รีเซต

ห้ามซุ่มจับ-ปิดหน้า! ตร.กางนโยบายจราจรปี 70 เปิดหลักเกณฑ์เตือนก่อนปรับ

ห้ามซุ่มจับ-ปิดหน้า! ตร.กางนโยบายจราจรปี 70 เปิดหลักเกณฑ์เตือนก่อนปรับ
TNN ช่อง16
14 ตุลาคม 2569 ( 20:17 )
10

ตร.กางนโยบายจราจรปี 70 

พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังนโยบายและกำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับนโยบายด้านการจราจร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สั่งห้ามปิดหน้า-ซุ่มจับ

การปฏิบัติงานด้านการจราจรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างวินัยจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุบนถนน ตามนโยบายหลักของ ผบ.ตร. โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องไม่ปิดบังใบหน้า ไม่สวมหมวกโม่งปิดคลุมใบหน้าขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือพูดคุยกับพี่น้องประชาชน 

ห้ามเรียกตรวจแบบซุ่มจับ การปฏิบัติงานทุกขั้นตอนต้องสุภาพ มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน ประกอบด้วย การตรวจสอบประวัติการขับขี่ของผู้ขับขี่ผ่านระบบ PTM (Police Ticket Management) ก่อนพิจารณาดำเนินการทุกครั้ง 

โดยยึดหลักการตักเตือนก่อนเปรียบเทียบปรับ หากพบการกระทำผิดซ้ำจะดำเนินการปรับตามกฎหมายแบบขั้นบันได และจะเพิ่มอัตราโทษจนถึงระดับสูงสุดหากยังฝ่าฝืนกระทำผิดซ้ำอีก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เปิดทางเตือนก่อนปรับ

การเตือนก่อนปรับ ไม่เจาะจงข้อหาว่าข้อหาใดต้องเตือนก่อน แต่ตำรวจจราจรใช้ดุลพินิจว่าการกระทำผิดกฎหมายจราจรนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใดหรือไม่ เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร หากขับไปชนหรือทำให้รถคันอื่นเกิดอุบัติเหตุ การแข่งรถใน หรือการเมาแล้วขับ ลักษณะนี้ก็ต้องดำเนินคดีเพราะเป็นข้อหาที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งตัวผู้ขับขี่เองและผู้อื่น

รวมทั้งยังเน้นการนำเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบอัตโนมัติ มาใช้ในการตรวจจับ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากนี้ พล.ต.ต.วรวิทย์ฯ กล่าวว่า ในส่วนของการให้บริการด้านการจราจร ได้ยกระดับการทำงานใน 6 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการจราจรให้คล่องตัว การป้องกันและลดอุบัติเหตุ การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การสื่อสารให้ความรู้เพื่อสร้างวินัยจราจร และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน 

โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายอย่างเคร่งครัด สนับสนุนเครื่องมือ ติดตามแก้ไขปัญหา ตลอดจนดูแลสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติสู่การเป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง