มีช่วงหนึ่งของชีวิต ที่คำว่า “อยู่คนเดียว” ฟังดูเหมือนคำตัดสิน เหมือนใครบางคนกำลังบอกเรากลาย ๆ ว่า เราคงไม่มีใครจริง ๆ นั่นแหละ ถึงต้องอยู่ลำพัง ถึงต้องใช้ชีวิตเงียบ ๆ ถึงไม่มีใครโทรหา ไม่มีใครถามไถ่ ไม่มีใครรอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเราได้ใช้ชีวิตกับความเงียบนั้นนานพอ เราจะเริ่มเข้าใจว่า การอยู่คนเดียว กับการไม่มีใคร มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย การอยู่คนเดียว อาจเป็นแค่การที่เราไม่ได้อยู่ท่ามกลางเสียงคน ไม่ได้มีบทสนทนาตลอดเวลา ไม่ได้มีใครมาเติมเต็มช่องว่างทุกช่วงนาที แต่การไม่มีใคร คือการที่เราไม่มีแม้แต่ตัวเอง ไม่มีพื้นที่ให้ใจได้พัก ไม่มีที่ให้ความรู้สึกได้วางลง และสองอย่างนี้ ต่างกันมากกว่าที่เราเคยคิด หลายคนกลัวการอยู่คนเดียว ไม่ใช่เพราะมันอันตราย แต่เพราะมันทำให้เราได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น ได้ยินความคิดที่เราเคยหลบ ได้ยินความรู้สึกที่เราเคยกดไว้ ได้ยินคำถามที่เราไม่เคยกล้าถามตัวเองจริง ๆ เราอยู่ในสังคมที่ยกย่องความยุ่ง ยกย่องการมีคนรายล้อม ยกย่องการมีชีวิตที่ดูเต็ม จนบางครั้ง เราก็ลืมไปว่า ความเต็มบางแบบ ไม่ได้เกิดจากการมีคนมาก แต่เกิดจากการไม่ต้องฝืนเป็นใคร เพื่อให้มีใครอยู่ มีคนจำนวนไม่น้อย ที่อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่รู้สึกโดดเดี่ยวกว่าการอยู่คนเดียวเสียอีก เพราะเขาต้องใส่หน้ากาก ต้องเป็นคนที่เข้าใจทุกคน ต้องเป็นฝ่ายอดทน ต้องเป็นฝ่ายปรับ ต้องเป็นฝ่าย “ไม่เป็นไร” ตลอดเวลา ในขณะที่การอยู่คนเดียว อย่างน้อย เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องฝืนยิ้ม และไม่ต้องทำเป็นโอเค ทั้งที่ใจไม่ได้โอเคจริง ๆ การอยู่คนเดียว ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว และไม่ใช่บทลงโทษจากชีวิต บางครั้งมันเป็นเพียงช่วงพัก ที่ชีวิตให้เราได้กลับมานั่งข้างตัวเอง อย่างเงียบ ๆ เราอาจเคยผ่านความสัมพันธ์ ที่ทำให้เรารู้สึกเล็กลง เคยอยู่ในที่ที่เราต้องขอโทษ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เคยพยายามรักษาบางอย่าง จนลืมรักษาตัวเอง และเมื่อเราถอยออกมา เมื่อเราเลือกอยู่คนเดียว มันไม่ได้แปลว่าเราแพ้ มันแปลว่าเราเลือกไม่ทำร้ายใจตัวเองซ้ำ ๆ การอยู่คนเดียว จึงไม่ใช่การตัดขาดจากโลก แต่เป็นการกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเอง อย่างจริงใจ ในวันที่เราอยู่คนเดียว เราอาจจะได้เห็นว่า เราชอบตื่นเช้าแบบไหน ชอบใช้เวลากับอะไร ชอบความเงียบระดับไหน ชอบอยู่กับความคิดแบบใด และไม่ชอบอะไรอีกต่อไป มันคือวันที่เราเริ่มฟังตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านเสียงของใคร และนั่นคือทักษะที่สำคัญมาก สำหรับการมีความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม เพราะคนที่อยู่คนเดียวได้ ไม่ใช่คนที่ไม่ต้องการใคร แต่คือคนที่ไม่ต้องการใคร มาเติมเต็มในสิ่งที่เขาสามารถให้ตัวเองได้แล้ว เขาไม่เรียกร้อง ไม่เกาะ ไม่คาดหวังจนเกินไป และไม่เอาความว่างในใจ ไปวางบนบ่าของคนอื่น การอยู่คนเดียว ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้ต้องการใคร เพื่อมาทำให้เรามีค่า เราแค่ต้องการใคร ที่มาอยู่ด้วยแล้ว ไม่ทำให้เราสงสัยในคุณค่าของตัวเอง หลายคนบอกว่า การอยู่คนเดียวมันเหงา และมันอาจเหงาจริงในบางคืน เหงาในบางวัน เหงาในช่วงที่เราอยากเล่าอะไรให้ใครฟัง แต่ไม่มีชื่อใครขึ้นมาในหัว แต่ความเหงานั้น ไม่ได้น่ากลัวเท่าการอยู่กับใคร แล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีเสียง และไม่มีพื้นที่ การอยู่คนเดียว อย่างน้อย เรายังไม่ต้องอธิบายว่าทำไมเราเหนื่อย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไมเราควรได้รับความเข้าใจ และไม่ต้องขออนุญาตใคร ในการเป็นตัวเอง มันอาจไม่ใช่ช่วงที่ชีวิตดูดี ในสายตาคนอื่น อาจไม่มีภาพถ่ายคู่ ไม่มีเรื่องเล่าโรแมนติก ไม่มีใครมาให้กำลังใจทุกเช้า แต่ถ้าเราได้กลับมาเข้าใจตัวเองมากขึ้น ใจสงบขึ้น ไม่โทษตัวเองง่ายเหมือนเดิม ไม่ยอมให้ใครทำร้ายเราง่ายเหมือนก่อน ช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าเลย การอยู่คนเดียว จึงไม่ใช่ปลายทาง และไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่มันคือ “ช่วงระหว่างทาง” ที่สำคัญมาก ช่วงที่เราค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีใคร เพื่อพิสูจน์ว่าเรามีค่า และไม่จำเป็นต้องรีบ แค่เพราะกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บางคนเข้ามาในชีวิตเรา เพื่ออยู่ตลอดไป บางคนเข้ามา เพื่อสอนบางอย่าง แล้วจากไป และบางช่วงของชีวิต เราไม่ได้ต้องการใครเพิ่ม แต่ต้องการพื้นที่ เพื่อเก็บบทเรียนเหล่านั้น อย่างไม่เร่งรีบ ถ้าวันนี้คุณกำลังอยู่คนเดียว และรู้สึกว่ามันดูเงียบ ดูว่าง ดูเหมือนขาดอะไรไป ผมอยากให้คุณลองมองมันอีกมุมหนึ่ง บางที มันไม่ใช่ความว่าง แต่มันคือพื้นที่ ที่คุณไม่เคยมีมาก่อน พื้นที่ที่คุณไม่ต้องเป็นใคร เพื่อให้ถูกเลือก ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องเข้มแข็ง ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องอธิบาย แค่เป็นคุณ ในจังหวะของคุณ ก็เพียงพอแล้ว การอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีใคร แต่มันอาจแปลว่า เรากำลังเรียนรู้ที่จะไม่ทิ้งตัวเอง เพื่อแลกกับการมีใครอีกต่อไป และนั่น คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ความสัมพันธ์กับตัวเอง ขอบคุณภาพประกอบจาก : pixabay ภาพปก โดย Marvols จาก pixabay ภาพที่ 1 โดย jump1987 จาก pixabay ภาพที่ 2 โดย TieuBaoTruong จาก pixabay ภาพที่ 3 โดย Irish83 จาก pixabay ภาพที่ 4 โดย huweijie07170 จาก pixabay