"มาเลเซีย" ขยับใกล้ประเทศ “รายได้สูง”

เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามกระแสบูมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ในปี 2025 มาเลเซียมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (gross national income per capita-GNI per capita) ตามการประเมินของกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 57,200 ริงกิต หรือประมาณ 13,351 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าเกณฑ์ประเทศรายได้สูง (high income) ล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) เพียงร้อยละ 7.1 เท่านั้น หากทำได้มาเลเซียก็จะหลุดพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” หลังจากมาเลเซียถูกจัดเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (upper-middle income) มาตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาราว 30 ปีแล้ว
ทั้งนี้ ธนาคารโลกเพิ่งปรับเกณฑ์ประเทศรายได้สูงใหม่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 14,375 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 13,935 ดอลลาร์ ซึ่งรายได้ประชาชาติต่อหัวจะวัดเป็นดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้วิธีการของ Atlas ที่จะลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้น และเกณฑ์ที่กำหนดสถานะรายได้สำหรับแต่ละกลุ่มจะมีการปรับปรุงทุกปี โดยพิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ธนาคารโลกประเมินอย่างเป็นทางการสำหรับมาเลเซียยังอยู่ที่ 12,380 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 730 ดอลลาร์ แต่ตัวเลขของทั้งกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซียและธนาคารโลกต่างก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ มาเลเซียกำลังขยับเข้าใกล้เกณฑ์การเป็นประเทศรายได้สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ รายงาน OECD Economic Survey of Malaysia ที่จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เผยแพร่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ประเมินว่า มาเลเซียมีแนวโน้มจะบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูง ระหว่างปี 2028-2030
พร้อมกันนี้ รายงานยังแนะให้มาเลเซียเร่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว หลีกเลี่ยงการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และรับมือปัญหาสังคมสูงอายุ โดยมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการกลับมาใช้ภาษีสินค้าและบริการ (GST) การทยอยปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเหมารวม และหันมาให้ความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายแทน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับศักยภาพทางวิชาการในการคัดคนเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ และขยายการลงทุนเพื่อให้การศึกษาระดับปฐมวัยแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ก็เตือนให้รัฐบาลบริหารจัดการเรื่อง Data Center เนื่องจากสร้างงานค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับแรงกดดันต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาที่เพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นในการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
น่าสนใจว่า การจัดสถานะของประเทศต่าง ๆ ตามกลุ่มรายได้ของธนาคารโลกในปีนี้ มี 6 ประเทศที่ขยับสถานะขึ้นไปอยู่ในกลุ่มรายได้สูงขึ้น รวมถึง 2 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ เวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่เลื่อนมาอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากเดิมที่อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower-middle income) ส่งผลให้มี 5 ชาติอาเซียนอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ มาเลเซียที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ 12,380 ดอลลาร์ ตามด้วยไทย 7,690 ดอลลาร์, อินโดนีเซีย 5,120 ดอลลาร์, เวียดนาม 4,970 ดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 4,850 ดอลลาร์ ขณะที่มีเพียง 2 ประเทศอยู่ในกลุ่มรายได้สูง คือ สิงคโปร์และบรูไน สำหรับประเทศที่เหลือ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ติมอร์-เลสเต และเมียนมา ยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้มาเลเซียขยับเข้าใกล้เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงมาจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลล่าสุดที่ประกาศเมื่อกลางเดือนสิงหาคม ระบุว่า GDP ของมาเลเซียในไตรมาส 2 ปีนี้เติบโตร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ร้อยละ 5.8 และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสแรกที่เติบโตในระดับร้อยละ 5.4 เนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างมาก ประกอบกับการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ทรงตัว ช่วยชดเชยความเสี่ยงที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำนักงานสถิติและธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ได้แรงหนุนจากผลการงานที่ดีขึ้นในทุกภาคส่วน ยกเว้นภาคเกษตรกรรม “อับดุล ราชิด กาฟโฟร์” ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย คาดว่า GDP ในปี 2026 น่าจะอยู่ที่ราวร้อยละ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของกรอบคาดการณ์ที่อยู่ที่ร้อยละ 4-5
ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่มีต่อมาเลเซียถูกชดเชยด้วยความต้องการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่ทรงตัว และการส่งออกที่เติบโตโดดเด่น ขณะที่ในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารกลางมาเลเซียคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมเป็นครั้งที่ 6 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงและความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน
บทวิเคราะห์ของ “ทริสเรทติ้ง” เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียยังคงสนับสนุนการเติบโตที่มีเสถียรภาพ สะท้อนจากความต้องการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้ ความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต่างประเทศที่เพียงพอ และกรอบนโยบายการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ โดยคาดการณ์ว่า GDP ในปีนี้จะยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 4.8 และจะขยับขึ้นแตะร้อยละ 5.0 ในปีหน้า อานิสงส์จากการบริโภคภาคเอกชน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ใกล้ระดับร้อยละ 2.0 ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งเอื้อให้ธนาคารกลางมาเลเซียสามารถคงนโยบายการเงินที่เป็นกลางได้
สำหรับความเสี่ยงที่มาเลเซียเผชิญส่วนใหญ่มาจากการพึ่งพาต่างประเทศ หนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งน่าจะเพียงพอชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว และสนับสนุนแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพในช่วง 2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ เศรษฐกิจมาเลเซียที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศสะท้อนจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง FDI ที่ไหลเข้าประเทศในระดับสูง และเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ในปีนี้ และร้อยละ 1.5 ในปีหน้า โดยดุลการค้ามีแนวโน้มเกินดุลต่อเนื่อง แรงหนุนมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) และการที่มาเลเซียมีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มช่วยให้ดุลบริการปรับตัวดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 เดือนของการนำเข้าในช่วงปีนี้และปีหน้า ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของ IMF ที่ 3 เดือน
ในแง่การลงทุน คาดว่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจมาเลเซีย มูลค่าการอนุมัติการลงทุนยังอยู่ในระดับสูง โดยอยู่ที่ 3.844 แสนล้านริงกิตในปี 2024 และขยับสู่ 4.267 แสนล้านริงกิตในปี 2025 ส่วนหนึ่งมาจากเงินลงทุนที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์และ Data Center ขณะที่คาดว่าการลงทุนจริงของโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งทั่วไปใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน จะช่วยสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนในระยะปานกลาง
ส่วนการลงทุนภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและยกระดับผลิตภาพในระยะปานกลาง ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น โครงการรถไฟสายชายฝั่งตะวันออก ทางหลวง “แพน บอร์เนียว” (Pan Borneo) โครงการระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อ แผนแม่บทอุตสาหกรรมฉบับใหม่ปี 2030 และแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ
เม็ดเงิน FDI ไหลเข้าสู่กลุ่ม E&E และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 กลุ่มอุตสาหกรรม E&E คิดเป็นร้อยละ 31.2 ของมูลค่าสะสม FDI ของมาเลเซีย สะท้อนการเชื่อมโยงเชิงลึกกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและดิจิทัลของโลก โดยสัดส่วนดังกล่าวสูงกว่าไทย ซึ่งกลุ่ม E&E และ ICT คิดเป็นร้อยละ 23.2 ของมูลค่าสะสม FDI ในช่วงเดียวกัน มาเลเซียยังได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แรงงานที่มีทักษะ เขตอุตสาหกรรมเสรี และเครือข่ายความตกลงทางการค้าที่ครอบคลุม
ขณะที่โครงสร้างการส่งออกของมาเลเซียมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัว เพราะพึ่งพาการส่งออกผลิตภัณฑ์ E&E ในระดับสูง สินค้า E&E คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 ในปี 2023 เมื่อเทียบกับไทยที่แม้สัดส่วนการส่งออกสินค้า E&E จะเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาเลเซียมาก โดยเพิ่มจากเกือบร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 18 การกระจุกตัวที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ฐานการส่งออกของมาเลเซียเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากความผันผวนของความต้องการเทคโนโลยีโลก
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรม E&E เซมิคอนดักเตอร์เป็นสินค้าหลักในโครงสร้างการส่งออกของมาเลเซีย ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยีโลก โดยเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65.5 ของการส่งออกสินค้า E&E ของมาเลเซียในปี 2025 เทียบกับไทยที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.5 วัฏจักรขาขึ้นของเทคโนโลยีโลกและความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้สนับสนุนทั้งการส่งออกและเงินลงทุนไหลเข้า ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนทิศทางของกระแส AI หรือการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงของความต้องการซื้อเซมิคอนดักเตอร์ ก็อาจกระทบต่อการส่งออกและ FDI ของมาเลเซีย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
