วในประเทศไทยจะมีการประยุกต์ใช้ AI ในงานของ GISTDA อย่างไร ?


ในประเด็นนี้ ดร.ประเมศ แก้วมีศรี นักพัฒนานวัตกรรมฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มองว่า สำหรับ GISTDA หลัก ๆ แล้วจะดูในเรื่องของภัยพิบัติ การเกษตร และรวมถึงเรื่องของคาร์บอนเครดิต สำหรับ AI  ก็มีการใช้ในส่วนของข้อมูลดาวเทียมพอส่งมาถึงในสถานีตรวจรับ สถานีรับสัญญาณเสร็จแล้วก็จะได้ไฟล์ของดาวเทียมมาแล้วเราจะเอามาเข้าในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ Preprocessing, Processing แล้วก็สุดท้ายเป็น Post-processing  ดังนั้น AI แทรกอยู่ในทุก ๆ กระบวนการ


“เรื่อง ‘ฝุ่น’ เป็นอีกประเด็นที่ GISTDA จะนำ AI เข้ามาช่วยทำงานด้วย เพราะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน AI สามารถ Automate โมเดลพยากรณ์ฝุ่นออกมาได้ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่ต้องมีคนคอยเข้าไปกำกับ โดยเจ้าหน้าที่แค่มาเช็กผลในภายหลัง” นวัตกรแห่ง Gisda กล่าว


แล้วแนวคิดเรื่องการย้าย Data Center ขึ้นไปบนอวกาศ เป็นไปได้มากแค่ไหน ?

 

ประเด็นนี้ คุณกรทอง กล่าวว่าการย้าย Data Center ไปบนอวกาศมีทั้งในแง่มุมของความน่าสนใจและความเป็นไปได้อยู่เยอะ ภาพแรกที่ต้องย้ำคือ ในปัจจุบันยังไม่ได้มี Data Center ที่ให้บริการจากนอกโลกจริง ๆ ยังไม่ได้แบบย้ายทั้งหมดขึ้นไปได้ แต่มันมีความน่าสนใจ คือ เรื่อง “พลังงาน” เพราะ Data Center ใช้พลังงานพอสมควรและอาจจะกระทบกับตัว Power Grid ตัวของพลังงานเมืองรอบได้ โดยเอกชนของสหรัฐฯ กับจีน ตอนนี้เริ่มที่จะมีการนำชิปไปทดลองประมวลผลอยู่นอกโลก โดยที่จีนอย่างถึงขั้นให้บริการตัว Platform ของจีนไปทดลองจากนอกโลกมาจริง ๆ และก็จะพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เมื่อพูดถึง “เศรษฐกิจอวกาศ” หรือ Space Economy ดร.ประเมศ  ระบุว่าการใช้ AI ในฝั่งของ Data Center ทาง GISTDA เองก็พยายามที่จะศึกษาในเรื่องของ Space Economy ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มองว่าอยากจะเป็นหน่วยงานที่มีดาวเทียมเยอะที่สุดแต่อยากจะเห็นว่าทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) มันจะเป็นเรื่องของการขยายธุรกิจทางอวกาศมากกว่าหรือการเติบโตในบริเวณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า ซึ่งตอนนี้ในมุมมองของ GISTDA มองว่าถ้าไทยมีข้อมูลที่เป็นสาธารณะ รวดเร็ว แล้วมีความแม่นยำสูงก็สามารถใช้ทรัพยากร AI หรือว่า Data Center ได้เต็มที่มากขึ้นไปด้วย

นวัตกรแห่ง Gisda ท่านนี้ยัง ทิ้งท้ายว่า AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์ความรู้การกำหนดโอกาสต่าง ๆ เพราะเรามาถึงทุกวันนี้ได้ก็มาจากองค์ความรู้ต่าง ๆ ในอดีต ถ้าลองนึกภาพว่าถ้าทุกอย่างพัฒนาเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดยิ่งขึ้น มนุษยชาติจะไปได้ไกลอีกไกลเพียงใด


ข่าวที่เกี่ยวข้อง