รีเซต

เปิดคำเตือน "ราคาน้ำมัน" พุ่งยาวถึงปีหน้า! สงครามจบก็ไม่ลง ไทยเสี่ยงแค่ไหน?

เปิดคำเตือน "ราคาน้ำมัน" พุ่งยาวถึงปีหน้า! สงครามจบก็ไม่ลง ไทยเสี่ยงแค่ไหน?
TNN ช่อง16
15 ตุลาคม 2569 ( 19:00 )

สะเทือนไทย? สงครามจบ แต่ “ราคาน้ำมัน” ไม่จบ! IMF เตือนราคาพลังงานสูงยาวถึงปี 2027 ชี้แรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อ กระทบต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพทั่วโลก


IMF เตือนราคาน้ำมันสูงต่อเนื่องถึงปี 2027


เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวเตือนถึงแนวโน้มราคาพลังงานโลก ระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงที่สิงคโปร์ว่า แม้สงครามในอ่าวเปอร์เซียอาจยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ แต่ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง


สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าสะท้อนว่า ตลาดยังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี 2027 ขณะที่ราคาน้ำมันยังอยู่บริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้การขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น


ปัจจัยที่ตลาดยังต้องประเมินประกอบด้วยความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ ต้นทุนประกันภัยและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น กำลังการกลั่นที่ยังตึงตัว และปริมาณน้ำมันสำรองที่ถูกนำออกมาใช้ในช่วงวิกฤติ


นอกจากนี้ การเข้าสู่ฤดูหนาวยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะความต้องการใช้พลังงานอาจเพิ่มขึ้น และหลายประเทศอาจต้องเร่งเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรอง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่ออุปสงค์ในตลาดโลก


น้ำมันแพงยืดเยื้อ เสี่ยงดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ย


ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ใช้รถยนต์ แต่สามารถส่งต่อไปยังต้นทุนของธุรกิจแทบทุกภาคส่วน


เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น รถบรรทุกมีต้นทุนสูงขึ้น โรงงานต้องจ่ายค่าพลังงานเพิ่ม สายการบินมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ร้านอาหารและผู้ค้าปลีกก็ต้องรับภาระค่าขนส่งที่แพงขึ้น ท้ายที่สุด หากผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังราคาสินค้า ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายแพงขึ้นตามไปด้วย


IMF เตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากพลังงานอาจทำให้การลดเงินเฟ้อในหลายประเทศสะดุดลง ขณะที่ตลาดพันธบัตรทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงิน


สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารกลางเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น เพราะในด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่เติบโตช้าอาจต้องการดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ แต่อีกด้านหนึ่ง หากราคาพลังงานผลักดันเงินเฟ้อให้กลับมาสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยก็อาจทำได้ยากกว่าเดิม


ความเสี่ยงดังกล่าวเชื่อมโยงกับภาวะที่เรียกว่า “Stagflation” หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตช้าหรืออ่อนแอ แต่ราคาสินค้าและบริการยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่สร้างความท้าทายอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

 ช่องแคบฮอร์มุซสะดุด กระทบการขนส่งน้ำมันโลก


ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดชะงัก น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้รับผลกระทบมีปริมาณประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราวหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก


เมื่อเส้นทางขนส่งสำคัญได้รับผลกระทบ หลายประเทศจึงต้องหาทางรับมือ ทั้งการเปลี่ยนไปใช้เส้นทางขนส่งอื่น การนำพลังงานจากคลังสำรองออกมาใช้ การเพิ่มกำลังการผลิต และการลดการใช้น้ำมันของผู้บริโภค


อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงสถานการณ์ได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งยังทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งค่าประกันภัยเรือ ระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนานขึ้น และการบริหารจัดการเรือกับสินค้าคงคลังใหม่ ต้นทุนเหล่านี้จึงอาจถูกส่งผ่านไปยังราคาพลังงานและสินค้าในท้ายที่สุด


น้ำมันดิบมี แต่โรงกลั่นยังเป็นคอขวด


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือกำลังการกลั่น เพราะน้ำมันดิบที่มีอยู่ในตลาดไม่ได้สามารถนำไปเติมรถยนต์หรือใช้ในภาคธุรกิจได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นให้เป็นน้ำมันดีเซล เบนซิน เชื้อเพลิงเครื่องบิน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก่อน


ปัญหาคือ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและข้อจำกัดในการดำเนินงานช่วงสงคราม อาจทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันตึงตัว ขณะที่โรงกลั่นทางเลือกหลายแห่งต้องเดินเครื่องใกล้เต็มกำลังเพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดหายไป


IMF ระบุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น ทั้งดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ยังคงสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งประมาณ 60–97% เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่น


สถานการณ์นี้เรียกว่า “Refining Bottleneck” หรือคอขวดของการกลั่น หมายความว่า แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลง แต่หากกำลังการกลั่นยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปและต้นทุนขนส่งก็อาจไม่ลดลงตามทันที



ไทยเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า


สำหรับประเทศไทย ราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะ IMF ระบุว่าไทยและมาเลเซียเป็นประเทศในเอเชียที่มีการใช้พลังงานจากน้ำมันและก๊าซคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และไทยยังมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิในระดับสูงเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค


หากราคาพลังงานแพงต่อเนื่อง ไทยจึงไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในหลายภาคส่วน ทั้งการขนส่ง อาหาร ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม


หากผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ภาระก็จะตกอยู่กับประชาชน ขณะที่กำลังซื้ออาจอ่อนแอลง เพราะต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปจ่ายค่าครองชีพมากขึ้น


ในทางกลับกัน ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันบางแห่งอาจได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และอาจกดดันเศรษฐกิจในภาพรวม


ไทยต้องลดความเปราะบางจากราคาพลังงานโลก


วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นหรือลงอีกกี่บาท แต่เป็นโจทย์ระยะยาวว่า ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาพลังงานจากตลาดโลก และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของราคาได้อย่างไร


เพราะแม้ความขัดแย้งทางทหารจะยุติลง แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดด้านการกลั่น ต้นทุนการขนส่ง และความต้องการเติมคลังสำรอง อาจทำให้ราคาพลังงานใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่หลายคนคาดหวัง


หากโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาพลังงานทางเลือก และการลดความเปราะบางจากการนำเข้า จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งพิจารณา


เพราะสงครามอาจจบลงได้ แต่หากต้นทุนพลังงานยังไม่ลดลง ผลกระทบต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจก็อาจยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2027

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง