หุ้นแบงก์ระส่ำหวั่นสำรอง KBANK ลั่นไม่ต้องตั้งเพิ่ม

#KBANK #ทันหุ้น – หุ้นแบงก์วูบกังวลตั้งสำรองน้ำท่วม ด้าน KBANK ประกาศชัดตั้งสำรองไว้เพียงพอแล้ว ไม่ต้องตั้งเพิ่ม แต่ต้องปรับแผน Stress Test ใหม่ให้ครอบคลุม ห่วงรายย่อยได้รับผลกระทบ ขณะที่ภาคธุรกิจประคองตัวได้ มั่นใจ NPL ไม่ได้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คงเป้าเดิมสินเชื่อทั้งปีโต 0-2% ด้านโบรกเชื่อไตรมาส 3 ยังไม่กังวลสำรอง แต่ต้องตามไตรมาส 4
จากกรณีกลุ่มธนาคารพาณิชย์โดนเทขายจากความกังวลเรื่องการตั้งสำรองและผลกระทบน้ำท่วมก่อนที่จะประกาศผลประกอบการ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แม้ว่าจะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจระดับความรุนแรงและผลกระทบยังน้อยกว่าปี 2554 ซึ่งทาง KBANK และสถาบันการเงินต่างๆ ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารองรับไว้แล้ว โดยมีการเตรียมเงินสำรองไว้ในระดับที่เพียงพอและเหมาะสม ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับการตั้งสำรองของธนาคาร นอกจากนี้ KBANK ได้จัดเตรียมวงเงินสำรองเพื่อช่วยเหลือลูกค้าไว้แล้ว ซึ่งจากการประเมินพบว่ายังไม่มีลูกค้ายื่นขอสินเชื่อเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวงเงินที่ต้องใช้จริงจึงคาดว่าจะมีจำนวนไม่มากนัก
อีกทั้งรูปแบบและพื้นที่การเกิดอุทกภัยในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2554 ดังนั้น KBANK จึงต้องทำการทบทวน BCP (Business Continuity Plan) และปรับเปลี่ยนการทำ Stress Test โดยเพิ่มการจำลองสถานการณ์ (Simulate) ที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมหลากหลายกรณีมากยิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล โดยมีการจัดทำแผนที่สำรวจพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ
@บริหารจัดการความเสี่ยงลูกค้า
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจและลูกค้าเป็นการกระจายตัวเฉพาะในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจต้องชะงักลงชั่วคราว โดยธนาคารจะเข้าไปดูแลและบริหารจัดการตามมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยในหมวดสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ ที่ได้รับผลกระทบหลัก เนื่องจากกลุ่มนี้มีความเปราะบางทางการเงินอยู่แล้ว เมื่อมาเจอวิกฤติน้ำท่วมซ้ำเติมจึงได้รับผลกระทบสูง
สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระยะสั้น การชะงักงันของธุรกิจเกิดขึ้นเพียงช่วง 1–2 สัปดาห์ จึงยังพอสามารถประคองตัวและดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกและกลุ่มยานยนต์ ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติได้แสดงความกังวลและสอบถามอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมูลค่าหลักประกันที่อาจลดลงจากภัยน้ำท่วม ซึ่งธนาคารได้บริหารจัดการความเสี่ยงในส่วนนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด
ในส่วนของ NPL ของ KBANK ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังไม่มีการขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากลูกค้ายื่นติดต่อขอรับการช่วยเหลือเข้ามาไม่มาก และลูกค้าบางส่วนสามารถบริหารจัดการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้ด้วยตนเอง ขณะที่กลุ่มสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อรถยนต์ของ KBANK ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตได้ดีตามเป้าหมายตั้งไว้ 0-2% NPL Ratio : น้อยกว่า 3.25% และ Credit Cost อยู่ที่ 140 – 160 bps พร้อมเดินหน้ายกระดับยุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
@ เชื่อแบงก์มีบัฟเฟอร์สำรอง
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน และสถาบันการเงินได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีการตั้งเงินสำรองส่วนเกิน (Extra Provision) เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อยู่แล้วประมาณ 20% ซึ่งหากความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ในระดับรอการระบาย วงเงินสำรองที่มีอยู่เดิมก็น่าจะเพียงพอรับมือได้
แต่ในไตรมาส 4 ยังต้องติดตามการประเมินความเสียหายจริงในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ แต่หากมีความจำเป็นต้องตั้งสำรองเพิ่ม ก็คาดว่าจะมีปริมาณไม่สูงมากจนกระทบต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ธนาคารอาจใช้โอกาสในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูงตามฤดูกาล ในการตั้งสำรองเพื่อปรับฐานและเตรียมพร้อมเติบโตในปีถัดไป
ด้านแนวโน้มผลประกอบการภาพรวมของกลุ่มธนาคาร คาดการณ์ว่ารายได้รวมในปีนี้อาจไม่เติบโต และภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารปีนี้จะหดตัวลงประมาณ 1.5% ก่อนที่จะกลับมาเติบโตได้ราว 3% ในปีหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
