"AI" ตัวเปลี่ยนเกมดอกเบี้ย! SCBX ชี้การเงินโลกเข้าสู่ยุคใหม่ พลิกเกมธนาคาร

กวีวุฒิ SCBX เปิดอนาคต AI พลิกโฉมโลกการเงินครั้งใหญ่ ธนาคารยุคใหม่รู้ใจลูกค้ามากขึ้น อาจได้ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน พร้อมเปลี่ยนวิธีทำงาน ลดต้นทุน สร้างโอกาสธุรกิจใหม่
นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) SCB 10X และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรม (Chief Innovation Officer: CIO) กลุ่ม SCBX เปิดมุมมองอนาคตธุรกิจการเงินในยุค AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการธนาคารครั้งสำคัญ จากเดิมที่นำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันให้ลูกค้าจำนวนมาก ไปสู่การให้บริการทางการเงินเฉพาะบุคคล โดยในอนาคตลูกค้าแต่ละคนอาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน ตามความต้องการและรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละราย
นายกวีวุฒิกล่าวบนเวทีหัวข้อ “FROM PILOTS TO IMPACT: AI Transformation in Finance จากสนามทดลองสู่ของจริง แรงกระเพื่อมเอไอเปลี่ยนโลกการเงิน” ภายในงาน TNN Tech Forum 2026: AI Warfare – The Race for Humanity สมรภูมิ AI กำหนดอนาคตมนุษยชาติ โดยระบุว่า เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนอนาคตของธุรกิจธนาคาร แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ หากเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง
ปัจจุบันหลายองค์กรลงทุนกับ AI แต่ไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เพราะเลือกใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสมกับปัญหา ทำให้สูญเสียทั้งเงิน เวลา และโอกาสทางธุรกิจ
“เทคโนโลยีคือต้นทุน ไม่มีอะไรมากกว่านั้นถ้ามันไม่เกิดประโยชน์” นายกวีวุฒิกล่าว พร้อมอธิบายว่า AI Transformation ไม่ควรเป็นเพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่ต้องช่วยสร้างความสามารถใหม่ให้องค์กร และนำไปสู่มูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้
AI เปลี่ยนโลกธนาคาร ลูกค้าอาจได้ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกวีวุฒิกล่าวถึง คือ อนาคตของธุรกิจธนาคารที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแต่ละราย หรือ Agentic Hyper-personalization
จากเดิมที่ธนาคารมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนหนึ่ง แล้วนำเสนอให้ลูกค้าเลือกใช้ เปลี่ยนเป็นการทำความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ก่อนนำเสนอบริการที่เหมาะสม เพราะธุรกิจธนาคารไม่ใช่เพียงธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นธุรกิจบริการทางการเงินที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้า
AI จะช่วยให้ธนาคารสามารถให้บริการแบบ Segment of One หรือการออกแบบบริการเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาว่าลูกค้าแต่ละรายต้องการสินเชื่อ ประกัน หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภทใด และควรนำเสนอในช่วงเวลาใด
“หลังจากนี้ทุกคนจะไม่ใช่ได้ดอกเบี้ยเท่ากันแล้ว ทุกคนอาจจะไม่ได้ต้องการสินเชื่อ ไม่ได้ต้องการประกัน ไม่ได้ต้องการโปรดักต์การลงทุน ใครต้องการอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร เราก็ควรจะ Provide ให้เขาในเวลาที่เหมาะสม” นายกวีวุฒิกล่าว
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพอนาคตที่บริการทางการเงินอาจมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามลักษณะและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย แทนการนำเสนอผลิตภัณฑ์รูปแบบเดียวกันให้ทุกคน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันเป็นวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการให้บริการทางการเงิน ไม่ใช่การประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ของธนาคารในปัจจุบัน
อนาคตธนาคารอาจไม่ต้องกดแอป แต่คุยกับ AI ได้โดยตรง
นอกจากบริการการเงินเฉพาะบุคคลแล้ว นายกวีวุฒิยังมองว่า รูปแบบการติดต่อระหว่างลูกค้ากับธนาคารจะเปลี่ยนแปลงไป โดย AI จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบ Conversational Banking หรือการให้บริการธนาคารผ่านการสนทนา
จากเดิมที่ลูกค้าต้องเปิดแอปพลิเคชันและกดเลือกเมนูต่าง ๆ อนาคตอาจเปลี่ยนเป็นการสื่อสารผ่านข้อความหรือเสียงพูด เพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งคือ Autonomous Operation หรือการนำ AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในธนาคาร โดยเฉพาะงานเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงานที่ซับซ้อน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดต้นทุน
นายกวีวุฒิมองว่า องค์กรไม่ควรเริ่มต้นจากการนำ AI ไปทำงานตามกระบวนการเดิมโดยอัตโนมัติ แต่ควรเริ่มจากการออกแบบกระบวนการใหม่ เพราะงานที่เคยต้องดำเนินการถึง 10 ขั้นตอน อาจลดเหลือเพียง 2 ขั้นตอนได้ หากใช้ AI อย่างเหมาะสม
แนวทางนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีความคล่องตัวและสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้รวดเร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่
AI ต้องสร้างผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า
นายกวีวุฒิระบุว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคทดลอง หรือ Pilot ไปสู่ยุคที่ต้องสร้างผลกระทบและผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จให้ชัดเจน ไม่ใช่วัดเพียงจำนวนผู้ใช้งาน AI หรือจำนวนโครงการที่นำ AI มาใช้
สำหรับ SCBX ได้กำหนดเป้าหมายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การบริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น และการสร้างโอกาสเติบโตหรือธุรกิจใหม่ในอนาคต
โดยเฉพาะการสร้างธุรกิจใหม่ นายกวีวุฒิมองว่า AI อาจมีบทบาทคล้ายกับอินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนในอดีต ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของธุรกิจและรูปแบบการหารายได้ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในอนาคต AI อาจเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมถึง One-person Company หรือบริษัทที่สามารถดำเนินธุรกิจด้วยคนเพียงคนเดียว โดยใช้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและ SME
SCBX ใช้ AI ตรวจสอบการทวงหนี้ 100% ลดความเสี่ยงให้ลูกค้า
สำหรับตัวอย่างการนำ AI มาใช้งานจริง นายกวีวุฒิกล่าวถึงระบบตรวจสอบคุณภาพการสนทนาระหว่างพนักงานติดตามหนี้กับลูกค้าของ CardX
เดิมการตรวจสอบการทำงานของพนักงานต้องอาศัยวิธีสุ่มตรวจบทสนทนาเพียงบางส่วน เนื่องจากการตรวจสอบทั้งหมดมีต้นทุนสูง แต่การนำ AI มาใช้ช่วยให้สามารถถอดเสียงและตรวจสอบบทสนทนาได้ 100% โดยอัตโนมัติ
ระบบจะตรวจสอบว่าพนักงานปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น การยืนยันตัวตน การแนะนำตัว การแจ้งวัตถุประสงค์ และการแจ้งยอดค้างชำระ ก่อนนำข้อมูลมาประเมินคุณภาพการให้บริการ
เป้าหมายของระบบไม่ได้อยู่ที่การตรวจจับความผิดเพื่อเอาผิดพนักงาน แต่เป็นการนำผลตรวจสอบไปปรับปรุงคุณภาพการทำงาน ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง
นายกวีวุฒิระบุว่า เมื่อพนักงานได้รับข้อมูลสะท้อนกลับและทราบข้อผิดพลาด ก็สามารถปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ AI Trainer หรือ “ครูสมใจ" ของ AutoX ที่นำ AI มาจำลองสถานการณ์การสนทนากับลูกค้า เพื่อฝึกอบรมพนักงานขายประกันวินาศภัย
AI สามารถจำลองลูกค้าที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน พร้อมประเมินการสนทนาของพนักงานว่ามีการให้ข้อมูลครบถ้วนตามหลักเกณฑ์หรือไม่ เช่น ช่องทางการชำระเงิน และสิทธิในการยกเลิกกรมธรรม์
เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนพนักงาน แต่ช่วยให้บุคลากรฝึกฝนทักษะและเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติงานจริง
โมเดล AI ภาษาไทย Typhoon ถูกเรียกใช้ 35 ล้านครั้ง ลดต้นทุนได้ถึง 10 เท่า
นายกวีวุฒิยังกล่าวถึงการพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทย Typhoon ของ SCB 10X ซึ่งเปิดให้ใช้งานผ่าน API และมีการเรียกใช้งานแล้วประมาณ 35 ล้านครั้ง
จุดเด่นของโมเดลดังกล่าวคือคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยการนำโมเดล Open-source มาปรับแต่งเพิ่มเติม สามารถช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 10–12 เท่า เมื่อเทียบกับ GPT-4o ตามตัวอย่างที่นายกวีวุฒิยกขึ้นมาบนเวที
ประเด็นนี้สะท้อนว่าองค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกใช้โมเดล AI ที่มีขนาดใหญ่หรือราคาแพงที่สุดเสมอไป แต่ควรพิจารณาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะงานและต้นทุน
ขณะเดียวกัน SCB 10X ยังลงทุนในสตาร์ตอัปเทคโนโลยีทั่วโลกไปแล้วกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าถึงนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีที่มีศักยภาพมาปรับใช้กับธุรกิจในกลุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาทุกอย่างขึ้นมาเอง
นอกจากนี้ ข้อมูล หรือ Data จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน เพราะแม้ในอนาคตองค์กรต่าง ๆ อาจเข้าถึงโมเดล AI ได้ใกล้เคียงกัน แต่ข้อมูลที่แต่ละองค์กรมีอยู่และความสามารถในการนำข้อมูลมาใช้จะเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง
SCBX จึงมี DataX ทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลภายในกลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลร่วมกันและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
ย้ำ AI พลิกองค์กรต้องเริ่มจากผู้นำ และไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง
นายกวีวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-First Organization ไม่ใช่เพียงภารกิจของฝ่ายเทคโนโลยีหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ต้องเริ่มต้นจากผู้นำองค์กร
สิ่งสำคัญคือการเริ่มจากปัญหาและความต้องการของลูกค้า แล้วจึงพิจารณาว่าควรนำเทคโนโลยีใดมาแก้ไข ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ในทุกกระบวนการ และไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่ควรเลือกเทคโนโลยีที่ดีเพียงพอในต้นทุนที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานย่อมส่งผลกระทบต่อบุคลากร ผู้นำจึงต้องมีความอดทนและให้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-First Organization ไม่ได้วัดจากความล้ำหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ตอบโจทย์ลูกค้า และให้ความสำคัญกับคนในองค์กรควบคู่กันไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
