ชีวิตที่ไร้กลยุทธ์หรือวางทิศทางแบบผิดทิศ ผิดทาง ยากที่จะประสบความสำเร็จ การจะมีกลยุทธ์ที่ดีและเป็นไปได้จริงต้องพิจารณารอบด้าน ทั้งส่วนที่ควบคุมได้ ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ เราต้องหาว่าเรามีความได้เปรียบอะไรบ้าง แล้วดึงมาใช้เป็นเครื่องมือ สโรจ เลาหศิริ นักการตลาดและนักกลยุทธ์ให้แบรนด์ชั้นนำจะมาถ่ายทอดนิยามและการปรับใช้กลยุทธ์ในชีวิตจริง ซึ่งใช้ได้กับเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.กระบวนการ 7 ขั้นตอนทางกลยุทธ์ที่ช่วยให้เราคิดอย่างเป็นระบบ 1.อ่านสถานการณ์ให้ขาด 2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน 3.ตีโจทย์และตั้งโจทย์ให้ถูกต้อง 4.วางกลยุทธ์ 5.จัดการทรัพยากรที่จำเป็น 6.ลงมือทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ 7.ติดตามผลและเรียนรู้จากความสำเร็จหรือความล้มเหลว 2.หากเราอยากประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ก็ต้องตีความอีกว่า คำว่า “สำเร็จ” หน้าตาเป็นอย่างไร งานที่ดีต้องเป็นอย่างไร จากนั้นต้องคิดเชิงกลยุทธ์ว่า จะสร้างคุณค่าให้องค์กรที่เหมาะกับเราได้อย่างไร จะพัฒนาทักษะและสร้างเครือข่ายที่เอื้อต่อความก้าวหน้าเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร และที่สำคัญ เราจะชนะคู่แข่งคนอื่นๆที่สมัครงานหรือเป็นแคนดิเดตในการโปรโมตที่แข่งกับเราได้อย่างไร ตั้งแต่เด็กจนโตยังมีอีกหลายครั้งหลายหนที่เราต้องแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าเราไม่มีแผนการที่ดี ไม่รู้จักวิเคราะห์คู่แข่งและสถานการณ์ โอกาสที่จะสมหวังก็ลดน้อยลงไป 3.“กลยุทธ์คือการตัดสินใจเลือกที่จะทำอะไรและไม่ทำอะไรโดยสิ่งเหล่านั้นต้องสอดคล้องกันในทุกๆ อย่าง เพื่อวางตำแหน่งจุดยืนที่เราจะแตกต่างและโดดเด่น ซึ่งจะพาเราไปสู่ชัยชนะที่ต้องการด้วยคุณค่าที่แข่งขันได้ในระยะยาว” 4.“ฉันอยากเกษียณอายุด้วยการมีรายได้แบบไม่ต้องทำงาน” หรือ “ฉันอยากเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมของเรา” แต่กลยุทธ์คือวิธีการที่คุณจะใช้เพื่อไปให้ถึงวิสัยทัศน์นั้น มันคือการเลือกเส้นทางและการตัดสินใจที่คุณจะทำตลอดเส้นทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น การตัดสินใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำไปสู่การมีรายได้ที่มั่นคงในวัยเกษียณหรือการเลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตลาดต้องการ เพื่อให้บริษัทเติบโตและกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม 5.กลยุทธ์ไม่ใช่วิสัยทัศน์ แต่เป็นเครื่องมือที่คุณใช้เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์นั้น การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี แต่การมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการไปให้ถึงวิสัยทัศน์นั้นสำคัญยิ่งกว่า 6.กลยุทธ์คือ “วิธีคิด” ที่มุ่งเน้นไปที่การวางทิศทางและตั้ง เป้าหมายที่ชัดเจน เป็นการกำหนดว่าทําไมเราถึงต้องการทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อ “ชนะ” การแข่งขัน ขณะที่แผนการคือ “วิธีทำ” เป็นการกำหนดว่าทำอย่างไร และทำเมื่อไร เราถึงจะไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เราต้องทำเพื่อให้ชนะ 7.การอ่านสถานการณ์ หรือ Situation Analysis เป็นก้าวแรกที่สำคัญ ที่สุดในกระบวนการวางกลยุทธ์ หากเปรียบเทียบการวางแผนกลยุทธ์ เป็นการเดินเรือในทะเล การอ่านสถานการณ์ก็เปรียบเสมือนการอ่านทิศทางลมและสภาพอากาศ ความพร้อมของเรือ ทรัพยากรบนเรือ รวมไปถึงระยะทางระหว่างเรือกับจุดหมายที่เรามองว่าจะไป หากเรา ไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างถี่ถ้วน โอกาสที่จะเดินทางผิดทิศ หรือตัดสินใจพลาดก็มีสูงมาก การทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งภายในและภายนอกช่วยให้เรามองเห็นภาพใหญ่ (Big Picture) และหาทางเลือกที่เหมาะสม รวมถึงการประเมินสภาพการแข่งขัน โอกาส และข้อจํากัดในสถานการณ์ต่าง ๆ 8.คําถามสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์ 1. การแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง เช่น สภาพการแข่งขัน ความ รุนแรงของการแข่งขัน จํานวนคู่แข่ง ความเก่งกาจของคู่แข่ง 2. สถานการณ์ปัจจุบันของเราคืออะไร เช่น จุดแข็ง จุดอ่อน ข้อจํากัด สถานะการเงิน ทักษะ ความสามารถในการสู้กับการแข่งขัน 3. มีปัจจัยภายนอกอะไรบ้างที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจ ของเรา ปัจจัยภายนอกคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้และส่งผลกระทบต่อ ผู้แข่งขันทุกคน เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เทคโนโลยี กระแสสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเทรนด์ใหม่ ๆ 4. สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในระยะยาวคืออะไร เพื่อใช้เป็น แนวทางในการมองสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยไม่อคติ หากเราต้องการที่จะเติบโต การมองสถานการณ์อาจเป็นการหาช่องว่าง และโอกาสใหม่ๆ ที่เราจะก้าวไปข้างหน้า 9.วิธีการมองสถานการณ์ในระยะยาว 1. ศึกษาประวัติศาสตร์และแนวโน้ม เรียนรู้จากเหตุการณ์ในอดีต และวิเคราะห์แนวโน้มที่กําลังเกิดขึ้น 2. ใช้เครื่องมือคาดการณ์อนาคต เช่น การวิเคราะห์สถานการณ์ จําลอง (Scenario Analysis) หรือการวางแผนอนาคต (Future Planning) หลังจากที่วิเคราะห์สถานการณ์เสร็จแล้ว 3. รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากหลาย สาขา และรับฟังมุมมองของคนรุ่นต่าง ๆ 4. ตั้งคําถามเชิงวิพากษ์ ไม่รับข้อมูลหรือสมมติฐานโดยไม่ตั้งคําถาม พยายามมองหาผลกระทบที่อาจซ่อนอยู่ 5. สร้างวิสัยทัศน์ระยะยาว กำหนดเป้าหมายระยะยาวและพิจารณาว่าการตัดสินใจในปัจจุบันจะส่งผลต่อเป้าหมายนั้นอย่างไร 10.ปัญหาการตั้งโจทย์นิดที่มีในชีวิตจริง ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การเลือกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุด คําถาม ที่ควรถามอาจไม่ใช่ “จะไปทะเลที่ไหนดี” แต่ควรเป็น “เราต้องการอะไร จากการไปทะเลครั้งนี้ ต้องการพักผ่อนเฉย ๆ ไม่เล่นน้ำก็ได้ หรือ ต้องการไปเล่นน้ำโดยเฉพาะ หรือต้องการเวลาอยู่กับคนพิเศษ เมื่อเราตั้งคําถามได้ชัดเจน เราจะพบปลายทางที่ตอบโจทย์ ความต้องการของเราได้ดีกว่า คําถามที่ตั้งให้ถูกต้องไม่เพียงแค่บอกให้รู้ ว่าจะไปที่ไหน และไปอย่างไรให้เหมาะกับทรัพยากรและเวลาของเรา ที่สุด แต่ยังบอกให้เรารู้ว่า เราควรใช้เวลาและทรัพยากรอย่างไรให้ คุ้มค่ากับการลงทุนในชีวิตและความสุขของเรา ในโลกธุรกิจ มีหลายบริษัทที่ต้องล้มเหลวเพราะเริ่มต้นจาก การตั้งคําถามที่ผิด เช่น บริษัทของเราควรมุ่งเน้นการลดต้นทุนดีกว่า ไหม (ไม่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า) หรือ ธุรกิจของเรามุ่งเน้น การขายสินค้าให้ได้มากที่สุดดีกว่าไหม (ไม่คิดถึงคุณภาพหรือความ ยั่งยืนในระยะยาว) การตั้งโจทย์ผิดหรือ “เกาไม่ถูกที่คัน” คือการลงทุน ทรัพยากรในจุดที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริง การตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด 11.ตัวอย่างโจทย์ลวงตาในธุรกิจและชีวิตส่วนตัว ธุรกิจ... การมองว่าการให้โบนัสสูงขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาการลาออก ของพนักงานเป็นโจทย์ที่พบบ่อย ทว่าหากมองให้ลึกลงไป การลาออก อาจเกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงาน ความเครียด หรือวัฒนธรรม องค์กร การตั้งโจทย์ผิดแบบนี้ทำให้เราสร้างนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ชีวิตส่วนตัว.... สมมติว่าคุณตั้งโจทย์ว่าคู่รักในฝันต้องมีฐานะดี แต่หากลองกลับมาตั้งคําถามใหม่ว่า “คุณค่าในชีวิตที่ต้องการจากคู่รัก คืออะไร” คุณอาจค้นพบว่าความจริงแล้ว ความซื่อสัตย์ ความเอาใจใส่ และการร่วมมือกันในการสร้างอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ในกรณีนี้ การตั้งโจทย์ที่มุ่งไปที่ลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวเป็นเพียง “โจทย์ ลวงตา” ที่ทำให้มองข้ามคุณค่าที่แท้จริงไป 12. ในสนามการแข่งขัน ไม่ว่าจะในธุรกิจ การงาน หรือชีวิตส่วนตัว หลายคนมักคิดว่าการเป็น “ที่หนึ่ง” คือหนทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป คุณไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ในทุกด้าน เพียงแค่ต้อง “ต่างที่สุด” ในแบบที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ กลุ่มเป้าหมาย นี่คือหัวใจสำคัญของการวางตำแหน่ง (Positioning) ที่ทรงพลังและยั่งยืน 13.การวางตำแหน่งให้แตกต่างไม่ได้หมายความว่าต้องแปลก ประหลาดจนหลุดกรอบ แต่ต้องเป็นความแตกต่างที่ “ดีพอ” ซึ่งหมายถึง การสร้างคุณค่าที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย การวางตำแหน่งเช่นนี้จะทำให้คุณโดดเด่นในสนามของตัวเองและได้รับการยอมรับในระยะยาว 14.การเปลี่ยนตำแหน่ง ส่วนใหญ่นั้นเรามักจะทำเมื่อมีเหตุผล อยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1. สภาวะตลาดเปลี่ยนจนตำแหน่งเดิมไม่แตกต่างหรือไม่มี คุณค่าในใจให้จดจําอีกต่อไป 2. เป้าหมายหรือชัยชนะที่คาดหวังของเราเปลี่ยน 3. เราไม่สามารถยึดตำแหน่งเดิมได้แม้จะทําเต็มที่แล้ว 15.การปรับเปลี่ยนไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยน เป้าหมาย แต่คือการเปลี่ยนวิธีเพื่อให้เป้าหมายเป็นจริง หากสิ่งที่ คุณทำอยู่ไม่เป็นผล ให้ลองมองย้อนกลับไปและถามตัวเองว่า “สิ่งใดที่ต้องเปลี่ยน” บางครั้งอาจเป็นวิธีการที่คุณเลือกใช้ หรือบางครั้งอาจเป็นการปรับวิธีคิดเพื่อหาทางแก้ปัญหาใหม่ จากที่ได้อ่านมาทั้งเล่ม จะมีรายละเอียดเยอะมากที่เราต้องใส่ใจหากจะวางกลยุทธ์เพื่อให้ได้งานทำ ได้เลื่อนขั้น ได้มีเงินเข้ามามากขึ้น ได้มีชีวิตรักพร้อมกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะบางส่วนเป็นเพียงการยกตัวอย่างและขยายความเข้าใจของเราเท่านั้น ครีเอเตอร์ไม่อาจหวังว่าตัวเองจะเก่งเรื่องกลยุทธ์แบบฉับพลันหลังอ่านจบ เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานะกับอุปสรรคที่เราเจอเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ก็หวังกับตัวเองว่าจะวางกลยุทธ์เป็น เพื่อพาตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นต่อจากนี้ เครดิตภาพ ภาพปก โดย Pixabay จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 โดย fauxels จาก pexels.com ภาพที่ 4 โดย Charlie Solorzano จาก pexels.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ คนเก่งเขาก็ทำงานให้ง่ายแบบนี้แหละ รีวิวหนังสือ How to Make Work not Suck เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน รีวิวหนังสือ THINK AGAIN คิดแล้ว คิดอีก โดย Adam Grant รีวิวหนังสือ THE RULES OF PEOPLE ครองใจคนได้ง่ายนิดเดียว เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !