รีเซต

โลกเสี่ยง “ร้อนสุดขั้ว” ประชากรโลก 41% อาจได้รับผลกระทบภายในปี 2593

โลกเสี่ยง “ร้อนสุดขั้ว” ประชากรโลก 41% อาจได้รับผลกระทบภายในปี 2593
TNN ช่อง16
16 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:00 )
13

ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า จำนวนประชากรโลกที่ต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปี พ.ศ.2593 หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าประชากรราว ร้อยละ 41 ของโลก จะต้องเผชิญกับความร้อนสุดขั้ว และไม่มีภูมิภาคใดที่ปลอดภัยจากผลกระทบดังกล่าว

การศึกษานี้เผยแพร่ในวารสาร Nature Sustainability นับเป็นงานวิจัยที่มีรายละเอียดมากที่สุดชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับความเร็วและขอบเขตของอุณหภูมิสุดขั้วในแต่ละภูมิภาค ขณะที่ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้นจากระดับ 1 องศาเซลเซียสเหนือยุคก่อนอุตสาหกรรมเมื่อราว 10 ปีก่อน ไปสู่ 1.5 องศาเซลเซียสในทศวรรษนี้ และอาจแตะ 2 องศาเซลเซียสราวกลางศตวรรษนี้ หากรัฐบาลทั่วโลกไม่เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน



นักวิจัยระบุว่า แม้พื้นที่เขตร้อนและซีกโลกใต้จะได้รับผลกระทบจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นรุนแรงที่สุด แต่ประเทศในซีกโลกเหนือก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและอาคารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศหนาวมากกว่าสภาพอากาศร้อนจัด

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อรูปแบบความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก โดยในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพื่อทำความร้อนในซีกโลกเหนือจะลดลง ขณะที่ความต้องการพลังงานเพื่อการทำความเย็นในซีกโลกใต้จะเพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยอื่น ๆ ยังยืนยันว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ความต้องการพลังงานจากเครื่องปรับอากาศทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นแซงหน้าและสูงกว่าการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนอย่างมาก

ในการศึกษานี้ นักวิจัยนิยาม “สภาพอากาศสุดขั้ว” จากจำนวนวันที่อุณหภูมิในแต่ละปีเบี่ยงเบนจากระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ 18 องศาเซลเซียส จากนั้นใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์คาดการณ์พื้นที่ที่การเปลี่ยนแปลงจะรุนแรงที่สุดและจำนวนประชากรที่จะได้รับผลกระทบ

ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หากโลกเผชิญภาวะโลกร้อนที่ระดับ 2 องศาเซลเซียส จำนวนประชากรที่ต้องเผชิญความร้อนจัดจะเพิ่มจาก 1,540 ล้านคน หรือร้อยละ 23 ของประชากรโลกในปี พ.ศ.2553เป็น 3,790 ล้านคน หรือร้อยละ 41 ของประชากรโลกที่คาดการณ์ในปี พ.ศ.2593

ประเทศที่มีประชากรได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อินเดีย ไนจีเรีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ ขณะที่ประเทศซึ่งจะเผชิญการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอันตรายอย่างรวดเร็วที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ไนจีเรีย ซูดานใต้ สปป.ลาว และบราซิล

นักวิจัยยังพบว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางภาวะโลกร้อน ใกล้ระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และพลังงาน จำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างเร่งด่วน

ด้าน “ราธิกา โคสลา” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ระบุว่า การปล่อยให้โลกร้อนเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียส จะส่งผลกระทบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ การอพยพ ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม พร้อมย้ำว่า แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ยังคงเป็นหนทางเดียวในการย้อนแนวโน้มวันที่ร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ

เธอยังเตือนว่า แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วในซีกโลกเหนือก็จะเผชิญความยากลำบาก เนื่องจากยังขาดความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความร้อน ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอาคารและโครงสร้างพื้นฐานเก่าและออกแบบมารองรับอากาศหนาว ในปี พ.ศ.2566 โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของอังกฤษถึงกับต้องนำโรงไฟฟ้าถ่านหินกลับมาเดินเครื่องชั่วคราว เพื่อรองรับความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงคลื่นความร้อนที่ผิดปกติ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง