วันที่ 25 กันยายน คือวันที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น ในตอนแรกฝนตกลงมาตามปกติ แม้ช่วงหน้าฝนบริเวณบ้านจะมีน้ำขังอยู่บ้าง แต่ก็เป็นภาพที่คุ้นเคยจนไม่มีใครคิดว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง ทุกอย่างยังดูเหมือนคืนฝนตกธรรมดา ไม่มีสัญญาณเตือนว่าน้ำจะไหลเข้าท่วมบ้าน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ฝนยังคงตกหนักและต่อเนื่องไม่หยุด ก่อนที่น้ำจะเริ่มไหลทะลักเข้ามาภายในบ้านอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เห็นน้ำเริ่มเข้าบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือรีบขนของสำคัญและสิ่งของจำเป็น ขึ้นไปไว้บนชั้น 2 ทั้งเอกสาร เสื้อผ้า อุปกรณ์จำเป็น และทุกอย่างที่คิดว่าอาจต้องใช้หากสถานการณ์เลวร้ายลง ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะสูงขึ้นอีกแค่ไหน จึงยังปลอบใจกันว่าอาจเป็นเพียงน้ำขังชั่วคราว แต่เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาประมาณ 7.00 น. กลับพบว่าน้ำท่วมสูงถึงระดับหัวเข่าแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน การคว้าเสื้อผ้า ของใช้จำเป็น รวมถึงพยายามยกรถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วนขึ้นที่สูง กลายเป็นการแข่งกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกนาที ต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่าช้ากว่าน้ำอยู่เสมอ ประมาณ 9.00 น. ครอบครัวตัดสินใจอพยพครั้งแรกไปยังอาคาร 22 บริเวณตลาดเกรียงไกร โดยมีพ่อ แม่ น้องสาว และฉันเดินทางไปด้วยกัน เส้นทางที่เคยผ่านได้อย่างง่ายดายกลับกลายเป็นทางน้ำที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ระดับน้ำสูงถึงเอว และบางช่วงเกือบถึงหน้าอก ทุกก้าวที่เดินต้องระวังอย่างที่สุด เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าใต้ผืนน้ำขุ่นนั้นมีหลุม ท่อ หรือสิ่งกีดขวางอะไรซ่อนอยู่ ระหว่างทางโทรศัพท์ที่ถืออยู่หล่นจมหายไปในน้ำ ทำให้ต้องสูญเสียช่องทางสำคัญในการติดต่อกับคนอื่นไปอีกอย่างหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเมื่อไปถึงที่พักชั่วคราว แม้จะรู้สึกปลอดภัยขึ้นเล็กน้อย แต่ความลำบากยังไม่จบ น้ำยังคงท่วมสูงจนไม่สามารถใช้ห้องน้ำหรืออาบน้ำได้ตามปกติ การระบายของเสียก็ทำไม่ได้ เพราะทั้งระดับน้ำและระบบท่อไม่เอื้ออำนวย จากเหตุการณ์ที่เคยคิดว่าเป็นเพียงฝนตกหนัก ชีวิตประจำวันกลับถูกพรากไปทีละอย่าง การเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ กินอาหาร หรือแม้แต่การติดต่อสื่อสารกับคนอื่น กลายเป็นเรื่องยากเย็นจนแทบทำไม่ได้ กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 26 กันยายน สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อที่พักถูกตัดน้ำและไฟฟ้า หลังมีการแจ้งเตือนเรื่องอันตรายจากไฟฟ้ารั่วในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องตัดกระแสไฟเพื่อความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องตัดกระแสไฟเพื่อความปลอดภัย ระบบปั๊มน้ำเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย คืนนั้นเราต้องอยู่ท่ามกลางความมืด มีเพียงแสงสั่นไหวจากเทียน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มี Wi-Fi และไม่สามารถติดต่อใครได้ตามปกติ สิ่งเดียวที่ทำได้คือพยายามข่มตานอน ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความกังวล และได้แต่ภาวนาว่าเช้าวันใหม่จะนำข่าวดีมาให้ แต่เสียงสัญญาณเตือนจากรถที่จอดอยู่ด้านนอกกลับดังขึ้นเป็นระยะตลอดทั้งคืน เพราะระดับน้ำยังคงสูงขึ้น รถที่ตอนแรกจอดอยู่สูงกว่าคันอื่นก็เริ่มถูกน้ำท่วมจนระบบเตือนภัยทำงาน เสียงเหล่านั้นทำให้การนอนหลับแทบเป็นไปไม่ได้ บางครั้งหลับไปได้เพียงประมาณ 30 นาที ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงรถหรือเสียงผู้คนด้านนอก จากนั้นต้องลุกออกมาดูระดับน้ำและตรวจสอบว่ามีใครกำลังสัญจรผ่านไปมาหรือไม่ ในความมืดและความไม่แน่นอน ยังมีเรือและรถเข้ามาช่วยแจกจ่ายอาหารกับน้ำดื่ม สิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างมาก เพราะในห้องไม่มีไฟฟ้า แม้แต่การต้มน้ำเพื่อทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังทำไม่ได้ เช้าวันต่อมา บริเวณชั้น 22 ที่พักอยู่เริ่มมีการจัดตั้งครัวกลางช่วยเหลือผู้ประสบภัยใกล้ห้องพัก ผู้คนช่วยกันรวบรวมข้าว น้ำ เครื่องปรุง และวัตถุดิบต่าง ๆ รวมถึงคนที่มีความสามารถในการทำอาหารมาช่วยกันปรุงอาหารแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย แม่เป็นพนักงานประจำอาคารแห่งนั้นอยู่แล้ว จึงเข้าไปช่วยงานและช่วยแบ่งปันสิ่งของให้กับผู้ที่เดือดร้อน การได้เห็นคนจำนวนมากซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนยื่นมือเข้าช่วยเหลือกัน ทำให้รู้ว่าท่ามกลางความมืดมนและความสิ้นหวัง ยังมีน้ำใจของผู้คนและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยคอยประคองให้แต่ละคนผ่านวันอันยากลำบากไปได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น. เพื่อนของพ่อสามารถกลับไปยังบ้านของตัวเอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักได้ พ่อจึงตัดสินใจให้ครอบครัวไปพักที่บ้านของเพื่อนพ่อเป็นการชั่วคราว แต่ก่อนจะย้ายไป เราจำเป็นต้องกลับบ้านเพื่อพาสุนัขออกมาและเก็บของใช้ที่จำเป็นเพิ่มเติม ครั้งนี้มีเพียงพ่อกับฉันที่กลับเข้าไป เพราะระดับน้ำสูงมากและไม่ปลอดภัยสำหรับแม่กับน้อง ระหว่างทางกลับบ้าน น้ำท่วมสูงกว่าเดิมมาก และสิ่งที่พบทำให้รู้ว่าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าที่เคยจินตนาการ มีทั้งสัตว์ที่เสียชีวิตและลอยอยู่ในน้ำ รวมถึงคราบน้ำมันสีดำที่เกาะติดร่างกายและเสื้อผ้าตลอดทาง ทุกก้าวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินหน้าต่อไป เมื่อกลับถึงบ้าน ภาพตรงหน้าทำให้แทบพูดไม่ออก เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างล้มลงและจมน้ำ ทั้งตู้เย็น ตู้แช่ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ โซฟาลอยอยู่ท่ามกลางน้ำ ข้าวของที่เคยวางอยู่ในบ้านถูกน้ำพัดกระจัดกระจายหรือจมอยู่ใต้น้ำ ทุกสิ่งที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นบ้านที่ใช้ชีวิตและสะสมความทรงจำมานาน กลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยน้ำ โคลน และความเสียหายจากน้ำท่วม การต้องเดินเข้าไปเก็บของในสภาพนั้นเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้ง เพราะไม่รู้เลยว่าจะยังมีอะไรเหลือให้กอบกู้กลับมาได้บ้าง การอพยพออกจากบ้านครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นอกจากเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นแล้ว เรายังต้องพาสุนัขออกมาด้วย ภาระทุกอย่างหนักขึ้นหลายเท่าเมื่อรวมกับระดับน้ำที่สูงและเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ระหว่างทางมีคุณป้าคนหนึ่งเข้ามาช่วยยกสุนัขให้ ทำให้ภาระที่แบกอยู่เบาลงไปมาก ระหว่างทางยังได้พบเพื่อน ๆ ที่กำลังพยายามอพยพออกจากพื้นที่ของตัวเองเช่นกัน ทุกคนมีสีหน้าเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเปียกชื้น และต้องแบกของเท่าที่พอจะนำออกมาได้ ภาพเหล่านั้นทำให้เห็นชัดเจนว่า ไม่มีใครกำลังเดินทางอย่างสบาย ทุกคนต่างกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เดียวกัน หลังจากนั้นพ่อ แม่ น้อง และฉันจึงเดินทางไปยังจุดนัดพบเพื่อไปพักที่บ้านเพื่อนพ่อ ระหว่างที่ฉันกับพ่อรออยู่ แม่และน้องต้องเดินทางด้วยเรือมายังจุดนัดพบ ช่วงเวลาที่รอคอยยาวนานจนรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทั้งที่ความจริงอาจผ่านไปเพียงไม่นาน เมื่อเห็นแม่กับน้องเดินทางมาถึง ทุกคนจึงได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ความโล่งใจในตอนนั้นยากจะอธิบาย แต่ภาพที่เห็นระหว่างทางกลับทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างมาก ตั้งแต่เกิดมา ฉันเคยเห็นน้ำท่วมและภัยพิบัติผ่านข่าวเท่านั้นและมักคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับคนในจังหวัดอื่นหรือพื้นที่อื่น ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งน้ำจะไหลเข้ามาถึงบ้านของตัวเอง และบังคับให้เราต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อรักษาชีวิต จนถึงตอนนี้ ความเสียหายยังคงอยู่ และเรายังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ รถยนต์ขนาดใหญ่ของพ่อได้รับความเสียหายจนต้องตัดสินใจขาย รถจักรยานยนต์ 3 คันพังจากน้ำท่วม เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเสียหาย รวมถึงอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียนของน้อง และอุปกรณ์การเรียนของฉันอีกหลายอย่าง สิ่งของบางอย่างอาจซื้อใหม่ได้ แต่ความรู้สึกในวันที่เห็นของที่สะสมมานานพังลงต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อกลับคืนมาได้ง่าย ๆ ทุกวันที่อยู่บ้านเพื่อนพ่อ เรายังคงได้แต่เฝ้ารอและภาวนาให้น้ำลดลง หวังว่าสักวันจะได้กลับไปเห็นบ้านอีกครั้ง และค่อย ๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่จากซากความเสียหายที่เหลืออยู่ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เข้าใจคำว่า “ภัยพิบัติใกล้ตัว” อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย เพราะภัยอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยสัญญาณที่ชัดเจน ฝนที่ดูเหมือนตกตามปกติในคืนหนึ่ง สามารถเปลี่ยนเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอพยพออกจากบ้านภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้ สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้คือ การเตรียมความพร้อมไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเริ่มทำ ควรเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินที่มีเอกสารสำคัญ ยาประจำตัว เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และอุปกรณ์สื่อสาร รวมถึงรู้เส้นทางอพยพ จุดปลอดภัย และช่องทางติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือ นอกจากนี้ควรเตรียมวิธีป้องกันสัตว์เลี้ยงและวางแผนสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยาก สิ่งที่เกิดขึ้นที่ เคหะร่มเกล้า ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้าน แต่เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ทำให้เห็นคุณค่าของบ้าน ครอบครัว คนรอบข้าง และน้ำใจจากผู้คนที่เข้ามาช่วยเหลือกันในวันที่ทุกคนกำลังลำบาก เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทิ้ง ความเสียหาย ความเหนื่อยล้า ความหวาดกลัว และความสูญเสีย ไว้ในใจ แต่ก็ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้เช่นกันว่า ภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อใด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือเตรียมพร้อมตั้งแต่วันที่ยังไม่มีเหตุการณ์ เพื่อให้เมื่อวันหนึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อีกครั้ง เราจะสามารถรักษาชีวิต คนในครอบครัว สัตว์เลี้ยง และสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไว้ได้มากที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกครอบครัวได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง และขอให้บ้านที่จากมาได้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความปลอดภัยอีกครั้งในเร็ววัน🫂🫂 สถานที่: เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร ภาพปกโดย A.I. ภาพประกอบเนื้อหาโดยผู้เขียน บันทึกประสบการณ์จากเหตุการณ์จริง เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !