ใครที่ติดตามผลงานสำนักพิมพ์ LIVE RICH จะเข้าใจเจตนารมณ์ของเจ้าของสำนักพิมพ์ว่าต้องการให้ทุกคนเข้าใจความรู้ทางการเงิน หนังสือลงทุนหุ้นอย่างมืออาชีพ (The little book of Investing like the pros : Five steps for picking stocks) คือสิ่งที่สอนลงทุนหุ้น แต่อ่านเข้าใจยากมาก ส่วนหนึ่งเพราะการแปล แล้วเรียบเรียงไม่ดีด้วย 5 ขั้นตอนที่เล่มนี้จะกล่าวถึง ประกอบด้วย 1.การสร้างไอเดีย 2.การระบุไอเดียที่ดีที่สุด 3.การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ 4.การประเมินมูลค่าและตัวกระตุ้น 5.การตัดสินใจลงทุนและการบริหารพอร์ต กรณีศึกษาหลักตลอดทั้งเล่มคือหุ้นเดลฟาย ออโตโมทีฟ ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ภายหลังถูกแบ่งเป็น 2 บริษัท ในชื่อแอปทีฟ (APTV) และ เดลฟาย เทคโนโลยีส์ (DLPH) ซึ่งมีผลในเดือนธันวาคม ปี 2017 ผลงานการเขียนโดย Joshua Pearl และ Joshua Rosenbaum ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.การคัดเลือกหุ้นด้วยผลประกอบการทางการเงินที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ การเติบโต - เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดอย่างแท้จริงสำหรับการประเมินมูลค่า การเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพที่ใช้กันมานาน บริษัทได้รับการขนานนามว่าเป็นบริษัทที่สะสมรายได้แบบทบต้นทบดอก บรรลุเป้าหมายทุกปี เป็นแหล่งรายได้ของนักลงทุนมาโดยตลอด และมีแนวโน้มที่จะได้รับการประเมินมูลค่าสูง จริงอยู่ที่การเติบโตทุกประเภทควรได้รับการฉลอง แต่การเติบโต โดยธรรมชาตินั้นดีกว่าการเติบโตจากการซื้อและควบรวมกิจการ 2.อัตรากำไร - อัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นสัญญาณบอกถึงผลการดาเนินงานของบริษัท อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะแสดงถึงอำนาจในการตั้งราคา, การควบคุมต้นทุน และอำนาจเหนือผู้ผลิต อัตรากำไรถดถอยอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความท้าทายในธุรกิจที่สำคัญ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับผลกำไรขั้นต้น EBITDA, กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) และอัตรากำไรสุทธิ 3.การสร้างกระแสเงินสดอิสระ นักลงทุนอาชีพให้ความสำคัญกับความสามารถของบริษัทในการสร้างเงินสด ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นต้นทุนสำหรับโครงการสร้างความเติบโตแบบธรรมชาติ, การซื้อและควบรวมกิจการ, ผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ถือหุ้น หรือการชำระหนี้ บริษัทที่สามารถเปลี่ยนรายได้สุทธิให้เป็นกระแสเงินสดอิสระได้ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญควรได้รับความชื่นชม ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ การแปรรายได้เป็นกระแสเงินสดอิสระ (FCF-to-net income หรือ EBITDA) และสัดส่วนกระแสเงินสดอิสระต่อยอดขาย (FCF-to-sales) 4.ตัวชี้วัดผลตอบแทน - วัดความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้ (หรือผลตอบแทน) แก่ผู้ให้เงินทุน อัตราส่วนเหล่านี้ใช้ตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไร (เช่น EBIAT, NOPAT, หรือกำไรสุทธิ) เป็นตัวเศษ และเงินทุน (เช่น เงินลงทุน, สินทรัพย์รวม, ส่วนของผู้ถือหุ้น) เป็นตัวส่วน ตัวชี้วัดผลตอบแทนวัดว่าผู้บริหารใช้เงินทุนได้มีประสิทธิผลมากน้อยแค่ไหน ตามหลักการ บริษัทควรมี ROIC มากกว่าต้นทุนทางการเงิน ซึ่งหมายถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น 5.โครงสร้างเงินทุน - ช่วยขับเคลื่อนผลของราคาหุ้นได้หลายทาง ความแข็งแกร่งที่มีในงบดุลสามารถนำไปลงทุนในโครงการที่สร้างการเติบโต, การซื้อและควบรวมกิจการ หรือคืนเงินลงทุน มันยังให้การสนับสนุนและสภาพคล่องในช่วงเวลายากลำบาก อย่างที่ผู้ลงทุนในหุ้นได้ประสบในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008/09 (หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เรารู้จักกันดี) ตัวชี้วัดที่สำคัญได้แก่ หนี้สินต่อ EBITDA (“การกู้ยืมมาลงทุน”) ตัวชี้วัดด้านสินเชื่อที่ดีขึ้นอาจจะเกิดจากผลประกอบการทางการเงินที่เข้มแข็งขึ้น และ/หรือการชำระหนี้คืน 6..วัฏจักร, การเติบโต และการถดถอย - ความสามารถในการระบุผู้ชนะ และผู้แพ้ตามวัฏจักรและอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป ซึ่งใกล้จะกลับตัว มุมมองในอดีตและความคุ้นเคยช่วยได้มากในกรณีนี้ 7.เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ - ความเข้าใจผลกระทบจากเหตุการณ์ ไม่คาดคิดที่เกิดจากนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ, อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลผู้บริโภค, ระดับการว่างงาน, ข้อมูลการผลิต, อัตราแลกเปลี่ยน เงิน, การเมืองในประเทศ และเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ 8.การเปลี่ยนแปลงระยะยาว - บริษัทหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจเป็น ผู้ได้ประโยชน์หรือเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน เทคโนโลยี, ความชอบของผู้บริโภค, สถิติประชากร, การเปลี่ยนแปลง ของอุตสาหกรรมและกฎระเบียบ 9.การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม - ตัวชี้วัดในอุตสาหกรรมและ การที่อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงภายใต้วัฏจักรที่หลากหลาย และ ยังเกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน, ทองแดง และแร่เหล็ก ซึ่งส่งกระทบกับบางอุตสาหกรรมมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ 10.รายการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะธุรกิจ 10.1 บริษัททำอะไร 10.2 บริษัททำเงินอย่างไร 10.3 บริษัทมีการป้องกันคู่แข่งอย่างไร 10.4 ความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้จัดหาวัตถุดิบเข้มแข็งขนาดไหน 10.5 อะไรคือความเสี่ยงหลักของธุรกิจ 11.รายการตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ 11.1 ที่ผ่านมาบริษัทเป็นอย่างไร 11.2 บริษัทจะไปทางไหนในอนาคต 11.3 งบดุลเข้มแข็งเพียงใด 11.4 บริษัทสร้างกระแสเงินสดอิสระได้ดีเพียงใด 11.5 ผู้บริหารจัดสรรเงินทุนอย่างไร 12.การหาไอเดียสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การอ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการสังเกตชีวิตประจำวันจนถึงการใช้เครื่องมือคัดเลือกที่ซับซ้อน 13.แนวทางจากล่างขึ้นบนให้ความสำคัญกับพื้นฐานของบริษัทแต่ละบริษัท ในขณะที่แนวทางจากบนลงล่างช่วยค้นหาโอกาสจากประเด็นมหภาคหรือประเด็นสำคัญในระยะยาว 14.แนวทางจากบนลงล่างให้ความสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เช่นเดียวกับวัฏจักรและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว จากตัวเลือกทั้งหมด ให้มองหาไอเดียหุ้นจากบริษัทที่ถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง, การซื้อและควบรวมกิจการ, การแยกบริษัท, ไอพีโอ, การปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูกิจการ และการซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผล หุ้นที่ราคาต่ำที่สุด” มีเหตุผลที่ทำให้มันราคาต่ำ กุญแจสำคัญคือหาหุ้นที่ราคาต่ำเนื่องจากมันถูกตลาดประเมินค่าผิด 15.แนวทางการซื้อและควบรวมกิจการเป็นศูนย์กลางมีหลายรูปแบบ คือ ข้อตกลงในการปฏิรูปธุรกิจ, การรวมกลุ่มอุตสาหกรรม, เป้าหมายโดยธรรมชาติ และผู้ซื้อที่ได้รับการยอมรับ โดยหลักการแล้วคุณต้องการหาผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่มีลมส่งมหภาค/วัฏจักร และลมส่งในระยะยาว 16.นักลงทุนมักจะถกเถียงกันว่าจะพนันที่ม้าหรือว่าคนขี่ หลายคนเชื่อมั่นอย่างหนักแน่น แม้กระทั่งซีอีโอที่เก่งที่สุดก็ไม่สามารถแก้ไขบริษัทที่มีพื้นฐานบกพร่อง หรือธุรกิจที่ยอดเยี่ยมสามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ทําไมต้องถกเถียงกัน ทําไมไม่มีทั้งสองอย่าง ทั้งธุรกิจที่น่าสนใจและซีอีโอพร้อมกับทีมที่เก่ง 17.มูลค่าตลาด (หรือมูลค่าหุ้น) คือมูลค่าหุ้นของบริษัทที่พิจารณาโดย ตลาดหุ้น กล่าวโดยง่ายมันก็คือราคาหุ้นของบริษัท ณ ปัจจุบันคูณกับจำนวน หุ้นที่รวมหุ้นเพิ่มทั้งหมด 18.มูลค่ากิจการ คือผลรวมของสิทธิการเป็นเจ้าของบริษัท ถ้าให้เจาะจงลงไปก็ได้แก่ การอ้างสิทธิในสินทรัพย์จากทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่งคือ ผลรวมของมูลค่าหุ้น, หนี้สิน และรายการเทียบเท่า รวมถึง หุ้นบุริมสิทธิและส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม หักด้วยเงินสดหรือรายการ เทียบเท่าออกเพื่อหักล้างกับหนี้ 19.นักลงทุนในหุ้นที่ไม่สนใจงบดุลและการจัดสรรเงินทุนทำตัวเองให้ตกอยู่ในอันตราย การจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างของบริษัทที่ดีที่สุดเหนือคู่แข่ง วิธีการใช้เงินสดที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ โครงการสร้างการเติบโตตามธรรมชาติ, การซื้อและควบรวมกิจการ การซื้อหุ้นคืน, การจ่ายเงินปันผล และการชำระหนี้ หนังสือเล่มนี้ถือว่าอ่านยากพอสมควร ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเพราะการแปลที่ไม่ลื่นไหล ราวกับแปลด้วย AI อีกทั้งเนื้อหาจากต้นฉบับก็ค่อนข้างเจาะจงไปที่หุ้นตัวเดียวซึ่งไม่เป็นรู้จักว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร รายละเอียดสำคัญๆที่มีการหมายเหตุไว้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเกิดคำถามมากขึ้นไปอีก หนังสือเล่มนี้จึงยังไม่เหมาะกับมือใหม่ เพราะยังขาดประเด็นสำคัญที่ถูกมองข้ามไปพอสมควร นอกจากนี้เนื้อหายังโฟกัสที่งบการเงินและตัวชี้วัดต่างๆในแบบตาราง ซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ เครดิตภาพ ภาพปก โดย Thomas Hoang จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ DARKSIDE ตลาดหุ้นไทย รีวิวหนังสือ THE LITTLE BOOK OF MARKET WIZARDS เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !