รีเซต

UN เตือนครั้งใหญ่ ถ้าโลกเดือดเกิน 1.5 °C น้ำแข็งเสี่ยงละลายถาวร แม้ลดโลกร้อนก็ไม่ฟื้น!

UN เตือนครั้งใหญ่ ถ้าโลกเดือดเกิน 1.5 °C น้ำแข็งเสี่ยงละลายถาวร แม้ลดโลกร้อนก็ไม่ฟื้น!
TNN ช่อง16
6 พฤศจิกายน 2569 ( 13:00 )

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า พื้นที่น้ำแข็งทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อความเสียหายอย่างถาวรจากภาวะโลกร้อน แม้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสเพียงชั่วคราวก็ตาม โดยผลกระทบอาจรุนแรงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ภายในช่วงชีวิตของมนุษย์ พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพยายามลดอุณหภูมิโลกกลับลงมาต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียสในระยะยาว เพื่อป้องกันการล่มสลายของระบบน้ำแข็งที่มีความสำคัญต่อสมดุลภูมิอากาศโลก


รายงานฉบับใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ และจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์ 80 คน ภายใต้ความร่วมมือของโครงการริเริ่มด้านภูมิอากาศและน้ำแข็งระหว่างประเทศ หรือ International Cryosphere Climate Initiative (ICCI) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า การละลายของหิมะ ธารน้ำแข็ง และแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้


รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดที่มองว่ามนุษยชาติสามารถปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ไปถึง 2 หรือ 3 องศาเซลเซียส ก่อนจะค่อยลดอุณหภูมิกลับลงมาในภายหลัง โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนกลับได้ แม้อุณหภูมิโลกจะลดลงอีกครั้ง


ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และจากความล้มเหลวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า โลกมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญภาวะอุณหภูมิสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสชั่วคราว หรือที่เรียกว่า Overshoot


อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ระยะเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูงเกินระดับดังกล่าวจะต้องสั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ พร้อมเสนอให้เร่งกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ เพื่อลดอุณหภูมิโลกในระยะยาวให้ต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียสภายในปี 2693 หรือ ค.ศ. 2150 หากสามารถดำเนินการได้


รายงานยังเตือนว่า หากโลกยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นใกล้ระดับ 3 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือ Permafrost ที่อยู่ใกล้พื้นผิวเกือบทั้งหมดละลาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและฉับพลันของระบบไหลเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมถึงปัญหามหาสมุทรเป็นกรดที่ขยายวงกว้างขึ้น


อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ระยะเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูงเกินระดับดังกล่าวจะต้องสั้นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ พร้อมเสนอให้เร่งกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ เพื่อลดอุณหภูมิโลกในระยะยาวให้ต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียสภายในปี 2693 หรือ ค.ศ. 2150 หากสามารถดำเนินการได้


รายงานยังเตือนว่า หากโลกยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นใกล้ระดับ 3 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือ Permafrost ที่อยู่ใกล้พื้นผิวเกือบทั้งหมดละลาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและฉับพลันของระบบไหลเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมถึงปัญหามหาสมุทรเป็นกรดที่ขยายวงกว้างขึ้น


นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า น้ำแข็งทะเลอาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ ขณะที่การละลายของธารน้ำแข็งจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำของประชากรจำนวนมากทั่วโลก


“เจมส์ เคิร์กแฮม” นักธารน้ำแข็งวิทยาจาก ICCI และหัวหน้าคณะผู้จัดทำรายงาน กล่าวว่า ระบบน้ำแข็งของโลก หรือ Cryosphere ซึ่งครอบคลุมหิมะ ธารน้ำแข็ง แผ่นน้ำแข็ง และน้ำแข็งในมหาสมุทร ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบภูมิอากาศที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากที่สุด และผลกระทบจากการสูญเสียน้ำแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณขั้วโลกหรือพื้นที่ภูเขาสูงเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก


เขายกตัวอย่างเหตุการณ์หิมะ น้ำแข็ง และหินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาลกับจีนในปีนี้ ซึ่งรายงานระบุว่าคร่าชีวิตผู้คนหลายพันคน และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของเนปาลจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว


ขณะเดียวกัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาณน้ำแข็งในธารน้ำแข็งไปแล้วถึง 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าในทศวรรษหน้า ธารน้ำแข็งทั่วโลกหลายพันแห่งจะสูญหายไป โดยมีธารน้ำแข็งทยอยหายไปทุกปี


รายงานยังเปิดเผยว่า แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกากำลังละลายด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าช่วงทศวรรษ 2533 ถึงประมาณ 6 เท่า และแม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้หลังจากเกิดภาวะ Overshoot แผ่นน้ำแข็งเหล่านี้ก็ยังมีแนวโน้มสูญเสียมวลน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง


นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ระดับอุณหภูมิที่ปลอดภัยในระยะยาวสำหรับแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกควรอยู่ใกล้ระดับ 1 องศาเซลเซียส หรืออาจต่ำกว่านั้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยก็สามารถเร่งกระบวนการละลายของน้ำแข็งได้


นอกจากนี้ แม้โลกจะสามารถลดระดับความร้อนในระยะยาวกลับลงมาเหลือ 0.8 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งทั่วโลกก็อาจรักษาปริมาณน้ำแข็งไว้ได้เพียงประมาณ 70% ของระดับปัจจุบัน เมื่อพิจารณาในช่วงเวลาหลายร้อยปี เนื่องจากธารน้ำแข็งยังคงตอบสนองต่อความร้อนสะสมจากอดีต


สำหรับผลกระทบในแต่ละภูมิภาค รายงานพบว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสตามแนวโน้มของนโยบายปัจจุบัน ธารน้ำแข็งในเทือกเขาร็อกกี เทือกเขาแอลป์ ไอซ์แลนด์ และสแกนดิเนเวีย จะเหลือมวลน้ำแข็งไม่ถึง 10% ของปัจจุบัน แต่หากควบคุมภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะยังสามารถรักษามวลน้ำแข็งไว้ได้ประมาณ 20–35%


ส่วนภูมิภาคฮินดูกูช–หิมาลัย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับประชากรเกือบหนึ่งในสี่ของโลก อาจเหลือมวลน้ำแข็งเพียง 41% ภายใต้นโยบายปัจจุบัน แต่หากจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จะสามารถรักษามวลน้ำแข็งไว้ได้ถึง 83% สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมหาศาลของผลกระทบจากระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น


คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ผู้นำและผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31 ที่ประเทศตุรกี โดยรายงานต้องการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง


ก่อนหน้านี้ UNEP ยังเผยแพร่รายงานเตือนว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2573 และ 45% ภายในปี 2578 เพื่อเพิ่มโอกาสจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.7 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม พร้อมระบุว่าการปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่องจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อโลก


ด้าน “บิล แฮร์” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงาน กล่าวว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งที่รวดเร็วขึ้นถึง 6 เท่า การสูญเสียน้ำแข็งทะเลและธารน้ำแข็งบนภูเขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ภายในช่วงเวลาของมนุษย์ และอาจทำให้ผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศรุนแรงเกินขีดความสามารถของสังคมในการปรับตัว


นักวิทยาศาสตร์จึงย้ำว่า ทุกเศษเสี้ยวขององศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นมีความสำคัญ เพราะแม้หิมะและน้ำแข็งจะตอบสนองต่อความร้อนอย่างรวดเร็ว แต่การฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี และหากโลกก้าวข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางภูมิอากาศ ความเสียหายบางส่วนอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป การเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่เพียงการป้องกันอนาคตที่เลวร้าย แต่เป็นการรักษาระบบธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนที่โลกจะสูญเสียมันไปอย่างถาวร

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง