เวียดนามแซงไทยจริงไหม ? หลังสื่อเวียดนามตีข่าว 'เศรษฐกิจเวียดนามนำไทยแล้ว'

‘เวียดนามจะโตแซงไทย’ ‘เศรษฐกิจเวียดนามจะนำไทยแล้ว’ ล้วนแต่เป็นประโยคที่มีการพูดถึงมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดในปลายเดือนเมษายนนี้ สื่อในเวียดนามกับพาดหัวข่าวถึงความสำเร็จว่า เศรษฐกิจเวียดนามได้ก้าวข้ามไทยไปแล้ว
GDP เวียดนามแซงไทยไปได้แล้วจริงไหม เหตุใดสื่อเวียดนามถึงตีข่าวเช่นนั้น และไทยต้องทำอย่างไรบ้าง ?
สื่อของเวียดนามอย่าง Tuoi Tre และสำนักข่าวระดับชาติเริ่มรายงานถึงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์: "ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามได้ก้าวข้ามประเทศไทยไปแล้ว" โดยอ้างอิงถึงข้อมูลจาก สำนักงานสถิติ และกระทรวงการคลังของเวียดนาม ที่ระบุว่า เมื่อวัดขนาดเศรษฐกิจด้วยดัชนี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศตามอำนาจซื้อ (GDP measured by Purchasing Power Parity หรือ PPP) เวียดนามได้เบียดแซงประเทศไทยขึ้นไปเล็กน้อยแล้ว
ตัวเลขที่เวียดนามอ้างอิงนั้น คือ GDP (PPP) ของเวียดนามปี 2025 ที่ประมาณ 1.885 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และของไทยที่อยู่ที่ประมาณ 1.881 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการอ้างอิงจากประมาณการของ IMF ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า เวียดนามนำอยู่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยตัวเลขนี้ ทำให้เวียดนามกลายเป็น "เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน" เมื่อวัดด้วยอำนาจซื้อ เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้น ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผลของการพยายามผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจมาตั้งแต่ช่วงปี 1980
ก่อนหน้านี้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF เอง ก็คาดการณ์แล้วว่า ตัวเลข GDP (PPP) ของเวียดนามจะแซงไทยในปี 2026 และยังมีการคาดการณ์ และประเมินว่า การแซงในเชิงราคาตลาด (Nominal GDP) ก็กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคือการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจตามราคาปัจจุบันและอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลก (เป็นดอลลาร์สหรัฐโดยตรง)
โดย Nominal GDP ในปี 2024 ไทยยังสูงกว่าเวียดนามที่ 526.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 459.5 พันล้านดอลลาร์ แต่สถาบันการเงินต่างก็มองว่าภายในปี 2026 หรือไม่เกิน 2030 เวียดนามจะแซงไทยได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตระดับสูง
ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จ ก็มาจากทั้งปัจจัยโครงสร้าง และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ยุทธศาสตร์ความต่อเนื่อง (Policy Continuity) ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดที่รัฐกำกับดูแล ซึ่งให้ความต่อเนื่องของนโยบายสูงแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายใน ต่างจากไทยที่เผชิญกับวัฏจักรการเมืองที่มักส่งผลให้เกิดการรีเซ็ตนโยบายบ่อยครั้ง
ทั้งยังได้เปรียบจากการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากถึง 16 ฉบับ ครอบคลุม 60 ประเทศ ขณะที่ไทยมี 14 ฉบับครอบคลุมเพียง 18 ประเทศ และข้อตกลงกับยุโรปยังอยู่ในสถานะรอการให้สัตยาบัน และปัจจัยสำคัญอย่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ของเวียดนาม ที่รัฐ ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 ไว้สูงถึง 10% จากโปรเจ็กต์อย่างสนามบินใหม่ในโฮจิมินส์ และรถไฟความเร็วสูงทางเหนือ
รวมไปถึงปัจจัยอย่างประชากร ที่ประชากรกว่า 50% ของประเทศเป็นวัยต่ำกว่า 35 ปี หรือคนรุ่นใหม่ ที่เวียดนามเร่งสร้างแรงงานทักษะสูง และลงทุนกับการศึกษา
ขณะที่ไทยเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ภาวะล้าทางโครงสร้าง GDP เติบโตต่ำกว่า 3% มาหลายปี หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP เกิดความขัดแย้งทั้งชายแดน และการเมืองภายใน ไปถึงการจะเข้าสู่สังคมสูงวัย และเด็กเกิดน้อยสวนทางกับเวียดนาม
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเติบโตของเวียดนามสามารถเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าของอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ หากไทยรู้จักปรับตัวก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย เพียงแต่ต้องมีการปรับทั้งโครงสร้าง และนโยบายที่ต่อเนื่องอย่างชัดเจน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
