การพัฒนาตนเองเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เรามักคิดว่าเราขาดพรสวรรค์เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆแล้ว เราท้อใจและหมดแรงจะเรียนรู้ แท้จริงแล้วเราไม่ได้เริ่มที่พื้นฐานก่อน เราขาดการแนะนำที่ถูกต้องก่อนจะไปเจอเรื่องยากๆจริงๆ ทำให้เราถอดใจเรียนรู้เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่ทำให้เราเสียโอกาสทำมาหากิน Sean D' Souza จะมาแนะนำสิ่งที่คนต้องการจะเก่งในเรื่องที่เราอยากจะทำเป็น (ทำอาหาร ใช้โปรแกรม Photoshop ขับเครื่องบิน ฯลฯ) โดยเฉพาะคนในแวดวงการศึกษาควรให้ความสนใจ บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก..แต่อยู่ที่คนสอน ปัจจัยแวดล้อม ความรู้สึกที่เรายังรับไหวถึงระดับความยากที่มากขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้คนเราเรียนรู้ทักษะใหม่ๆได้ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ยังจําได้ไหมว่าใครเป็นคนสอนคุณขี่จักรยาน หลายๆ คนจดจําช่วงเวลาที่เพิ่งหัดขี่จักรยานได้ดี เรามักจําได้ว่ามีผู้ใหญ่คอยสอนคอยช่วยจนเราขี่เป็น แต่ถ้าลองคิดให้ลึกกว่านั้นอีกสักนิด คุณจะพบว่าแท้จริงแล้วไม่มีใครช่วย ให้คุณขี่จักรยานเป็นได้โดยตรง ผู้ใหญ่แค่ตะโกนบอกให้คุณทํา อย่างโน้นอย่างนี้จนคุณประมวลผลแทบไม่ทัน คนที่พยายามมาสอนอาจช่วยจับท้ายจักรยานให้มั่นคง แต่สุดท้าย แล้วไม่มีใครทําให้คุณขี่จักรยานเป็นได้จริงๆ หรอก 2.คุณเรียนรู้วิธีขี่จักรยานด้วยตัวเองทั้งสิ้น คุณยังเรียนรู้วิธีเดินได้โดยไม่มีใครมาสอนแบบเฉพาะเจาะจงและคุณก็หัดพูดด้วยตัวเองเช่นกัน เพราะพ่อแม่ของพวกเรา ส่วนใหญ่ไม่ใช่ครูสอนภาษา ความสําเร็จอันน่าทึ่งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต เพราะสมอง ของคุณเก่งกาจอย่างเหลือเชื่อในการจดจํารูปแบบ มันอาจ แยกแยะไม่ได้รวดเร็วทันใจว่าคุณผิดพลาดตรงไหนจึงล้มจากจักรยาน แต่มันจะค่อยๆ ค้นพบว่าคุณทําอะไรผิดไปตอนที่คุณล้มลง ครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นสมองจะปรับแก้จุดผิดพลาดเล็กๆ หรือ บางครั้งก็ปรับแก้ครั้งใหญ่ โดยที่คุณแทบไม่ต้องตั้งสมาธิกับมันเลย 3.พรสวรรค์คือการ “ลดจํานวนความผิดพลาด” เมื่อคุณก๋าจัดอุปสรรค ออกไปได้อย่างต่อเนื่อง คุณก็จะค่อยๆ ไปถึงความสามารถ ในระดับที่มั่นคง ยิ่งคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งไปถึงระดับ “เก่งพอตัว” เร็วขึ้นเท่านั้น 4.ตลอดทั้งชีวิตของเราย่อมมีบางช่วงเวลาที่เราครุ่นคิดถึงการเป็น (หรือพยายามเป็น) คนเก่งระดับอัจฉริยะ เรามองไปรอบๆ ตัวและตั้งเป้าหมายแน่วแน่ไว้ที่จุดสูงสุด โดยที่ใจก็ไม่ได้อยาก ทุ่มเทแบบ “อยู่ในสระน้ําวันละหกชั่วโมง ปีละ 365 วัน ติดต่อ กันยี่สิบปี"ไม่ใช่ว่าเราไม่ขยันหรอกนะ แค่เราไม่ได้หมกมุ่นกับการไปให้ถึง จุดสูงสุดมากขนาดนั้นด้วยความที่ไม่ได้หมกมุ่นอย่างสุดโต่งนี้เอง เราจึงอดไม่ได้ ที่จะรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจเวลาจะไปให้ไกลกว่าทุกที เรารู้ตัวดีเวลาที่อยู่ในระดับ “ห่วยแตก” เราจัดให้ตัวเองเป็นคนระดับ “งั้นๆ”ได้อย่างสนิทใจ แต่ต่อจากนั้นเราจะเริ่มไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าเป็นระดับอะไรกันแน่ หากเริ่มต้นด้วย “ห่วยแตก” แล้วตามด้วย “งั้นๆ” ก้าวต่อไปก็น่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจาก“อัจฉริยะ” 5.อย่างไรก็ตาม แม้ “ห่วยแตก" "งั้นๆ” และ “อัจฉริยะ" จะดูเหมือนเป็นการเรียงลำดับที่สมเหตุสมผล แต่การข้ามไปสู่“อัจฉริยะ” นั้นไม่ต่างจากการพยายามเดินทางไปดาวพลูโต มันเป็นระยะทางที่ไกลเกินกว่าเราจะคาดคิดมาก ขั้นที่อยู่ในระยะเอื้อมถึงจริงๆ คือ “เก่งพอตัว” หากคุณเริ่มต้นจากระดับ “ห่วยแตก" ในตอนนี้ ก็มีโอกาสที่คุณจะขยับขึ้นมาสู่ “งั้นๆ” ได้อย่างรวดเร็ว และระดับ “เก่งพอตัว” คือจุดที่คนรอบข้างเริ่มมองว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว คำถามต่อมาคือ คุณจะไปถึงระดับ “เก่งพอตัว” ได้อย่างไร คำตอบอยู่ในแนวคิดสามประการที่เราต้องพิจารณา ได้แก่“พลังงาน” “ความมั่นใจ” และ “ทักษะ" 6.ถ้าวันพรุ่งนี้คุณตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออยากกลับไปทำกิจกรรมเดิมอีก เป็นไปได้สูงมากว่ากิจกรรมนั้นยังไม่เรียบง่ายพอ ปัจจัย “อะไรต่อ”นี่ล่ะคือวิธีที่ใช้วัดพลังงานได้แทบทุกกรณี 7.มีหลายสิ่งหลายอย่างในการเรียนรู้ที่จะสูบพลังงานของเราให้แห้งเหือด แต่ที่ส่งผลร้ายแรงที่สุดก็คือความกังวล เรารู้สึกกังวลเพราะเราถูกเรียกร้องให้เรียนรู้เรื่องหนึ่ง ต่อด้วยอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง โดยทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูง ไม่ใช่ว่าวิทยากรตั้งใจจะทำให้ผู้ฟังสับสนหรอกนะครับ ใครๆก็อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้ฟังทั้งนั้น 8.โดยปกติแล้ว ผู้สอนมักตั้งใจช่วยเหลือผู้เรียน แต่กระแสข้อมูล (ที่อาจจะดูเล็กน้อย) ก็อาจถาโถมจนเกินรับไหว หลายคนจะเริ่มสะดุดเมื่อมีขั้นตอนมากเกินไป และมักโทษตัวเองว่าเรียนรู้ได้ช้า ทั้งที่จริงๆ แล้วพลังงานของพวกเขากำลังถูกสูบออกไปด้วยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกันมากเกินไป 9.ความมั่นใจเป็นสิ่งที่เสียได้ไม่ยาก แค่เจอคำวิจารณ์หน่อยเดียว คุณก็จะรู้สึกขึ้นมาแล้วว่าตัวเองช่างไร้ค่าและไม่คู่ควร การสูญเสียความมั่นใจอาจดูเหมือนรอยรั่วเล็กๆ แต่บ่อยครั้งที่มันส่งผลให้น้ำทะลักออกมาอย่างรุนแรง 10.เมื่อนักกีฬา “ฟอร์มตก” นั่นหมายความว่าพวกเขาสูญเสียทักษะไปอย่างนั้นหรือ การเสียความมั่นใจต่างหากที่ทําให้พวกเขาตื่นกลัว และก่อให้เกิดความผิดพลาดจํานวนมาก เมื่อความมั่นใจกลับคืนมา ทุกอย่างก็จะกลับเข้าที่อีกครั้ง 11.พวกเราทุกคนต่างก็มีความทรงจําแบบนี้เช่นกันทั้งนั้น ไม่ว่า จะเป็นรูปวาดที่ครูหยิบขึ้นมาแล้วพูดว่า “ใครวาดขยะชิ้นนี้กัน หรือตอนที่พ่อแม่พูดกับคุณอย่างอ่อนโยนว่า “ลูกไม่ได้เกิดมา พร้อมพรสวรรค์เรื่องนั้น”ความปลอดภัยในใจของเราถูกเขย่าจนกระเจิง และบ่อยครั้งก็แทบไม่มีวันเยียวยาได้ ความมั่นใจของเราสั่นคลอนจนเราไม่รู้จะลบล้างข้อความที่ฝังลึกอยู่ในหัวได้อย่างไร 12.เมื่อเราเติบโตขึ้น เราก็ฝังหัวตัวเองด้วยเรื่องไม่จริงต่างๆ มากมาย อย่างเช่น “ฉันเต้นไม่ได้ ฉันทําอาหารไม่เป็น ฉันทําเรื่องนั้น เรื่องนี้ไม่ได้หรอก” ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากการเปรียบเทียบ และการเปรียบเทียบส่วนใหญ่นี้ก็มักผูกติดอยู่กับทักษะและความรู้แค่บางสาขาที่เด็กๆ ทําได้ในโรงเรียน ดูราวกับว่าโรงเรียน คือสถานที่บ่มเพาะความคิดที่ว่าคนอื่นมีพรสวรรค์ แต่เราไม่มี 13.ความแคลงใจที่เกิดขึ้นภายในมาจากตัวเรา และการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ..แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รู้สึกแย่ลงกว่าเดิม วงจรแห่งความแคลงใจนี้สามารถชะลอหรือหยุดลงได้อย่างสิ้นเชิงหากเรามีอํานาจควบคุมเหนือสิ่งที่เราทํามากขึ้น เมื่อเราทําสิ่งใดได้โดยแทบไม่ต้องคิด และทํามันได้อย่างคล่องแคล่ว เราก็จะบอกตัวเองว่าเรามีทักษะแล้ว 14.ในหนังสือ Outliers มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ในความเป็นจริง นักวิจัย ได้ลงความเห็นเรื่องตัวเลขที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นจํานวนมหัศจรรย์ ของความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง นั่นคือ 10,000 ชั่วโมง การ ฝึกฝนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะทําหลังจากที่เก่งแล้ว แต่มันคือสิ่งที่จะทําให้คุณเก่งขึ้นมา"แทบจะในทันใดนั้น บทที่ว่าด้วยกฎ 10,000 ชั่วโมงก็กลบเนื้อหา ทุกอย่างจนหมดสิ้น คนจํานวนมากที่ประสบความสำเร็จในชีวิตต่างพากันตบไหล่ตัวเองให้กับความอุตสาหะที่ทุ่มเทลงไป ส่วนคนที่ยังเพิ่งเริ่มต้น กฎ 10,000 ชั่วโมงก็กลายเป็นเหมือน แนวทางคร่าวๆ ว่าพวกเขายังต้องลุยต่อไปอีกแค่ไหน นอกจากตัวเลขมหัศจรรย์นี้แล้ว เนื้อหาส่วนที่เหลือของบท กลับแทบไม่มีใครสนใจ อีกสิ่งที่แกลดเวลล์พยายามชี้ให้เห็นก็คือ โลกใบนี้นั้นเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม ในช่วงท้ายของบท แกลดเวลล์ยังกล่าวด้วย ว่า การฝึกฝนในระดับนั้นมักเกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยภายนอกอย่างการสนับสนุนจากครอบครัว การเข้าถึงทรัพยากร และ ทัศนคติทางวัฒนธรรมต่อการเรียนรู้และความสําเร็จ 15.คุณคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวคุณ และอยู่ที่การเกิดมาโดยไม่มีพรสวรรค์ติดตัว แต่ความจริงแล้วมีปัจจัยมากมายที่พาคุณมาสู่จุดนี้ การไม่มี พื้นที่ปลอดภัย การไม่เข้าใจ (หรือเข้าใจไม่มากพอ) ว่าพลังงานมีหลักการทํางานอย่างไร การไม่มีตัวอย่างให้เห็นมากพอ และที่สําคัญที่สุดคือ กําลังใจที่ถูกบั่นทอน เสียงนั้นดังกลบทุกอย่างจนมิด คุณยังได้ยินคําพูดของครูดังก้อง อยู่ในหัวว่า “ใครวาดรูปขยะๆ พวกนี้ 16.พวกเราล้วนยึดติดกับความคิดที่ว่า การเรียนรู้ต้องอาศัยความอดทนและการทํางานหนัก แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงการเรียนรู้ รูปแบบหนึ่ง แถมยังเป็นแบบที่ไม่ได้รับการออกแบบมาเป็น อย่างดีเสียด้วย หัวใจของการเรียนรู้ที่ออกแบบมาดีคือการทําให้ผู้เรียนทุกคนสามารถทําภารกิจได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง และจะยิ่งดีขึ้นไปอีก หากมีความสนุกสนานผสมอยู่ด้วย ถ้าผู้เรียนรู้สึกว่ามันลำบาก นั่นแทบไม่เคยเป็นความผิดของผู้เรียนเลย ทั้งหมดนี้ทำให้เราย้อนกลับมามองตัวเองอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่เราเกียจคร้านหรือใจไม่สู้พอ สิ่งที่ Sean พยายามจะบอกกับเราคือ..เราขาดพื้นฐานจำเป็นต่อการทำสิ่งเหล่านั้นต่างหาก เราไม่ได้ต้องการเก่งขั้นเทพราวกับคนมีพรสวรรค์ เราแค่ต้องการเก่งพอตัวในระดับที่เอาตัวรอดได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นสำหรับคนที่เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆได้ทุกเรื่องครับ เครดิตภาพ ภาพปก โดย Anat Morad จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 โดย Daniel Reche จาก pexels.com ภาพที่ 4 โดย Elias Gamez จาก pexels.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ THE BRAIN AUDIT รีวิวหนังสือ ปั้นครัวร้อยให้โตล้าน รีวิวหนังสือ ZERO TO ONE เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !