BJC พุ่ง +6.91% คาดกำไรสุทธิ Q3/2569 แตะ 1,800 ลบ. โต 193% บุ๊คขายที่ดิน 1,000 ลบ.

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #BJC พุ่ง +6.91% คาดกำไรสุทธิ Q3/2569 แตะ 1,800 ลบ. โต 193% บุ๊คขายที่ดิน 1,000 ลบ.
บล.ทิสโก้คงคำแนะนำ “ซื้อ” BJC คาดกำไรหลัก Q3 โต 37% ลุ้นประหยัดต้นทุนปีละ 1 พันล้านบาท
BJC กำลังเดินเกมปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของกำไร โดยมีทั้งแรงหนุนจากการรวมธุรกิจ MMVN ผลประกอบการที่ดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ และแผนลดต้นทุนบุคลากรที่อาจเริ่มเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดการณ์กำไรหลักไตรมาส 3/2569 ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC อยู่ที่ 865 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 27% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่กำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 193% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำไรการขายที่ดินซึ่งเข้ามาช่วยเสริมตัวเลขผลประกอบการ
กำไรหลักฟื้นตัว ธุรกิจไหนเป็นแรงขับเคลื่อน?
ทิสโก้มองว่าการเติบโตของกำไรหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนมาจากหลายปัจจัย ทั้งฐานกำไรที่ต่ำในไตรมาส 3/2568 ก่อนการปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง การเพิ่มขึ้นของกำไรในทุกกลุ่มธุรกิจ และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง
อีกแรงหนุนสำคัญคือการรวมผลประกอบการของ MMVN อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโดยรวม
สำหรับรายได้ไตรมาส 3/2569 ทิสโก้คาดว่าจะเติบโต 19% โดยมีรายได้จาก MMVN เพิ่มเข้ามาประมาณ 4 พันล้านบาท หากไม่รวม MMVN รายได้ยังมีแนวโน้มเติบโต 8% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของ BJC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่เข้ามาใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแรงสนับสนุนจากธุรกิจเดิมด้วย
Big C และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคยังต้องจับตา
ในส่วนของธุรกิจ MSC ทิสโก้คาดว่ายอดขายจากธุรกิจเดิมจะเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่เมื่อรวม MMVN แล้ว การเติบโตจะได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นของ MMVN ซึ่งมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG ในระดับเลขสองหลักช่วงกลาง
สำหรับ Big C Thailand คาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อย โดยยอดขายสาขาเดิมมีแนวโน้มทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคืออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ MSC ซึ่งทิสโก้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 100 จุดพื้นฐาน จากการบริหารจัดการสินค้าสูญหายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่สร้างกำไรได้ดีกว่าเดิม
ขณะที่ธุรกิจ CSC ซึ่งเกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค และ H&TSC คาดว่าจะมีรายได้เติบโต 4% และ 0.5% ตามลำดับ โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายสินค้าอาหาร สินค้าที่ไม่ใช่อาหาร และผลิตภัณฑ์ยาที่ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนธุรกิจ PSC แม้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง แต่ทิสโก้ยังประเมินว่ากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ
ปรับโครงสร้างวันนี้ เพื่อประหยัดต้นทุนในวันหน้า
ไฮไลต์สำคัญของ BJC อยู่ที่การปรับโครงสร้างพนักงาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
ทิสโก้คาดว่า BJC จะบันทึกค่าใช้จ่ายชดเชยพนักงานที่สำนักงานใหญ่ประมาณ 100 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 และค่าใช้จ่ายที่สาขาอีกประมาณ 100-200 ล้านบาทในไตรมาส 4/2569
แม้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะกดดันผลประกอบการในระยะสั้น แต่หากการปรับโครงสร้างช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรได้ตามเป้าหมาย ก็อาจสร้างผลประหยัดได้สูงถึงปีละ 1 พันล้านบาท ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ทิสโก้ประเมินว่า หากเกิดการประหยัดต้นทุนตามสมมติฐานดังกล่าว จะเป็นอัพไซด์ต่อกำไรสุทธิปี 2570 ได้ประมาณ 20% จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของประมาณการ
พูดให้เข้าใจง่ายคือ BJC ยอมรับภาระค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่งในช่วงปรับโครงสร้าง เพื่อหวังลดค่าใช้จ่ายประจำในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร หากดำเนินการได้ตามแผน
กำไรจากการขายที่ดินช่วยหนุนกำไรสุทธิ
นอกจากผลประกอบการจากธุรกิจหลักแล้ว BJC ยังมีปัจจัยบวกจากการขายที่ดิน โดยทิสโก้คาดว่าจะรับรู้กำไรจากการขายที่ดิน 1 พันล้านบาทในไตรมาส 3/2569 และรับรู้ส่วนที่เหลือในไตรมาส 4/2569
กำไรจากการขายที่ดินทั้งหมดคาดว่าจะอยู่ที่ 3 พันล้านบาท โดยรับรู้ไปแล้ว 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2569
เมื่อรวมกำไรจากรายการดังกล่าว ทิสโก้จึงคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยกให้ออกระหว่างกำไรหลักที่สะท้อนผลการดำเนินงานของธุรกิจ กับกำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
สรุป: ทิสโก้คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 20 บาท
ทิสโก้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ BJC โดยให้มูลค่าเหมาะสมที่ 20 บาทต่อหุ้น พร้อมมองว่าการสร้าง Synergy จาก MMVN และการฟื้นตัวของธุรกิจ MSC หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐสิ้นสุดลง เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
แม้การประหยัดต้นทุนอาจสร้างอัพไซด์ต่อมูลค่าที่เหมาะสมได้ถึง 24 บาทต่อหุ้นตามการวิเคราะห์ความอ่อนไหว แต่ทิสโก้ยังคงราคาเป้าหมายหลักไว้ที่ 20 บาท
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเติบโตของธุรกิจเดิม การสร้างประโยชน์จาก MMVN และความสามารถในการเปลี่ยนการปรับโครงสร้างให้เป็นต้นทุนที่ลดลงจริงในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
