ประเทศแห่งอีเวนต์! จะเป็นได้จริงหรือไม่? ไทยผลักดัน "อุตสาหกรรม MICE" ดูดเงินโลก

ไทยกวักมือเรียกงานระดับโลก! ให้หักภาษี 2 เท่า ดันเงินสะพัดทั่วประเทศ
ประเทศไทยกำลังเร่งกวักมือเรียกงานระดับโลกให้เข้ามาจัดในประเทศมากขึ้น ล่าสุดรัฐบาลเดินหน้ามาตรการภาษี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน นิทรรศการ และงานแสดงสินค้าในประเทศ โดยมีเป้าหมายใช้มาตรการต่อเนื่องถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
มาตรการนี้ไม่ใช่แค่การดึงชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยว แต่เป็นการดึงคนเข้ามาประชุม จัดแสดงสินค้า ดูเทคโนโลยี เจรจาธุรกิจ และมองหาโอกาสลงทุน ซึ่งล้วนมีโอกาสสร้างเม็ดเงินให้เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
MICE อุตสาหกรรมที่สร้างเงินมากกว่าการจัดงาน
หลายคนอาจคิดว่าการจัดงานหนึ่งครั้งจะสร้างรายได้ให้เฉพาะผู้จัดงานหรือศูนย์ประชุม แต่ในความเป็นจริง เม็ดเงินสามารถกระจายไปยังห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทขนส่ง ช่างภาพ ทีมโปรดักชัน ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าและธุรกิจในชุมชน
กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่าอุตสาหกรรม MICE ซึ่งย่อมาจาก Meetings, Incentives, Conventions และ Exhibitions ครอบคลุมทั้งงานประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การประชุมระดับนานาชาติ และงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้า
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรม MICE สร้างค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจให้ไทย 338,233 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มต่อ GDP ประมาณ 310,897 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.65% ของ GDP ประเทศ พร้อมสร้างงาน 304,932 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ภาษีให้ภาครัฐประมาณ 25,135 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า MICE เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย
ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เมืองรองก็มีโอกาส
แม้กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางหลักของตลาด MICE แต่เมืองภูมิภาคอย่างสงขลา เชียงใหม่ และขอนแก่นก็เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกัน
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้งานแต่ละงานไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะโรงแรมหรือศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ แต่เชื่อมโยงไปถึงร้านอาหารท้องถิ่น ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการ SME งานหัตถกรรม บริษัทขนส่ง ไกด์ และธุรกิจบริการในพื้นที่ด้วย
หากทำได้ MICE ก็จะเป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ไม่ใช่เพียงการดึงนักเดินทางเข้าประเทศแล้วกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่
อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้จัดงานระดับโลกเลือกประเทศไทย เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องแข่งขัน ทั้งค่าใช้จ่ายโดยรวม ความสะดวกในการเดินทาง ความพร้อมของสนามบิน โรงแรมและระบบขนส่ง ตลอดจนขั้นตอนการขอวีซ่าและการนำอุปกรณ์เข้าประเทศ
สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องมีความพร้อมและมีจุดเด่นที่ทำให้ผู้จัดงานทั่วโลกอยากเข้ามาจัดงานอย่างต่อเนื่อง
ดึงนักเดินทางคุณภาพ เพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจ
การผลักดัน MICE ยังสอดคล้องกับความพยายามของไทยที่จะขยับจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักเดินทางแต่ละคน
เพราะผู้เดินทางเพื่อร่วมงานประชุมหรืองานแสดงสินค้าไม่ได้มาเพียงท่องเที่ยว แต่ยังมีโอกาสซื้อสินค้า เจรจาธุรกิจ สร้างเครือข่าย และต่อยอดไปสู่การลงทุนหรือการเดินทางกลับมาพร้อมคู่ค้าและทีมงานในอนาคต
ข้อมูล TCEB ระบุว่า ปี 2568 มีนักเดินทาง MICE จากต่างประเทศกว่า 1.1 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 64,398 ล้านบาท ขณะที่นักเดินทาง MICE ภายในประเทศมีจำนวนกว่า 25.6 ล้านคน-ครั้ง
ขณะเดียวกัน ตลาดการประชุมนานาชาติก็มีการแข่งขันสูง โดยข้อมูลจากสมาคมการประชุมนานาชาติ (ICCA) ระบุว่า ในปี 2025 มีงานประชุมของสมาคมนานาชาติที่นำมาวิเคราะห์ทั่วโลก 12,438 งาน สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันดึงดูด
เปลี่ยนงานระดับโลกให้เป็นโอกาสระยะยาวของไทย
หากมองให้ลึกกว่าคำว่า “ลดภาษี” สิ่งที่ไทยกำลังพยายามสร้างคือระบบเศรษฐกิจที่ใช้การจัดงานระดับโลกเป็นประตูดึงเงินและโอกาสทางธุรกิจเข้าประเทศ
เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่แค่การดึงคนเข้ามาใช้จ่าย แต่ต้องเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยได้พบลูกค้าระดับโลก สร้างคู่ค้ารายใหม่ ขยายตลาดส่งออก พัฒนาทักษะแรงงาน และต่อยอดไปสู่การลงทุนใหม่ ๆ
หากสามารถเชื่อมโยงโอกาสเหล่านี้เข้ากับธุรกิจท้องถิ่นและเมืองต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง การจัดงานระดับโลกก็จะไม่ได้สร้างประโยชน์เพียงช่วงที่มีงาน แต่สามารถต่อยอดเป็นรายได้และการเติบโตในระยะยาว
มาตรการภาษีจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ผู้จัดงานระดับโลกนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ และทำให้เงินที่ไหลเข้ามากระจายถึงคนไทยในวงกว้าง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
