ถ้าคุณใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาวิธีเรียกปีศาจ เชื่อว่าตัวเองรู้ความลับของโลกที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง แล้ววันหนึ่งกลับพบว่า สิ่งที่คุณเชื่อมั่นมาตลอดกลับไม่เป็นอย่างที่คิด คุณจะยังเชื่อในศาสตร์ของตัวเองอยู่ไหม… นี่คือจุดเปลี่ยนของตำนานไซเปรียนแห่งอันทิออก (Cyprian of Antioch) นักไสยศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงจากในเรื่องเล่าคริสต์ศาสนายุคแรก และเป็นหนึ่งในตัวละครที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับเฟาสต์ ผู้ขายวิญญาณให้ปีศาจในวรรณกรรมยุคหลัง แต่เรื่องของไซเปรียนเริ่มต้นจากความต้องการที่ธรรมดากว่านั้นมาก เขาเพียงต้องช่วยชายคนหนึ่งให้สมหวังกับผู้หญิงที่ตัวเองปรารถนา เมื่อความรักกลายเป็นงานของปีศาจ ตามตำนาน อักไลอัส (Aglaidas) ชายหนุ่มผู้หลงรักจัสตินา (Justina) เขาต้องการแต่งงานกับเธอ แต่จัสตินาปฏิเสธ เพราะเธอเป็นคริสเตียนและตั้งใจอุทิศชีวิตให้กับพระเจ้า เมื่อการเกี้ยวพาราสีแบบปกติไม่เป็นผล อักไลอัสจึงหันไปหาคนที่เขาคิดว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ นั่นคือไซเปรียน นักไสยศาสตร์ผู้ศึกษาวิชาเวทมนตร์และการติดต่อกับปีศาจ ไซเปรียนรับหน้าที่ช่วยเหลือเขา ในโลกของเรื่องเล่า การตัดสินใจครั้งนี้ดูเหมือนสมเหตุสมผลสำหรับคนที่เชื่อว่าความรู้ในศาสตร์ลึกลับสามารถเปลี่ยนความเป็นจริงได้ หากคือความปรารถนาของมนุษย์ ก็แค่หาพลังที่ยิ่งใหญ่กว่ามาบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ แต่สิ่งที่ไซเปรียนกำลังจะพบคือ พลังที่เขาเคยอ้างว่าสามารถเรียกมาใช้งาน กลับไม่ได้ทำให้เขาสมหวังอย่างที่คิด เวทมนตร์ที่ใช้ไม่ได้ผล เรื่องเล่าระบุว่า ไซเปรียนพยายามใช้พลังของปีศาจเพื่อทำให้จัสตินายอมรับอักไลอัส แต่ความพยายามเหล่านั้นกลับล้มเหลว จัสตินายังคงยืนหยัดในความเชื่อของตน เธอสวดภาวนาและต่อต้านการล่อลวง ขณะที่อำนาจของปีศาจในเรื่องเล่าก็ไม่อาจทำให้เธอเปลี่ยนใจได้ สำหรับจัสตินา นี่คือชัยชนะของศรัทธา แต่สำหรับไซเปรียน นี่คือปัญหาที่ใหญ่กว่าการทำงานไม่สำเร็จ เพราะถ้าศาสตร์ที่เขาศึกษามาตลอดไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ เขาจะอธิบายความล้มเหลวนี้อย่างไร เขาอาจลองวิธีใหม่ เรียกพลังอื่น หรือเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นก็ได้ แต่ตำนานกลับพาเขาไปสู่อีกทางหนึ่ง ไซเปรียนเริ่มตระหนักว่า ปีศาจที่เขาเคยคิดว่าสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ กลับหวาดกลัวอำนาจของพระคริสต์ตามกรอบความเชื่อของเรื่องเล่า นักไสยศาสตร์ผู้เผาตำราของตัวเอง จุดพลิกผันของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ไซเปรียนค้นพบคาถาที่ทรงพลังกว่าเดิม แต่อยู่ที่เขาตัดสินใจเลิกใช้ศาสตร์ที่เคยยึดถือ ตามตำนาน เขาไปหาผู้นำคริสตจักรเพื่อสารภาพความผิด เข้าพิธีศีลล้างบาป และเผาตำราเวทมนตร์ของตนทิ้ง จากคนที่เคยพยายามใช้พลังเหนือธรรมชาติเพื่อบังคับความปรารถนาของผู้อื่น เขากลับกลายเป็นคนที่ยอมรับว่าตัวเองเดินผิดทาง เรื่องเล่าในประเพณีคริสต์ศาสนาระบุว่า ไซเปรียนภายหลังได้เป็นบาทหลวงและบิชอป ส่วนจัสตินาเข้าไปอยู่ในอาราม ต่อมาทั้งสองถูกจับกุมและประหารชีวิตในช่วงการเบียดเบียนคริสเตียนภายใต้จักรพรรดิไดโอคลีเชียน อย่างไรก็ตาม เราต้องแยกเรื่องเล่าทางศาสนาออกจากประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ เรื่องของไซเปรียนและจัสตินามีองค์ประกอบแบบตำนานนักบุญ และไม่อาจใช้ยืนยันได้ว่ามีการเรียกปีศาจหรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังมีความสับสนระหว่างไซเปรียนแห่งอันทิออกในตำนาน กับนักบุญไซเปรียนแห่งคาร์เธจซึ่งเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง สัญญาปีศาจที่ไม่มีสัญญา หากมองอย่างเคร่งครัด เรื่องของไซเปรียนไม่ใช่ตำนานสัญญาขายวิญญาณแบบเดียวกับเฟาสต์ ไม่มีฉากสำคัญที่เขาลงนามในเอกสารเพื่อแลกวิญญาณกับพลังอำนาจ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องสัญญาปีศาจ คือภาพของมนุษย์ที่เข้าไปพัวพันกับพลังต้องห้าม โดยเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมมันเพื่อสนองความปรารถนาได้ ในตำนานของไซเปรียน ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาพยายามต่อรองเงื่อนไขใหม่ แต่ทำให้เขาปฏิเสธเส้นทางเดิมทั้งหมด นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเรื่องเล่าชนิดนี้กับตำนานขายวิญญาณในเวลาต่อมา เรื่องหนึ่งจบลงด้วยการกลับใจและการละทิ้งศาสตร์ต้องห้าม ส่วนอีกเรื่องมักตั้งคำถามว่ามนุษย์ยอมจ่ายอะไรได้บ้าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ไซเปรียนเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าเขาสามารถใช้ปีศาจเพื่อควบคุมชีวิตคนอื่นได้ แต่จบลงด้วยการทิ้งสิ่งที่เคยเชื่อว่าทำให้ตัวเองมีอำนาจ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ตำนานของเขายังคงน่าสนใจ แม้จะไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ถือเป็นบันทึกเหตุการณ์จริงก็ตาม เพราะความปรารถนาที่จะควบคุมทุกอย่างไม่ได้หายไปจากโลกมนุษย์ และเมื่อสิ่งที่เราเชื่อว่ามีอำนาจเหนือใครกลับใช้ไม่ได้ผล คำถามที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องใช้เวทมนตร์บทไหนต่อไป แต่เป็นว่า เรายังกล้ายอมรับหรือไม่ว่า สิ่งที่เราเชื่อมาตลอดอาจไม่ใช่คำตอบเลยตั้งแต่แรก… ภาพประกอบทั้งหมดสร้างโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !