รีเซต

ห้ามส่งออก “ดีเซล” สะเทือนทั้งโลก

ห้ามส่งออก “ดีเซล” สะเทือนทั้งโลก
TNN ช่อง16
8 ตุลาคม 2569 ( 11:20 )

ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อส่งผลให้การผลิตและการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันทำให้รัสเซียและจีนออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อตุนไว้ใช้ในประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็มีแนวคิดดังกล่าว พร้อมกับกดดันยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนีให้ระบายน้ำมันดีเซลในคลังสำรองออกมาบรรเทาราคาที่พุ่งสูงทั่วโลก ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่ของโลกอาจใช้มาตรการห้ามส่งออกด้วย เพราะพลเมืองสหรัฐฯ ก็เผชิญผลกระทบจากราคาดีเซลที่พุ่งสูง และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้


คำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้กลุ่มเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 7 แห่ง หรือ G7 ประกอบด้วยสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี โดยมีสหภาพยุโรป (EU) ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม ต่างเห็นพ้องที่จะระบายน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบรวม 100 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน พร้อมให้คำมั่นทีจะงดเว้นการใช้มาตรการจำกัดการส่งออกพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและบริหารจัดการคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ มีกำหนดหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของการระบายน้ำมันสำรองดังกล่าวในการประชุมวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ 


ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า ในเดือนกันยายน EU และอังกฤษนำเข้าน้ำมันดีเซลจากนอกภูมิภาคราว 24.25 ล้านบาร์เรล ดังนั้น หากแบ่งการการระบายน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบจากคลังสำรองอย่างละ 50 ล้านบาร์เรล ก็เท่ากับปริมาณน้ำมันดีเซลที่ระบายออกมาจะมีจำนวนมากกว่าการนำเข้าประมาณเท่าตัว 


ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า 10 ประเทศใน EU ที่มีปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองมากที่สุด นับถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ได้แก่ ฝรั่งเศส มีอยู่ราว 7.769 ล้านตัน ตามด้วยเยอรมนี 5.579 ล้านตัน สเปนอยู่ในอันดับ 3 ที่ราว 5.054 ล้านตัน ส่วนอิตาลีอยู่ที่ 2.896 ล้านตัน โปแลนด์อยู่ที่ 2.634 ล้านตัน ฟินแลนด์อยู่ที่ 1.826 ล้านตัน เบลเยียมอยู่ที่ 1.422 ล้านตัน สำหรับสวีเดนอยู่ที่ 971,000 ตัน ตามด้วยไอร์แลนด์ 866,000 ตัน และออสเตรีย 851,000 ตัน

ราคาดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบอย่างมากเพราะมีความสำคัญต่อการขนส่งสินค้า ไม่ว่าจะรถบรรทุก เรือ หรือรถไฟ รวมถึงภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม หมายถึงสินค้าในชีวิตประจำวันทุกอย่าง ไม่ใช่แค่การใช้ในยานพาหนะ นี่จึงกลายเป็นแรงกดดันทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ท่ามกลางสงครามใน 2 สมรภูมิที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อการขนส่ง แต่ยังสร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผลักราคาให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


แม้แต่ “สหรัฐฯ” ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ รวมถึงคู่ขัดแย้งในสงครามกับอิหร่าน ก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเปิดทางให้ใช้น้ำมันดีเซลย้อมแดง (red-dyed diesel) ซึ่งมีราคาถูกกว่าเพราะได้รับยกเว้นภาษี และปกติจะสงวนไว้ใช้ในภาคเกษตรกรรม ถือเป็นความพยายามลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองของสหรัฐฯ ก็ลดลงเช่นกัน ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ณ วันที่ 11 กันยายน ปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองลดลงเหลือ 107.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ


ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์แห่งอเมริกา (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ณ วันที่ 5 ตุลาคม จากระดับ 3.76 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจะปะทุขึ้น และราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ทะลุระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 68 นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งมากกว่าราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นแตะ 4.37 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากระดับ 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือขยับขึ้นร้อยละ 47 


นักเศรษฐศาสตร์มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่อาหารไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันผู้บริโภคอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันเบนซินจะสังเกตได้ชัดเจนกว่าราคาดีเซล เนื่องจากผู้ขับขี่รถจะรับรู้ถึงราคาที่เปลี่ยนไปได้ทันทีเมื่อเติมน้ำมัน แต่ผลกระทบจากดีเซลจะส่งผ่านตลอดห่วงโซ่อุปทานในทุก ๆ สินค้าไปยังผู้บริโภค


“มาร์ก แซนดี” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ “มูดีส์” (Moody’s) ระบุว่า ผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาดีเซลจะใช้เวลาในการส่งผ่านไปถึงผู้บริโภค โดยอาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 1 ปี กว่าผลกระทบทั้งหมดจะปรากฏเต็มที่ ทั้งนี้ หากต้นทุนน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นร้อยละ 0.1 บนสมมติฐานที่ราคาอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นราว 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งปกติแล้วจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.25 เมื่อวัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 3.4 จากเป้าหมายที่วางไว้ที่ร้อยละ 2 


ด้าน “โกลด์แมน แซคส์” ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 21 กันยายน ว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ราคาอาหารขยับขึ้นร้อยละ 0.2-0.4 ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ต้นทุนค่าน้ำมันดีเซลคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5-10 ของต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่า หากสหรัฐฯ แบนส่งออกดีเซล ในระยะแรกอาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ ลดลง แต่หลังจากนั้นจะมีผลกระทบเชิงลบตามมา ซึ่งไม่เพียงราคาน้ำมันดีเซลจะสูงขึ้นทั่วโลก แต่ยังย้อนกระทบต่อราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากโรงกลั่นต้องลดปริมาณการแปรรูปน้ำมันดิบลง ทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ๆ ลดลงด้วย จึงผลักให้ราคาเพิ่มขึ้น


การห้ามส่งออกดีเซลของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างแน่นอน เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่สุดของโลก โดยในเดือนสิงหาคม สหรัฐฯ ส่งออกดีเซลมากถึง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นสถิติสูงสุด เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันปี 2025 และก่อนที่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล ชิลี เม็กซิโก เปรู โมร็อกโก ฝรั่งเศส อังกฤษ ขณะที่ “รัสเซีย” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกดีเซลรายใหญ่อันดับ 2 ราว 812,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 ขยายเวลาห้ามส่งออกดีเซลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 


ขณะที่ EU จะได้รับผลกระทบอย่างมากหากสหรัฐฯ ห้ามส่งออกดีเซล เนื่องจาก EU ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะเหลือแหล่งสำหรับนำเข้าที่จำกัดเพื่อรองรับความต้องการใช้ โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียห้ามส่งออกดีเซลอยู่ในขณะนี้ และ EU หันมาพึ่งพาน้ำมันดีเซลจากสหรัฐฯ มากขึ้นในปี 2026 เนื่องจากปริมาณการส่งออกจากตะวันออกกลาง ทั้งจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ลดลงเนื่องจากสงคราม 


ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในยุโรปยังคงอยู่ในระดับสูง ไม่ใช่มาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตที่จำกัดด้วย ปัจจุบัน โรงกลั่นในยุโรปทำงานใกล้เต็มกำลังการผลิต และมีโอกาสน้อยมากที่จะเพิ่มการผลิต


“เอเชีย” ก็เป็นอีกภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบจากการห้ามส่งออกดีเซล ปัจจุบัน ราคาซื้อขายในเอเชียอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม ถึงแม้เอเชียจะเป็นที่ตั้งของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่สุดของโลก และปกติแล้วจะผลิตน้ำมันดีเซลได้มากกว่าความต้องการใช้ภายในภูมิภาค แต่หากประเทศผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่พร้อมใจกันห้ามส่งออกดีเซลอย่างพร้อมเพรียง ก็จะทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งลาตินอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ต้องแย่งชิงปริมาณดีเซลที่มีอย่างจำกัด


บริษัทวิจัย “วูด แมคเคนซีย์” (Wood Mackenzie) ระบุว่า จีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เพียงรายเดียวที่มีกำลังการกลั่นส่วนเกินมากพอที่จะชดเชยปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากโรงกลั่นของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จีนเพิ่งประกาศระงับการส่งออกดีเซลเมื่อต้นเดือนตุลาคม ซึ่งจะกระทบเขตเศรษฐกิจที่นำเข้าดีเซลจากจีน อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย    มาเลเซีย 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง