หนี้ครัวเรือนขาลงแต่พิษน้ำท่วมฉุด เจาะกลุ่มแรงงาน “นอกระบบ” เปราะบางที่สุด

สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังซ้ำเติมความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทย โดยเฉพาะปัญหารายได้สะดุดและสภาพคล่องที่ตึงตัว ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงงานนอกระบบและผู้รับจ้างรายวันเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญเสียรายได้และภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
น้ำท่วมกระทบ 1.48 ล้านครัวเรือน แรงงาน 1.69 ล้านคนเสี่ยงรายได้หดตัว
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ระหว่างวันที่ 16 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 มีครัวเรือนไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 1.48 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 6% ของครัวเรือนทั่วประเทศ โดย ณ วันที่ 7 ตุลาคม ยังมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.15 ล้านครัวเรือน
ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่สุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีแรงงานได้รับผลกระทบสูงถึง 1.69 ล้านคน ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในระยะต่อมา
แรงงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสมุทรปราการมีแรงงานได้รับผลกระทบประมาณ 445,000 คน และกรุงเทพฯ ประมาณ 420,000 คน ขณะที่จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ นครนายก ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และพระนครศรีอยุธยา
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย แต่ยังลุกลามไปถึงการทำงานและการประกอบอาชีพ เมื่อประชาชนบางส่วนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ขณะที่ร้านค้าและธุรกิจในพื้นที่น้ำท่วมต้องปิดให้บริการชั่วคราว ส่งผลให้แรงงานสูญเสียชั่วโมงทำงาน รายได้ลดลง หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียงานในที่สุด
แรงงานนอกระบบเปราะบางที่สุด รายได้หายแต่รายจ่ายเพิ่ม
กลุ่มแรงงานที่มีความเปราะบางสูงจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ได้แก่ แรงงานภาคบริการ แรงงานอิสระ และแรงงานนอกระบบที่รับค่าจ้างรายวัน เนื่องจากรายได้ของคนกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานในแต่ละวัน เมื่อเกิดน้ำท่วมจนไม่สามารถทำงานได้ รายได้จึงลดลงหรือหายไปทันที
ในเวลาเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจำเป็นกลับเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ครัวเรือนต้องรับมือกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือรายได้ที่ลดลงและภาระรายจ่ายที่สูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมแรงงานอิสระและแรงงานนอกระบบที่เผชิญภาวะค่าจ้างหดตัวอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรายรับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน ความสามารถในการชำระหนี้ก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเงินออมจำกัดและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินได้
หนี้ครัวเรือนลดลง ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินดีขึ้น
แม้ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่ SCB EIC ชี้ว่า การลดลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนได้คลี่คลายลงอย่างชัดเจน
เนื่องจากการลดลงของสัดส่วนหนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนที่ยังไม่ทั่วถึง จึงไม่อาจตีความได้โดยตรงว่าครัวเรือนมีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงยังคงกดดันฐานะทางการเงินของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอนและมีเงินสำรองไม่เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างน้ำท่วม ครัวเรือนเหล่านี้จึงมีโอกาสเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องได้รวดเร็วกว่ากลุ่มอื่น
น้ำท่วมจึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางเดิม ทำให้บางครัวเรือนต้องนำเงินที่มีอยู่มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและซ่อมแซมความเสียหาย แทนที่จะนำไปชำระหนี้หรือเก็บเป็นเงินออม ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ในระยะสั้นเพิ่มขึ้น
สำหรับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 85.2% ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 อยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 0.6%YOY ใกล้เคียงไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวต่ำ 3 ไตรมาสติดต่อกัน
SCB EIC คาดหนี้ครัวเรือนลดสู่ 83.5-84.5% ของ GDP
SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงมาอยู่ที่ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าฐานะทางการเงินของครัวเรือนไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
สิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กันจึงเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ สภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น และความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและมีข้อจำกัดในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
ในระยะสั้น มาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดและทันการณ์มีความสำคัญต่อการประคองสภาพคล่องของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นและการช่วยเหลือให้สามารถกลับไปประกอบอาชีพได้โดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงที่ปัญหารายได้สะดุดชั่วคราวจะลุกลามเป็นปัญหาค้างชำระหนี้ในระยะยาว
ท้ายที่สุด การประเมินสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยจึงไม่ควรพิจารณาจากสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพรายได้ ความมั่นคงในการทำงาน และความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย เพราะสำหรับครัวเรือนที่มีเงินสำรองจำกัด แม้น้ำท่วมจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบต่อรายได้และภาระหนี้อาจยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
