9 แนวทางป้องกันสารเคมีคงทน สะสมในสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในโลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายจากสารเคมีและวัสดุสังเคราะห์ หลายสิ่งรอบตัวเราถูกออกแบบให้ทนทาน ใช้งานได้นาน และตอบโจทย์วิถีชีวิตเร่งรีบ แต่ในอีกด้านหนึ่งความทนทานบางประเภทกลับหมายถึงการสลายตัวยาก ตกค้างในดิน น้ำ และอากาศยาวนานกว่าที่เราคิดค่ะ ซึ่งสารเคมีคงทนจำนวนไม่น้อยจะค่อยๆ สะสมในสิ่งแวดล้อม และย้อนกลับมาสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านอาหาร น้ำ และอากาศที่เราพึ่งพาอยู่ในทุกวัน โดยคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้ได้อย่างไรค่ะ แต่คือเราจะปรับวิถีชีวิต การเลือกซื้อ และการจัดการของเสียอย่างไรต่างหาก เพื่อลดการปล่อยสารเคมีที่ย่อยสลายได้ยากตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้แนวทางที่ทุกคนเริ่มต้นได้จริง เพื่อค่อยๆ ลดการสะสมของสารเคมีคงทน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นทั้งต่อสุขภาพและโลกในระยะยาวมากขึ้นนะคะ กับข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เลือกใช้ “สารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า” การเลือกใช้สารทดแทนที่ปลอดภัยกว่า คือ การหลีกเลี่ยงสารเคมีที่สลายตัวยาก ตกค้างนาน และสะสมในดิน น้ำ สัตว์ และร่างกายคนเรา แล้วหันไปใช้สารหรือวัสดุที่เป็นพิษน้อยกว่าและย่อยสลายได้ง่าย โดยหลักคิดสำคัญของประเด็นนี้คือป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ให้เลือกสิ่งที่ปลอดภัยกว่า แทนการแก้ปัญหาทีหลังเมื่อสารปนเปื้อนแล้วค่ะ โดยในชีวิตประจำวันเราสามารถเริ่มได้จากการอ่านฉลาก เลือกสินค้าที่ระบุว่าไม่มีสารอันตรายกลุ่มนี้ โดยเฉพาะภาชนะใส่อาหาร เครื่องครัว เสื้อผ้ากันน้ำ และน้ำยาทำความสะอาด หากเลี่ยงได้ให้ใช้วัสดุพื้นฐานอย่างแก้ว สเตนเลส ไม้ หรือผ้าฝ้ายแทนของเคลือบสารพิเศษ เพราะการลดการใช้ตั้งแต่วันนี้ คือวิธีง่ายที่สุดในการลดการสะสมของสารคงทนในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายของเราเองค่ะ 2. ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ย่อยสลายได้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ย่อยสลายได้ คือการคิดตั้งแต่ต้นทางว่า เมื่อสินค้าใช้งานเสร็จแล้วจะหายไปอย่างปลอดภัย ไม่ทิ้งสารตกค้างในดินและน้ำค่ะ ซึ่งวัสดุควรแตกตัวได้ตามธรรมชาติภายในเวลาที่เหมาะสม และไม่ปล่อยสารพิษระหว่างการสลายตัว ซึ่งแนวคิดนี้มีส่วนช่วยลดปัญหาขยะสะสม และลดความเสี่ยงของสารเคมีคงทนที่อาจหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ และในสถานการณ์จริงผู้ผลิตสามารถเลือกใช้วัสดุจากพืชได้ เช่น เยื่ออ้อย พลาสติกชีวภาพ หรือกระดาษที่ไม่เคลือบสารสังเคราะห์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้แยกชิ้นส่วนง่าย รีไซเคิลหรือทำปุ๋ยหมักได้ ส่วนผู้บริโภคอย่างเราให้เริ่มได้จากการเลือกสินค้าที่ระบุว่าย่อยสลายได้จริง ลดการใช้ของใช้ครั้งเดียว และคัดแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก เพราะการออกแบบและการเลือกใช้ที่ใส่ใจตั้งแต่วันนี้ คือการลดภาระให้สิ่งแวดล้อมในวันข้างหน้าค่ะ 3. จัดการของเสียอย่างถูกวิธี การจัดการของเสียอย่างถูกวิธี คือการแยก เก็บ และกำจัดขยะให้เหมาะกับประเภทของขยะชนิดนั้นๆ เพื่อป้องกันสารอันตรายรั่วไหลลงดินและแหล่งน้ำ โดยเฉพาะของเสียที่มีสารเคมีคงทนหรือสารพิษ หากทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป สารเหล่านี้อาจสะสมในสิ่งแวดล้อมและย้อนกลับมาสู่ห่วงโซ่อาหารได้ การจัดการที่ถูกต้องจึงเป็นด่านสำคัญในการหยุดการแพร่กระจายตั้งแต่ต้นทางค่ะ โดยในชีวิตประจำวันของเราให้เราเริ่มจากการแยกขยะเป็นหมวด เช่น ขยะรีไซเคิล ขยะอินทรีย์ และขยะอันตรายอย่างถ่านไฟฉาย หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ หรือภาชนะสารเคมี แล้วนำไปทิ้งในจุดรับเฉพาะ หลีกเลี่ยงการเผาหรือเทของเหลวลงท่อโดยตรง หากชุมชนมีวันกำหนดมาเก็บของเสียอันตราย ควรติดตามและนำไปส่งตามกำหนด ซึ่งการแยกและทิ้งให้ถูกที่ อาจดูเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่มีส่วนช่วยลดการสะสมของสารพิษในสิ่งแวดล้อมได้อย่างมากในระยะยาวนะคะทุกคน 4. เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงในชีวิตประจำวัน การเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง คือ การลดการใช้สินค้าที่อาจมีสารเคมีตกค้างนาน สะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายค่ะ โดยเฉพาะของใช้ที่สัมผัสอาหาร ผิวหนัง หรืออากาศในบ้านเป็นประจำ ตัวอย่างสารที่หลายประเทศเฝ้าระวัง เช่น กลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันคราบ และทนความร้อน เพราะถูกนำไปใช้ในภาชนะเคลือบกันติด บรรจุภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้ากันน้ำ และโฟมดับเพลิง โดยจุดที่น่ากังวลคือสารกลุ่มนี้สลายตัวยากมาก ตกค้างในดินและน้ำได้นาน และสามารถสะสมในร่างกายคนและสัตว์ได้ เมื่อสะสมต่อเนื่องอาจกระทบต่อระบบฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และการทำงานของอวัยวะบางส่วนนะคะ BPA โดยเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตพลาสติกบางชนิดและเคลือบด้านในกระป๋องอาหาร ที่ช่วยให้วัสดุแข็งแรงและใส แต่ปัญหาคือสารนี้สามารถหลุดปนเปื้อนสู่อาหารและเครื่องดื่มได้ โดยเฉพาะเมื่อโดนความร้อน โดยมีข้อกังวลว่าสารนี้อาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย จึงมีการรณรงค์ให้ลดการใช้และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มี BPA ค่ะ ดังนั้นเราสามารถเริ่มได้จากการหลีกเลี่ยงภาชนะเคลือบกันติดที่เสื่อมสภาพ เปลี่ยนมาใช้สเตนเลสหรือแก้วแทน เลือกกล่องใส่อาหารที่ระบุชัดว่าไม่มีสารอันตราย หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในพลาสติก และลดการใช้เสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบสารกันน้ำโดยไม่จำเป็น ซึ่งการตั้งคำถามก่อนซื้อว่า “จำเป็นไหม และมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่านี้หรือไม่” คือก้าวเล็กๆ ที่ช่วยลดการสะสมของสารเสี่ยงในบ้านและในสิ่งแวดล้อมได้ระยะยาวค่ะ 5. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค คือ การตัดสินใจซื้อและใช้สินค้าอย่างมีสติ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่เลือกสินค้าจากความสะดวกหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ดูที่ส่วนผสม แหล่งที่มา และอายุการใช้งานด้วย โดยแนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะความต้องการของผู้บริโภคมีผลโดยตรงต่อทิศทางการผลิต หากคนส่วนใหญ่หันไปเลือกสินค้าที่ปลอดภัยกว่า ผู้ผลิตก็จะปรับตัวตามไปเองนะคะ และในชีวิตจริงเราเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัวค่ะ เช่น อ่านฉลากก่อนซื้อ พกถุงผ้าและกล่องอาหารส่วนตัว เลือกแบบเติมแทนการซื้อใหม่ ลดของใช้ครั้งเดียว และตั้งคำถามว่า “จำเป็นจริงไหม” ทุกครั้งก่อนจ่ายเงิน ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงลดการสัมผัสสารเสี่ยงในชีวิตประจำวันค่ะ แต่ยังส่งสัญญาณให้ตลาดขยับไปในทิศทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน 6. สนับสนุนกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ การสนับสนุนกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ คือ การผลักดันให้มีข้อกำหนดควบคุมหรือยกเลิกการใช้สารเคมีคงทนอย่างจริงจังค่ะ เพราะสารเหล่านี้ไม่หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ที่ผลิตหรือใช้ แต่สามารถแพร่กระจายผ่านอากาศ น้ำ และห่วงโซ่อาหารข้ามพรมแดนได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก ตัวอย่างกรอบความร่วมมือสำคัญ คือ อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดและยกเลิกการผลิต การใช้ และการปล่อย “สารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน” หรือสารเคมีที่สลายตัวยาก สะสมในสิ่งมีชีวิต และแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้ ซึ่งสารที่อยู่ภายใต้ความตกลงนี้ เช่น ยาฆ่าแมลงบางชนิด สารอุตสาหกรรมบางกลุ่ม และสารที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ ประเทศภาคีมีหน้าที่ออกกฎหมาย ควบคุม และรายงานความก้าวหน้าในการลดหรือเลิกใช้สารเหล่านี้ รวมทั้งส่งเสริมทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าค่ะ และในทางปฏิบัติภาครัฐควรออกกฎหมายควบคุมการผลิต นำเข้า และจำหน่ายสารเสี่ยง พร้อมระบบติดตามตรวจสอบที่โปร่งใส ภาคธุรกิจควรปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลสารที่ใช้ ขณะที่ประชาชนก็สามารถสนับสนุนผ่านการเลือกซื้อสินค้าอย่างรับผิดชอบ ติดตามข้อมูลนโยบายสาธารณะ และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย เพราะการแก้ปัญหาสารเคมีคงทนจึงไม่ใช่หน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือที่ต้องเดินไปพร้อมกันทั่วโลกค่ะ 7. จัดบ้านให้ลดการสะสมสารปนเปื้อน การจัดบ้านเพื่อลดการสะสมสารปนเปื้อน คือ การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด โปร่ง และลดแหล่งสะสมฝุ่นหรือสารเคมีตกค้างค่ะ เพราะสารบางชนิดสามารถเกาะกับฝุ่น เฟอร์นิเจอร์ ผ้า และพื้นผิวต่างๆ แล้วค่อยๆ สะสมในอากาศภายในบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่ปิดทึบ อากาศถ่ายเทไม่ดี ซึ่งการดูแลพื้นที่อยู่อาศัยจึงเป็นอีกด่านสำคัญในการลดการสัมผัสสารเสี่ยงในชีวิตประจำวันนะคะ และในทางปฏิบัติจริงให้เริ่มจากการเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสม่ำเสมอ เช็ดถูพื้นด้วยผ้าชุบน้ำเพื่อลดฝุ่นฟุ้งกระจาย ใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองละเอียด หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์ปรับอากาศหรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นแรงโดยไม่จำเป็น และลดของตกแต่งที่กักเก็บฝุ่นจำนวนมาก เพราะการจัดบ้านให้โล่ง เรียบง่าย และทำความสะอาดง่าย ไม่เพียงช่วยให้บ้านน่าอยู่ขึ้น แต่ยังช่วยลดโอกาสสะสมของสารปนเปื้อนในระยะยาวด้วยนะคะ 8. เลือกอาหารและน้ำอย่างใส่ใจแหล่งที่มา การเลือกอาหารและน้ำโดยคำนึงถึงแหล่งที่มา คือ การมองย้อนกลับไปว่าอาหารนั้นผลิตจากที่ใด ผ่านกระบวนการแบบไหน และอาจปนเปื้อนสารเคมีระหว่างทางหรือไม่ เพราะสารบางชนิดสามารถสะสมในดิน แหล่งน้ำ และสัตว์น้ำ แล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ การใส่ใจต้นทางจึงช่วยลดโอกาสรับสารตกค้างโดยไม่รู้ตัว และเป็นการสนับสนุนระบบผลิตที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นค่ะ และในชีวิตประจำวันของเราเริ่มได้จากการเลือกซื้อผักผลไม้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เลือกอาหารตามฤดูกาล ลดการบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งที่มีข่าวการปนเปื้อน และล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนปรุง ด้านน้ำดื่ม ควรเลือกแหล่งน้ำที่ผ่านการตรวจคุณภาพหรือใช้เครื่องกรองที่เหมาะสม เพราะการตั้งคำถามกับที่มาของอาหารและน้ำ คืออีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพตัวเอง พร้อมลดแรงกดดันต่อระบบผลิตที่สร้างมลพิษในระยะยาวค่ะ 9. ใช้พลังผู้บริโภคให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลายคนยังมองไม่ออกว่า พลังของผู้บริโภคคืออำนาจในการเลือกและไม่เลือกสินค้าและบริการในแต่ละวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการผลิตของตลาด หากผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โปร่งใส และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตก็ย่อมต้องปรับตัวตาม ดังนั้นการใช้พลังนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัวค่ะ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงระบบที่ช่วยลดการใช้สารเคมีคงทนและลดของเสียตั้งแต่ต้นทางนะคะ โดยการจะใช้กลยุทธ์นี้ให้ได้ผลนั้น ให้เราใช้พลังผู้บริโภคไปในการเลือกสินค้าที่ปลอดภัยและเปิดเผยข้อมูลส่วนผสม สนับสนุนผู้ผลิตท้องถิ่นหรือธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แสดงความเห็นต่อบริษัทเมื่อพบปัญหา และร่วมสนับสนุนนโยบายสาธารณะที่คุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะทุกการตัดสินใจซื้อคือเสียงโหวตที่ส่งไปยังตลาด ยิ่งใช้เสียงนี้อย่างสม่ำเสมอและมีข้อมูล ก็ยิ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในระยะยาวค่ะ ซึ่งคุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าการสลายตัวยากของสารเคมีคงทน เรามักอธิบายด้วยแนวคิดเรื่องครึ่งชีวิตของสารนั้นๆ ครึ่งชีวิต คือระยะเวลาที่ปริมาณสารลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจากเดิม ไม่ว่าจะอยู่ในดิน น้ำ อากาศ หรือในร่างกาย หากสารมีครึ่งชีวิตยาวนาน ก็หมายความว่าสลายตัวช้า ตกค้างได้นาน และมีโอกาสสะสมเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปล่อยซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม คำว่า “สารเคมีคงทน” ไม่ได้ดูแค่ครึ่งชีวิตอย่างเดียว เพราะคำว่า “ครึ่งชีวิต” เป็นเพียงตัวชี้วัดสำคัญในการอธิบายความคงทนของสาร แต่การประเมินความเสี่ยงจริงๆ เราจะต้องในมองภาพรวมทั้งความคงทน การสะสม และความเป็นพิษควบคู่กันค่ะ ดังนั้นการป้องกันสารเคมีคงทนที่สะสมในสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ตั้งแต่การเลือกสินค้า การจัดการของเสีย การดูแลบ้าน ไปจนถึงการเลือกอาหารและน้ำ ทุกขั้นตอนล้วนเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยสารที่สลายตัวยากและสะสมในห่วงโซ่อาหาร หากลดได้ตั้งแต่ต้นทาง ก็ย่อมลดภาระการปนเปื้อนในระยะยาวได้มากกว่า โดยหลักคิดสำคัญคือ “ป้องกันไว้ก่อน” และ “เลือกทางที่ปลอดภัยกว่าเมื่อมีทางเลือก” ตั้งคำถามกับสิ่งที่ใช้ว่า จำเป็นหรือไม่ มีทางเลือกที่กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหรือเปล่า และผลระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพราะการตัดสินใจเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมพลังกันในระดับสังคม จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ระบบการผลิตและนโยบายสาธารณะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นค่ะ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้สังเกตเห็น คือ เกี่ยวกับผลเสียที่ค่อยเป็นค่อยไปในด้านสุขภาพและเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้น คนเรามักคิดว่ายังไม่ค่อยเร่งด่วน เพราะเวลาที่ปัญหาเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เรายังมีชีวิตอยู่ได้ ยังหายใจอยู่ แต่จะมาสนใจก็ต่อเมื่อปัญหานั้นเห็นชัดเจนและส่งผลต่อความเป็นอยู่แล้ว ที่ก่อนหน้านั้นพอพูดเรื่องแนวทางป้องกันโน่นนี่นั่น เรามักคิดว่ายังไม่จำเป็นต้องรู้หรือนำมาลงมือทำก็ได้ เพราะยังไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย อย่างไรก็ตามอยากเชิญชวนคนไทยหันมาใส่ใจเรื่องการป้องกันมากขึ้น เพราะในการสถานการณ์จริงการป้องกันการเกิด มักเป็นวิธีที่ไม่ได้ซับซ้อนเท่าการไปแก้ไขเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่ะ โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาบางอย่างไม่ได้ง่ายในการแก้ไขเลยนะคะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของธรรมชาติ ที่บางครั้งก็เลือกใช้อะไรง่ายๆ เช่น ผงซักฟอกละลายน้ำเท่านั้นเองค่ะ และปกติเป็นคนที่ชอบเลือกซื้ออาหารตามฤดูกาลอยู่แล้ว พกถุงผ้าไปซื้อของ ปฏิเสธการรับถุงพลาสติกถ้าซื้อของไม่มาก คัดแยกขยะรีไซเคิลไว้ขาย แยกเก็บขยะอันตรายไว้ให้เทศบาลมากเก็บ และอื่นๆ อีกที่สามารถทำได้ ที่บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็กๆ เท่านั้นค่ะ แต่ทำตลอดทำต่อเนื่องและตระหนักรู้เสมอ ก็ลองดูค่ะทุกคน ลองเริ่มจากอะไรง่ายๆ ใกล้ตัวก่อนก็ได้ มาร่วมด้วยช่วยกันค่ะ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมพอเกิดขึ้นแล้ว สามารถส่งผลต่อสุขภาพของเราได้นะคะ #สารเคมีคงทน #การจัดการของเสียอันตราย #ลดมลพิษ #ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม #การป้องกันโรค เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 16 ตัวอย่างของเสียอันตรายจากบ้านเรือน มีอะไรบ้าง เป็นแบบไหน 9 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ & คุณภาพชีวิต 9 แนวคิดด้านสุขภาพ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่ควรนำมาปรับใช้