วิทัย ชู ไทยขึ้นแท่นต้นแบบ สกัดภัยโกงเงิน ดัน 12 แนวทาง Bangkok Blueprint

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ TNN WEALTH ถึงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 โดยหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อ “Bangkok Blueprint” เพื่อพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายสำหรับรับมือกับภัยหลอกลวงทางดิจิทัล
นายวิทัยกล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างมากจากการริเริ่มครั้งนี้ เนื่องจาก Bangkok Blueprint จะเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่เผชิญปัญหาการหลอกลวงฉ้อโกงทางการเงิน (Financial Fraud) และต้องการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยสามารถนำหลักการทั้ง 12 ข้อของ Bangkok Blueprint ไปใช้อ้างอิงในการดำเนินงานได้
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งดำเนินงานร่วมกันมานานกว่า 2 ปี เนื่องจากปัญหาการหลอกลวงฉ้อโกงทางการเงินสร้างความเสียหายในเอเชียเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 67% ของความเสียหายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปัญหาเริ่มขยายวงกว้างไปยังภูมิภาคอื่นทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศตัวอย่าง ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ซึ่งมีแนวทางบริหารจัดการปัญหาดังกล่าว โดยจะนำประสบการณ์จากทั้ง 4 ประเทศมาต่อยอดและพัฒนาแนวทางให้สอดคล้องกับหลักการทั้ง 12 ข้อของ Bangkok Blueprint
นายวิทัยกล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะระบบ Digital Payment และการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบการโอนเงินและการชำระเงิน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานพร้อมเพย์ถึง 83 ล้านคนทั่วประเทศ และเป็นบริการที่ไม่มีค่าธรรมเนียมเมื่อเทียบกับบริการในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระบบการเงินที่มีความสะดวกและเข้าถึงง่ายยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการหลอกลวงทางการเงิน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 43,000 ล้านบาท ก่อนจะลดลงเหลือ 35,000 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้มูลค่าความเสียหายจะปรับลดลง แต่รูปแบบการหลอกลวงทางการเงินยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องติดตามและเร่งแก้ไขอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมา ธปท. ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหนึ่งใน 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. เข้าไปดำเนินการ รวมถึงปัญหาทุนเทาและการคอร์รัปชัน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมผ่านสถาบันการเงิน
มาตรการที่ดำเนินการ เช่น การกำหนดให้ผู้ที่ฝากหรือถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อวันต้องแจ้งเหตุผลการทำธุรกรรม ส่งผลให้ยอดการถอนเงินสดกลับบ้านเกิน 5 ล้านบาทลดลงกว่า 50% ขณะที่มาตรการธุรกรรมทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งกำหนดให้มีการตรวจสอบกรณีเบิกทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัม ช่วยให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 70% โดยมาตรการเหล่านี้ช่วยลดโอกาสการหลอกลวงทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการตรวจจับความผิดปกติ ซึ่งเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนในหลายด้าน
และสุดท้าย ในมุมมองของผู้ว่าการ ธปท. ปัญหาการหลอกลวงฉ้อโกงทางการเงินสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ หากสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ได้ จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของประเทศ
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. ให้ความสำคัญ ทั้งหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs และการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรมสำหรับผู้ใช้บริการจากผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
