รีเซต

SCGD โชว์กำไรปี 2568 พุ่ง 15% แตะ 1,010 ล้านบาท บอร์ดเคาะจ่ายเพิ่ม 0.19 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.34 บาท

SCGD โชว์กำไรปี 2568 พุ่ง 15% แตะ 1,010 ล้านบาท บอร์ดเคาะจ่ายเพิ่ม 0.19 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.34 บาท
ทันหุ้น
26 มกราคม 2569 ( 21:37 )
2

#ทันหุ้น #2026 #SET #SCGD โชว์กำไรปี 2568 พุ่ง 15% แตะ 1,010 ล้านบาท บอร์ดเคาะจ่ายเพิ่ม 0.19 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 0.34 บาท 

บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน)สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 บริษัทมีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจำนวน 1,010 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.4% EBITDA อยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และ EBITDA on Sales อยู่ที่ 14.8% เมื่อไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนจำนวน 5 ล้านตารางเมตร ณ โรงงาน PRIME ประเทศเวียดนาม 

ส่งผลให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนรวมกว่า 19 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งเริ่มนำเทคโนโลยี Biomass Gasifier มาใช้ในการผลิตกระเบื้องเซรามิกเป็นแห่งแรกในอาเซียน ณ โรงงานดังกล่าว บริษัทสามารถลดต้นทุนจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวลเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าการลดต้นทุนรวม 330 ล้านบาท และได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนด้านธุรกิจและแบรนด์สินค้าในระดับโลก

ผลการดำเนินงานปี 2568 และไตรมาส 4/2568 ในปี 2568 บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น โดยมี EBITDA อยู่ที่ 3,259 ล้านบาท และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจำนวน 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และ 15% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11% อย่างไรก็ตาม 

ผลประกอบการดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าเงินสกุลต่างประเทศในประเทศที่บริษัทมีการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย หากไม่รวมผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจในแต่ละประเทศ EBITDA จะเพิ่มขึ้น 8% กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้น 20% และรายได้จากการขายจะลดลงเพียง 8% จากปีก่อนหน้า

หากพิจารณาผลประกอบการที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Non-recurring) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ EBITDA จะอยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 1,010 ล้านบาท และหากไม่รวมทั้งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ EBITDA จะเพิ่มขึ้น 7% และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า

สำหรับไตรมาส 4/2568 บริษัทมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจำนวน 188 ล้านบาท ลดลง 38% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 135% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 746 ล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,308 ล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้น 149% และ EBITDA เพิ่มขึ้น 43% ขณะที่รายได้จากการขายจะลดลงเพียง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ไม่รวมรายการพิเศษ กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 199 ล้านบาท ลดลง 31% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 759 ล้านบาท ลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากไม่รวมทั้งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ EBITDA จะลดลง 18% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะลดลง 31% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อัตราการทำกำไรในปี 2568 บริษัทมี EBITDA on Sales และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 14.4% และ 4.0% ตามลำดับ จากการลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และการออกสินค้านวัตกรรมที่มีอัตราการทำกำไรสูง โดยหากไม่รวมรายการพิเศษ EBITDA on Sales และอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 14.8% และ 4.4% ตามลำดับ สำหรับไตรมาส 4 EBITDA on Sales อยู่ที่ 14.1% และอัตรากำไรสุทธิ 3.3% และหากไม่รวมรายการพิเศษ EBITDA on Sales จะอยู่ที่ 14.3% และอัตรากำไรสุทธิ 3.5%

ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายโดยรวมปรับลดลง โดยต้นทุนขายในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 3,892 ล้านบาท ลดลง 154 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 599 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.7% แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2567 ต้นทุนพลังงานในการผลิตกระเบื้องต่อตารางเมตรทรงตัวอยู่ที่ 29 บาทต่อตารางเมตร จากการใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารอยู่ที่ 1,196 ล้านบาท ลดลง 28 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 228 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการต่อรองราคาวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

ฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 36,588 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 8,948 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 17,131 ล้านบาท โดยเป็นหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 12,473 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 19,457 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.1 เท่า ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า คงเดิมจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรา 0.34 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 561 ล้านบาท โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น และจะจ่ายเงินปันผลส่วนที่เหลือในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 30 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 20 เมษายน 2569

กลยุทธ์การดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 บริษัทวางให้ธุรกิจ PRIME ประเทศเวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโตและฐานการผลิตหลักในภูมิภาค โดยมียอดจัดจำหน่ายวัสดุตกแต่งพื้นผิวเพิ่มขึ้นเป็น 11.6 ล้านตารางเมตร จากความต้องการกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

ทั้งปีมียอดขายกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน 13.5 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า และในปี 2569 บริษัทได้รับอนุมัติให้เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ณ โรงงาน PRIME Dai Loc ประเทศเวียดนาม ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตรวม 25.6 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 32% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

บริษัทเดินหน้าขยายกลุ่มสินค้าใหม่และสินค้าเกี่ยวเนื่องในประเทศไทย รวมถึงสินค้า High Value Added ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 39% ของรายได้จากการขายทั้งหมดในไตรมาส 4 และเปิดตัวสินค้ากลุ่ม Smart Value Product ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 16% ของรายได้จากการขายทั้งหมด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาวะตลาดชะลอตัว 

พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายรวมในช่วง 5 ปีได้กว่า 330 ล้านบาทในปี 2568 รวมถึงการเจรจาลดต้นทุนวัตถุดิบ ลดเงินทุนหมุนเวียน ปรับโครงสร้างธุรกิจ และลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนได้ราว 280 ล้านบาทต่อปี

ด้านความยั่งยืน บริษัทดำเนินงานตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 

โดยในปี 2568 สามารถทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 13.6% และทดแทนพลังงานความร้อนจากชีวมวลได้ 23.5% พร้อมได้รับการคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA และดัชนี SET ESG ในปี 2569 ได้รับผลประเมิน CGR ระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับรางวัล Outstanding Investor Relations Awards จาก SET Awards 2025 สะท้อนการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว

แนวโน้มตลาดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ตลาดต่างประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเวียดนามซึ่งมีโครงการภาครัฐที่มีความชัดเจนในเมืองใหญ่ เช่น ดานัง ฮานอย และโฮจิมินท์ ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตลาดคาดว่าจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชน โดยระดับเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 

ส่วนประเทศอินโดนีเซียมีการเติบโตจากการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจและการปรับปรุงที่อยู่อาศัยก่อนวันหยุดเทศกาล Idul Fitri ในเดือนมีนาคม สำหรับประเทศไทย คาดว่าตลาดจะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยโครงการภาครัฐยังรอความชัดเจนภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์

คำอธิบายคดีความ KIA ช่วงปลายปี 2566 KIA และ KKM ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อขอให้ยกเลิกการเรียกร้องหนี้จาก KIA และให้ยกเลิกคำสั่งระงับการเข้าสู่ระบบจดแจ้งทางทะเบียนของ KIA และ KKM กับ Ministry of Law and Human Rights (MOLHR) ต่อมา ทั้งศาลปกครองชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และล่าสุดเมื่อปลายปี 2568 ศาลฎีกาในขั้น Cassation ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ส่งผลให้ KIA และ KKM อยู่ระหว่างการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในขั้น Case Review เพื่อขอให้ทบทวนคำพิพากษาดังกล่าว ขณะเดียวกัน บริษัทได้ประสานงานกับกระทรวงที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ภาคผนวก ตารางแสดงอัตราการเติบโตของตลาดกระเบื้อง แยกตามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ โดยเปรียบเทียบไตรมาส 4 ปี 2568 กับไตรมาส 4 ปี 2567 เปรียบเทียบไตรมาส 4 ปี 2568 กับไตรมาส 3 ปี 2568 และเปรียบเทียบผลประกอบการปี 2568 กับปี 2567

สัดส่วนรายได้จากการขายของธุรกิจในประเทศไทยอยู่ที่ 65% โดยธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและธุรกิจอื่น ซึ่งธุรกิจอื่นโดยหลักคือธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม มีรายได้จากการขายในปี 2568 อยู่ที่ 10,524 ล้านบาท ลดลง 12% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 1,637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า จากผลของการลดต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับไตรมาส 4 รายได้จากการขายอยู่ที่ 2,379 ล้านบาท ลดลง 9% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ยังอ่อนตัวต่อเนื่อง โดย EBITDA อยู่ที่ 376 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสก่อนหน้า 

เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำจากการปรับโครงสร้างในไตรมาสนี้และยอดขายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 31%

ธุรกิจสุขภัณฑ์ในปี 2568 มีรายได้จากการขาย 4,793 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 มีรายได้จากการขาย 1,161 ล้านบาท ลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย EBITDA อยู่ที่ 166 ล้านบาท ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2567 มีการปรับโครงสร้างธุรกิจ

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศเวียดนามอยู่ที่ 21% โดยในปี 2568 มีรายได้จากการขาย 4,985 ล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อนหน้า และมี EBITDA อยู่ที่ 901 ล้านบาท ลดลง 1% จากปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 มีรายได้จากการขาย 1,241 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการแปลงค่ารายได้ที่เป็นเงินดองเวียดนามซึ่งอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท หากพิจารณารายได้ในรูปเงินดองเวียดนามก่อนการแปลงค่าเป็นเงินบาท รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มตลาดที่ทยอยฟื้นตัว โดย EBITDA อยู่ที่ 203 ล้านบาท ลดลง 21% จากไตรมาสก่อนหน้า และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 9% โดยในปี 2568 มีรายได้จากการขาย 1,950 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อนหน้า และ EBITDA อยู่ที่ 132 ล้านบาท ลดลง 39% จากปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 มีรายได้จากการขาย 406 ล้านบาท ลดลง 18% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง 

หากพิจารณารายได้ในรูปเงินเปโซฟิลิปปินส์ก่อนการแปลงค่าเป็นเงินบาท รายได้จากการขายจะลดลง 16% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย EBITDA อยู่ที่ 1 ล้านบาท ลดลง 98% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

เนื่องจากยอดขายที่ลดลงจากผลกระทบของภัยธรรมชาติและการชะลอตัวของโครงการภาครัฐ

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ 5% โดยในปี 2568 มีรายได้จากการขาย 1,238 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อนหน้า และ EBITDA สำหรับทั้งปีอยู่ที่ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 มีรายได้จากการขาย 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

หากพิจารณารายได้ในรูปเงินรูเปียห์อินโดนีเซียก่อนการแปลงค่าเป็นเงินบาท รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย EBITDA อยู่ที่ 36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 414% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนแปรผันที่ลดลงเนื่องจากการได้รับเงินชดเชยค่าพลังงานในเดือนตุลาคม รวมถึงปริมาณและราคาขายที่เพิ่มขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง