เคล็ดลับการหารายได้จากเบบี้แครอท ถูกแบ่งปันข้อมูลโดย คุณพรทิพย์ ยังวิเศษสุข หรือพี่นุช ผู้ที่จบปริญญาตรี Film Production และปริญญาโทบริหารจากมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ อย่างมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เริ่มเป็นเกษตรกรเพราะเป็นห่วงสุขภาพคนในครอบครัว โดยไม่หวังกำไรจากเม็ดเงิน เพราะกำไรที่แท้จริง คือ คนในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีเพราะห่วงสุขภาพครอบครัวจึงเป็นเกษตรกร คุณนุชได้เล่าว่า ที่บ้านทำงานเกี่ยวกับการขายข้าวสาร ตั้งแต่เด็กจนโตอยู่วงการเกษตรมาตลอด ประจวบเหมาะมีพื้นที่ดินว่างเหลืออยู่ จึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ในเรื่องของการปลูกผักทานเอง เพราะอยากให้คนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ที่ไม่สบาย หลานที่กำลังโตอยู่ในช่วงเจริญอาหาร ได้รับประทานผักที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และดีต่อสุขภาพ "ถ้าถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ พี่ก็คงตอบได้แค่ว่ามันต้องทำ แล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วย เพื่อครอบครัว" คุณนุช กล่าวลองผิดลองถูกจนปลูกสำเร็จ หลังจากที่ลองปลูกผักกินใบหรือผักสลัดสำเร็จแล้ว คุณนุชจึงได้ลองปลูกผักกินหัว เช่น หัวไชเท้า แรดิช มันม่วง และเบบี้แครอท แต่ก็ไม่เกิดผลผลิตที่ดี มีแต่ใบ รากเล็กนิดเดียวไม่ติดหัวมาด้วย จนผ่านไป 4 ถึง 5 เดือน จะเริ่มรื้อแปลงผักเบบี้แครอททิ้ง เพื่อที่จะปลูกผักกินใบ ขณะที่รื้อปรากฏว่าตอนดึงออกมา หัวเบบี้แครอทใหญ่มาก คุณนุชเลยเริ่มเช็คไทม์ไลน์ตัวเอง ว่าที่ผ่านมาได้ทำสิ่งใดกับพื้นที่ตรงนี้บ้างหรือไม่ ได้รดน้ำบ้างหรือเปล่า เลยได้ข้อสรุปว่า "เราไม่สามารถจะไปปลูกเบบี้แครอทเหมือนผักสลัดได้ เช่น ไปโรยบนดิน รอให้งอกแล้วเราค่อยมาเพาะในถาดที่เป็นหลุม ๆ พอลองเพาะแล้วมันไม่เวิร์ค เพราะว่ารากเบบี้แครอท ถ้ากระทบกระเทือนนิดนึง ก็จะเสียหายเลย พี่ก็เลยลองที่จะเอาไปหว่าน ไปโปรย แล้วมันก็ค่อย ๆ ขึ้นมา พี่ก็ดึงตัวที่ใกล้กันมากเกินไป ดึงออกต้นนึงหรือสองต้น เพื่อที่จะให้เบบี้แครอทมีอากาศหายใจมากขึ้น" คุณนุช กล่าวปุ๋ยผักทั่วไปแค่ทำให้ใบสวย แต่ไม่ทำให้หัวโต คุณนุชได้ค้นคว้าข้อมูลมาว่า ถ้าให้ปุ๋ยเหมือนที่ใช้กับผักสลัดหรือผักกินใบทั่วไป ใบของเบบี้แครอทจะสวยงาม เพราะปุ๋ยจำพวกนี้จะไม่ลงไปในราก ไม่ทำให้เกิดหัวที่ใหญ่ คุณนุชจึงบำรุงเบบี้แครอทด้วยการไม่บำรุงสิ่งใดมาก แค่ทำให้ดินโปร่งและน้ำไหลซึมในดินสะดวก ถ้าซื้อดินถุงทั่วไปมาใช้ ต้องนำมาร่อนเอาตะกอนก้อนหินออกเสียก่อน และใช้มูลไส้เดือนที่เลี้ยงมาจากมูลวัว ในการคลุกผสมกับดินดินเก่าใช้ได้ดีกว่าดินใหม่ ดินที่เหมาะกับปลูกเบบี้แครอท คือ ดินเก่าที่ผ่านการปลูกมาแล้ว คุณนุชได้เล่าว่า จากที่สังเกตมา ดินที่เก่าผลผลิตจะโตขึ้นและดีกว่าดินใหม่ ดินใหม่เวลาผสมทุกอย่างจะใหม่หมด ไม่ผ่านการปลูกอะไรมาเลย ไม่มีการเดินของแร่ธาตุในดิน ถ้าใช้ดินเดิมที่เคยปลูกผักมาแล้ว นำไปผสมกับดินใหม่ครึ่งต่อครึ่ง หรือ 80 ต่อ 20 ผลผลิตจะเติบโตดีกว่าใช้ดินใหม่ที่ไม่ผ่านการปลูกสิ่งใดเลย หลังจากมีความพร้อมเรื่องดินแล้ว คุณนุชได้แนะนำเรื่องปุ๋ยไว้ดังนี้ "พี่ใช้เป็นฮอร์โมนนมสดที่พี่หมักเอง แล้วก็ปุ๋ยมูลไส้เดือนเวลาเตรียมดิน มันจะอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ก็คือช่วงแรก 7 ถึง 15 วัน พี่จะไม่ได้ใส่อะไรเลย จนกระทั่งมันมีใบงอกขึ้นมาประมาณ 5 ถึง 6 ใบ พี่ถึงจะเอาปุ๋ยไส้เดือน 1 กำมือ หว่านให้ทั่วแปลงที่เราปลูก" คุณนุช กล่าววันที่ควรเก็บเกี่ยวผลผลิต แนะนำอยู่ที่ 70 ถึง 90 วัน คุณนุชเคยลองช่วง 70 วันของการปลูก ในตอนที่ดึงขึ้นมาเบบี้แครอทมีแต่ราก แต่เมื่อลองช่วง 90 วันของการปลูก เริ่มมีหัวติดขึ้นมาด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะเบบี้แครอทชอบฤดูหนาว ผลผลิตจะดีในช่วงฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่น ๆFacebook ตัวนำร่องในการหาตลาดลูกค้า คุณนุชได้เปิดเผยการหาตลาดลูกค้าในช่วงแรก ของการเริ่มเป็นเกษตรกรไว้ว่า Facebook เป็นตัวนำร่องที่ดีมาก เพราะว่าตั้งแต่ช่วงเริ่มไถเตรียมพื้นที่ คุณนุชอัปเดตตลอดว่าทำอะไรบ้าง จนมีผลผลิตออกมา เพื่อนและคนรู้จักได้เห็นและเรียนรู้ว่าทำแบบนี้ ผลผลิตออกมาเป็นแบบนี้ พอได้เห็นแล้วจึงอยากลองรับประทาน เพราะอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร กลายเป็นว่าเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน เมื่อผลตอบรับดี คุณนุชจึงสร้าง Facebook Fanpage ชื่อว่า 'Nuch Garden' เพื่อขายโดยเฉพาะ และทำการโฆษณาโปรโมทช่วงที่มีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก คุณนุช ได้กล่าวอีกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ มีตั้งแต่วัยทำงาน อายุ 30 ต้น ๆ ไปจนถึงอายุ 60 และผู้ป่วยมะเร็ง ประมาณ 70% ที่มาอุดหนุนซื้อผักทั้งใน Facebook และที่สวนของตนความแตกต่างระหว่างเบบี้แครอท และแครอททั่วไป คุณนุชมีความคิดเห็นว่า เบบี้แครอทมีกลิ่นที่ดี เหมือนมีน้ำหอมในตัว ในช่วงที่ดึงรากขึ้นมาจะมีกลิ่นหอมโชยขึ้นมา ส่วนแครอทปกติเหมาะสำหรับคนที่ต้องการบริโภคแบบเนื้อ ๆ น้ำ ๆ ใหญ่ ๆ เต็มปากเต็มคำ ซึ่งต่างกับ เบบี้แครอทที่มีขนาดเล็กกว่า ถือรับประทานและกัดได้เลย "แครอทหัวใหญ่ ๆ ที่พี่รู้มา คือ นำเข้ามาทั้งนั้น เลยคิดว่าเรากินเล็ก ๆ แต่คุณภาพแน่น ดีกว่าไปกินใหญ่ ๆ แต่ไม่รู้ต้นทาง" คุณนุช กล่าว และแนะนำกับทางลูกค้าอีกด้วยว่า เบบี้แครอทของทางร้านสามารถทานได้ทั้งใบและหัว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ารับ Taste รสชาติได้มากน้อยเพียงไหน บางท่านรับกลิ่นแรงได้ รับรสขมได้ โดยใบของแครอทสามารถเอาไปใส่ใน ไข่เจียว แทนใบชะอมได้ ฉุนไม่เท่าใบชะอม และมีกลิ่นที่หอมน่าลิ้มรสแม้พื้นที่จำกัดแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกเบบี้แครอท คุณนุชได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความสนใจลองปลูกเบบี้แครอท แต่มีพื้นที่จำกัดด้านที่อยู่อาศัย เช่น คอนโดมิเนียม หอพัก แม้จะไม่มีแปลงที่ดิน แต่สามารถใช้ตะกร้าผ้าเพื่อปลูกเบบี้แครอทได้ โดยตะกร้าผ้าต้องมีความลึกอยู่ที่ 25 ถึง 30 เซนติเมตร หากใช้ดินถุง ควรนำไปร่อนเพื่อนำตะกอนก้อนหินออกเสียก่อน และควรผสมดินเข้ากับปุ๋ยมูลไส้เดือนในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เพื่อให้ดินร่วนโปร่งเหมาะสมกับการปลูกเบบี้แครอท หลังจากที่ปลูกเบบี้แครอทลงดินแล้ว ต้องคอยสังเกตอยู่เสมอ หากใบของเบบี้แครอทบางต้นยาวกว่าต้นอื่น ๆ ให้คิดไว้เลยว่าผิดปกติ อาจเกิดขึ้นเพราะการใส่ปุ๋ยตรงจุดที่ปลูกมากจนเกินไป เมื่อเบบี้แครอทได้ปุ๋ยเยอะจนเกินไปใบจะโตเร็ว และไม่ลงไปที่หัว ถ้าเจอสามารถดึงทิ้งได้ทันที เพราะหัวเบบี้แครอทไม่โตอย่างแน่นอน สำหรับรายได้จากการปลูกหนึ่งรอบที่ผ่านมา บนกระบะแปลงผักขนาดความกว้างอยู่ที่ 1 เมตร 50 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร โรยเมล็ดเป็นแถวยาวตอนลึก ประมาณ 2 ถึง 3 แถว คุณนุชเก็บผลผลิตได้ประมาณ 3 ถึง 4 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 250 บาท รอบหนึ่งใช้เวลาในการปลูกอยู่ที่ 70 ถึง 90 วัน คุณนุชได้เตือนเรื่องศัตรูพืช จากประสบการณ์ในการปลูกเบบี้แครอทไว้ว่า ให้พึงระวัง เพลี้ยไฟ หมัดกระโดด เพราะศัตรูพืชเหล่านี้จะทำลายผลผลิตจนเสียหายหนักได้ และถ้าศัตรูพืชเข้ามามากจนเกินไป ควรที่จะรื้อทิ้งทันที เพื่อที่จะเริ่มปลูกใหม่ในสถานที่อื่นเทคนิคหารายได้จากเบบี้แครอท ฉบับมือใหม่ คุณนุชได้กล่าวว่า ควรเริ่มต้นจากการหาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ โดยคุณนุชเลือกที่จะใช้เมล็ดพันธุ์ของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขายอยู่ที่ซองละ 20 บาท แต่ได้แนะนำว่าอย่าเพิ่งทำจริงจัง ควรลองปลูกและเรียนรู้ก่อน หากทำสำเร็จแล้ว จะเจอกับเส้นทางที่นำไปสู่รายได้เอง คุณนุชได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการปลูกเบบี้แครอท ก็คือ ดิน โดยใช้เทคนิค นำดินมาผสมปุ๋ยมูลไส้เดือน 1:1 คลุกให้เข้ากัน ทิ้งไว้หนึ่งคืน รดน้ำให้ชุ่มชื้น ตื่นเช้ามาโรยเมล็ดลงดินแบบกระจัดกระจาย และควรใช้ฟ็อกกี้ในการฉีดน้ำ อย่าใช้หัวบัวรดน้ำ เพราะฟ็อกกี้จะสามารถควบคุมให้มีความชื้นอยู่ตลอด อย่าพึ่งนำออกนอกแสงแดด ควรอยู่ในที่ในที่ร่มรำไร คงความชื้นไว้ตลอด และคุณนุชได้ทิ้งท้ายไว้อีกว่า "ไม่ต้องแปลกใจหากว่า 2-3 วันแล้ว เมล็ดยังไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะเมล็ดเบบี้แครอทค่อนข้างที่จะงอกช้า บางครั้งที่พี่ปลูก 10 วันเพิ่งจะงอกก็มี เบบี้จะงอกหรือไม่งอก ขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพหรือไม่ และควบคุมความชื้นได้ดีหรือเปล่า" หากผู้ที่สนใจลิ้มลองรสชาติความหอมหวานของเบบี้แครอท สามารถทักไปที่ Facebook Fanpage : Nuch Garden คุณนุชพร้อมเสิร์ฟความอร่อย และมีประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ ภาพปก โดย ผู้เขียนภาพที่ 1 / 2 / 5 โดย Nuch Gardenภาพที่ 3 / 4 / 6 โดย ผู้เขียน